เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ บ้านพักทัศนาจร ตำบล ป่าแดด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือระหว่างเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ สภาพัฒนาการเมืองจังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายประชาสังคมเพื่อการจัดการตนเองจังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวที “ปฏิรูปขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่สู่การปฏิรูปประเทศไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมมาจากพื้นที่ตำบลจัดการตนเอง สภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวน ๕๖ ตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ส่วนราชการในจังหวัด รวมจำนวน ๒๐๐ คน
นายสวิง ตันอุด จากสถาบันการจัดการทางสังคม กล่าวถึงพัฒนาการของการปกครองประเทศว่า นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแก้ไขวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของประชาชนชาวสยามไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส โดยทำการรวมหัวเมืองต่างๆ ในสยามเข้าสู่ส่วนกลาง เรียกว่า “ระบบเทศาภิบาล” ๔๐ปีต่อมาในปีปี ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้แก่ประชาชนชาวไทย ทั้งนี้ด้วยการก้าวเปลี่ยนของระบบการปกครองในขณะนั้น โดยมีพระราชประสงค์อย่างชัดเจนว่า “...เราประสงค์จะมอบอำนาจให้ประชาชน...ไม่ต้องการมอบให้คณะบุคคล”
อีก ๔๐ ปีต่อมา ๒๕๑๕/๒๕๑๖ ประชาชนลุกขึ้นมาปฏิวัติขับไล่รัฐบาลเผด็จการในขณะนั้น จนเป็นปรากฏการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่จะเห็นถึงการปรับตัวเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาการเมืองการปกครองของรัฐไทย นายสวิงกล่าวว่า ๔๐ ปีรอบต่อไปคือปี ๒๕๕๕
สาเหตุรากเหง้าของปัญหาประเทศไทยมาจากการรวมศูนย์อำนาจของส่วนกลาง การรวมศูนย์ทำให้วิถีชีวิต วิถีการผลิตแบบล้านนาหายไป . ตัวหนังสือเมือง ตัวหนังสือชนเผ่าหายไป เพราะเราเรียนและใช้ภาษาไทย ความหลากหลายชาติพันธุ์หายไป อำนาจการตัดสินใจ หายไป รูปแบบการจัดการดั้งเดิมหายไป. สถาปัตยกรรมหายไป ทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิง เงินทรัพยากรถูกดูดเข้าสู่ส่วนกลาง งบประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาทก็ใช้โดยรัฐบาลกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทนที่จะได้รับการสนับสนุน ๓๕% ตามรัฐฐธรรมนูญกลับได้เพียงประมาณ ๒๕% เท่านั้น ภาษีส่วนใหญ่ถูเก็บจากท้องถิ่นไปให้ส่วนกลาง เช่นเชียงใหม่เก็บภาษีได้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้รับกลับมาเพียง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น
นายสวิงสรุปว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติการ “ปิ้นสุ่ม” (พลิกสุ่ม) ถอดถอนอำนาจส่วนกลางที่ครอบงำท้องถิ่นมายาวนาน โดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับจังหวัดนี้มีอำนาจจัดการในทุกด้าน ตั้งแต่การจัดการตนเองด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อมดิน น้ำ ป่า การศึกษา สาธารณสุข การท่องเที่ยว ศาสนาและวัฒนธรรม ความปลอดภัย/ตำรวจ สวัสดิการ การกีฬา ระบบภาษีพื้นที่จังหวัดเก็บภาษีไว้ท้องถิ่น ๗๐% ส่วนกลาง ๓๐% เป็นต้น โดยที่รัฐบาลส่วนกลางทำหน้าที่ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคงและการทหาร ระบบเศรษฐกิจในภาพรวมและเงินตราและระบบศาลยุติธรรม
นายกนกศักดิ์ แก้วดวงเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ระบุว่าตำบลแม่ทาถูกรัฐส่วนกลาง “ล่อลวงและข่มขืน”มาตลอด เริ่มตั้งแต่การสัมปทานป่าไม้ การประกาศเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ต่างๆ การสร้างระบบการศึกาษแบบโรงเรียนในปี ๒๔๗๕ การส่งเสริมปลูกพืชเชิงเดี่ยว โรงงานบ่มยาสูบในปี ๒๕๑๒ และการเข้ามาของธกส.ในปี ๒๕๓๗ คนแม่ทาได้เริ่มรวมตัวกันพัฒนาตนเองทางด้านต่างๆประมาณปี ๒๕๒๘ มีการทำการเกษตรผสมผสาน ตลาดทางเลือก การจัดการป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ต่อสู่ร่วมกับสมัชชาคนจน เรื่องพรบ.ป่าชุมชน การต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง สหกรณ์การเกษตร ธนาคารข้าว ธนาคารวัว ธนาคารข้าวสาร ฯลฯ มีการพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนาทรัพยากรและเกษตกรรมยั่งยืนแม่ทา เป้าหมายของแม่ทา คือ ชุมชนเกิดการพัฒนาดูแลตัวเองในทุกด้าน มีอิสรภาพในวิถีของตนเอง การจัดการป่าจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสามารถการจัดการตนเองในทุกด้าน
นายบุญเพิ่ม ฤทัยกริ่ม ตัวแทนสภาแอะมูเจะคี อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอที่ ๒๕ ของจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การก่อเกิดของอำเภอเริ่มจากทางราชการมาหารือกับประชาชนในพื้นที่ว่าหากจะมีอำเภอใหม่ก็ควรที่จะสร้างให้เป็น “อำเภอในฝัน” ชุมชนจึงแบ่งปันที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดของชาวบ้านเพื่อสร้างสถานที่ราชการ จำนวน ๘๒ ไร่ ทั้งนี้เพื่อจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของชาวบ้านในแถบนั้น จะมีส่วนราชการจากกระทรวงต่างๆ ครบทุกกระทรวงมาอยู่ใกล้กับชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนก็คงจะดีขึ้น แต่สถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นไม่เป็นดังที่ชุมชนคาดหวังไว้ เพราะหลังจากที่มีการประกาศเป็นอำเภอใหม่ ชาวบ้านแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ที่ชุมชนร่วมกันยกให้กับทางราชการ มีปรากฏการณ์หลายเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ชุมชนได้รวมตัวกันเป็นสภาแอะมูเจะคี และประสานชวนหน่วยงานทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาสังคมมาหารือเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของการพัฒนาพื้นที่กัลยาณิวัฒนาที่ต้องมีชุมชนเป็นแกนสำคัญในการพัฒนาและบริหารจัดการ
นายประทีป บุญหมั้น จากเครือข่ายชุมชนเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าในการขับเคลื่อนการจัดการตนเองของชุมชนไม่ได้มีเพียงงานในพื้นที่ชนบทเท่านั้น ชุมชนในเขตเมืองที่มีประชาชนที่มีทั้งคนเมือง และคนที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำมาหากินโดยสาเหตุต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายโดยเฉพาะเรื่องของที่ดินและที่อยู่อาศัย จากชุมชนเพียงชุมชนเดียว ได้ขยายงานเพื่อหนุนช่วยกันจนเป็นเครือข่ายชุมชนเมืองเชียงใหม่ และแก้ไขปัญหาในทุกๆ ด้านที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องบ้าน อาชีพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ สวัสดิการ เป็นต้น และในช่วงต่อไปคนในเขตเมืองก็จะลุกขึ้นมาจัดการตัวเองตามสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อชุมชน

ที่ประชุมร่วมกันกำหนดเป้าหมายการปฏิรูปว่าเพื่อ ๑. ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจ มีสิทธิ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารจัดการ แก้ไขปัญหา พัฒนาชุมชนด้วยตนเองเป็นหลักในทุกๆด้านอย่างมีอิสระจาการถูกครอบจากราชการ/รัฐ ๒.ชุมชนชาวบ้านมีรายได้และมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดี/เศรษฐกิจดี/มีสัมมาอาชีพ ๓.การดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นเชียงใหม่ที่หลากหลายและดีงาม ๔.ความเข้มแข็งองค์กรชุมชน มีกิจกรรม/งบประมาณต่อเนื่อง ๕.ชาวบ้านทุกกลุ่มอาชีพ/ทุกวัยมีหรือได้รับสวัสดิการทั่วถึง ครอบคลุม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ๖.ชาวบ้านเข้าใจทั้งปัญหาและเห็นศักยภาพตนเอง ๗.เด็กเยาวชนคนเชียงใหม่ได้รับการศึกษาและสืบทอดทั้งประเพณี/ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ๘.ชุมชนท้องถิ่นเชียงใหม่มีการพึ่งตนเอง-การพึ่งพาช่วยเหลือกัน
ขบวนองค์กรชุมชนจะขับเคลื่อนการจัดการตนเองใน ๗เรื่องคือ ๑.จัดกระบวนการเรียนรู้/ถ่ายทอด ข้อมูล ความรู้ ให้กับประชาชนในชุมชนท้องถิ่นในเรื่อง แนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง กับปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ/รู้เรื่องสิทธิหน้าที่การเป็นพลเมือง/ชุมชนท้องถิ่น /วิถีระบอบประชาธิปไตย
๒.เชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชน/ชาวบ้านเชียงใหม่ ทั้งภายในพื้นที่ตำบลและอำเภอ โซน และจังหวัด ให้มีพลังการในจัดการตนเองร่วมกัน ๓.สนับสนุน/สร้างเครือข่ายปราชญ์/สล่า/ครูภูมิปัญญา ด้านศิลปวัฒนธรรม ร่วมสนับสนุนการสืบทอด สนับสนุนกลุ่ม/เครือข่ายเด็กเยาวชนสืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาในตำบล อำเภอ จังหวัด ๔.ใช้สภาองค์กรชุมชนประสานพลัง องค์กรชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ ให้มีสามัคคี มีสำนึกร่วมของความเป็นชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วมจัดการตนเอง ร่วมคิดร่วมเรียนรู้ ร่วมวางแผน ดำเนินการ จัดการตนเองร่วมกันทั้งในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ ๕.ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุน/สร้างและใช้เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นรูปธรรม ฐานการเชื่อมโยง รณรงค์ เรียนรู้สู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเชียงใหม่ ๖.สรุปบทเรียนและเผยแพร่บทเรียนประสบการณ์ในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น ที่เป็นต้นแบบทั้งในเชิงประเด็นและพื้นที่ ๗.ประสานเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคประชาสังคม นักวิชาการ สื่อ ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนเชียงใหม่ ในการขับเคลื่อนงานสร้างรูปธรรมชุมชนท้องถิ่นเชียงใหม่จัดการตนเอง และร่วมรณรงค์ผลักดันให้เชียงใหม่จัดการตนเอง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย การกระจายอำนาจให้ชุมชน จังหวัดจัดการตนเอง มี ๗ เรื่อง ได้แก่ ๑. กระจาย/จัดสรรงบประมาณให้ชุมชนท้องถิ่น-สวนกลางในสัดส่วน ๗๐:๓๐ ๒. บุคคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นคนในท้องถิ่น ๕๐% ๓.กองทุนพัฒนาสื่อท้องถิ่น/ที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น ๔. ให้อำนาจชุมชนท้องถิ่นออกกฎระเบียบ/ข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร/เศรษฐกิจ/สังคม/วัฒนธรรมฯ ที่เป็นธรรม ๕. การปฏิรูปการศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมายการกระจายให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง ๖. ยุบ/ยกเลิก การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ๗. ให้เชียงใหม่ เป็นจังหวัดหนึ่ง ในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น :เชียงใหม่จัดการตนเอง ตาม พรบ.เชียงใหม่มหานคร ให้ผู้ว่ามาจาการเลือกตั้ง ที่ประชาชนเชียงใหม่เสนอร่วมกัน ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ภายใน ปีงบประมาณ ๒๕๕๕.




