playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางบนและตะวันตกเสนอ ๓ ประเด็นหลักการปฏิรูปประเทศไทย ๑) ต้องปฏิรูปการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก ๒) ต้องปฏิรูปการจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อชุมชน และ ๓) ต้องคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สู่สังคมไทยที่อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

     กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชน ร่วมกับสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางบนตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวที “สมัชชาปฏิรูปประเทศไทยภาคกลางบนและตะวันตก” ณ ห้องประชุมชั้น ๑ พอช. หลังจากที่ได้จัดเวทีระดมความคิดเห็นครบทุกจังหวัด เพื่อเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย รับฟังความคิดเห็น ประมวลข้อเสนอในภูมิภาค และออกแบบการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนทั้ง ๑๖ จังหวัด เข้าร่วมประมาณ ๒๐๐ คน

     พระอมรมิตร คัมภีรธัมโม คณะอนุกรรมการภาคกลางบนและตะวันตก ได้กล่าวให้ข้อคิดกับที่ประชุมโดยมีใจความว่า ถึงเวลาที่เราต้องก้าวออกมาแล้ว พวกเราจะตายตาหลับได้อย่างไรถ้ายังมองไม่เห็นหนทางความอยู่รอดของลูกหลานในอนาคต อีกประมาณ ๓๐ ปี ผู้สูงอายุจะมากกว่าเด็ก ๒ เท่า ตอนนี้มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย เด็กสามารถเดินไปซื้อเหล้าบุหรี่ได้ภายใน ๗ นาที เด็กเดินถึงร้านเกมส์ได้ภายใน ๑๕ นาที เด็กสามารถเดินถึงสื่อลามกอนาจารได้ภายใน ๓๐ นาที และยังมีอะไรที่จะลงไปถึงเด็กอีกมากมาย เป็นคำถามที่ต้องถามทุกท่าน

     ซึ่งเราต้องสร้างความหวัง ความพยายามของตนเอง อย่างยายไฮที่ต่อสู้มากว่า ๒๐ ปี เพื่อที่ดินทำกินของตนเองจนท้ายที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ หรืออย่างประกัน ๑,๐๐๐ ล้านที่คุณตัน โออิชิ ทำไว้ ก็เกิดจากความเพียรพยายามของตัวแทนประกันคนหนึ่งที่หมั่นดูแล เยี่ยมเยือนคุณตันเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี จนในที่สุดก็ตัดสินใจทำ ที่ยกตัวอย่างมาเพื่อให้ทุกคนมีความหวัง เพราะสักวันหนึ่งจะถึงวันนั้น

     ชีวิตเราเลือกไม่ได้เพราะกว่า ๕๐ ปี ของการพัฒนาที่ผ่านมา ชีวิตเราถูกกำหนดจากคนอื่นตลอดมา แม้เรากำหนดจุดเริ่มต้นไม่ได้ เส้นทางนับจากนี้เราจะเป็นคนกำหนดเอง ในชีวิตของคนเรานั้น “ความมุ่งมั่น” เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราคิดเสมอว่า “เราทำได้” พยายามกับทุกๆเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ โอกาสที่ “ความสำเร็จ” จะเป็นของเราก็มีสูง ความมุ่งมั่นไม่ใช่คำพูดแต่เป็นการลงมือทำ วันนี้เราสามารถไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันปฏิรูปบ้านเมืองเพื่อลูกหลานของเรา พระอมรมิตรกล่าว

     นายณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางระกำ อ.บางเลน จ.นครปฐม เปิดเผยว่า ในงานสมัชชาองค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป เมื่อวันที่ ๓ มีนาคมที่ผ่านมา แนวทางหนึ่งของท้องถิ่นในการเดินหน้าปฏิรูป คือการให้ความสำคัญกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น โดยให้ อปท.ร่วมกับองค์กรชุมชนกำหนดนโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารงานบุคคลของ อปท. พ.ศ.2548 ให้คนในท้องถิ่นเป็นบุคลากรของ อปท. จัดตั้งกองทุนการศึกษาให้กับคนในชุมชน และให้ อปท.ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนให้มีความยั่งยืนโดยเฉพาะการจัดตั้งเป็นกองทุน เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนผลผลิตด้านเกษตร ฯลฯ

     นายณัฐวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นนั้น มีเรื่องที่เกี่ยวข้องในหลายมิติ อย่างเรื่องกฏหมาย ที่มหาดไทยออกกฏหมายคณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นการซ้อนทับกับสภาองค์กรชุมชนตำบล และมีหลายพื้นที่ที่สามารถจัดการตนเองได้ทั้งเรื่องสวัสดิการ หรือในหลายพื้นที่ที่ชุมชนและท้องถิ่นสามารถร่วมกันทำงานพัฒนาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราต้องช่วยกันออกแบบโครงสร้างในท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกัน และเอื้อให้ประชาชนในพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเอง หรืออาจจะมีข้อเสนอ ๑ ชุมชน ๑ งบประมาณที่เป็นงบหนุนการจัดการตนเอง ถ้าชุมชนและท้องถิ่นมีทิศทางเดียวกันบ้านเมืองจะน่าอยู่

     นายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. เปิดประเด็นชวนให้คิดโดยกล่าวว่า ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่ สิ่งที่เราทำจะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ที่ผ่านมาชุมชนท้องถิ่นล้วนถูกปฏิรูปโดยคนอื่นทั้งสิ้น ชุมชนอยู่ในภาวะจำยอมเสมอมา และคนถืออำนาจจะยอมคายอำนาจหรือไม่ ซึ่งไม่อยากให้เป็นการประชุมที่เป็นการรวมปัญหามากองไว้  ถ้าท่านคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เมื่อกลับไปที่จังหวัดเราสามารถหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาขยับอย่างเป็นรูปธรรม อนาคตอยู่ในมือของท่าน ทั้งหมดจะเป็นการแสดงหรือชีวิตจริงขึ้นอยู่กับเรา  และอำนาจคือเหรียญสองด้าน สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งมากกว่าการไปขอคืนอำนาจ การต่อสู้สำคัญน้อยกว่าสร้างซึ่งยากกว่า ทำอย่างไรที่จะสร้างระบบข้อมูลองค์ความรู้ สร้างพลังของการจัดการ สร้างการเชื่อมร้อย และสร้างอุดมการณ์ ที่จะให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า นายสิน กล่าว

     นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูป (คปร.) ร่วมให้ข้อคิดเห็นต่อที่ประชุมโดยชี้ว่า สถานการณ์และทิศทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ณ เวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ภาคประชาชนต้องตัดสินใจ ที่ผ่านมาเราอยู่ในสังคมที่ต้องอดทนสูง และจำยอม ไม่ปฏิเสธอำนาจมานาน ซึ่งเราเห็นชัดอยู่กันแบบอุปภัมถ์ ทำให้บ้านเมืองเกิดความเหลื่อมล้ำกันอย่างไร อย่างความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สิน คนเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถือครองทรัพย์สินร้อยละ ๕๕ คนชั้นล่างสุดที่เป็นคนส่วนใหญ่กลับถือครองเพียงประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์

     ทรัพย์ที่เหลื่อมมากที่สูงที่เป็นฐานชีวิตคือที่ดิน ที่เราไม่สามารถเข้าไม่ถึง ความแตกต่างอีกอย่างที่ชัดคือคนเงินเดือนสูงสุดมีเงินเดือนๆละ ๓ ล้านกว่า แต่คนล่างสุดมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำสุด ๓ พันกว่าบาทเอง ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง สังคมไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำมากขนาดนี้  ณ ขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคง การกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม หนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ยต่อหัวมากขึ้นก็ต้องเก็บภาษีมาใช้มากขึ้น ค่อนข้างวิกฤตมากพอสมควร

     นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องที่ดิน การแก้ปัญหาถ้าไม่จำกัดการถือครองก็จะแก้ไม่ได้ การปฏิรูปรอบนี้ ต้องทำให้เกิดการจำกัดสิทธิในการถือครอง จำกัดเพดานกระจายการถือครอง ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการซึ่งไม่สามารถปล่อยให้หน่วยราชการจัดการเพียงลำพังเพราะจัดการไม่ได้ เชื่อว่ากรมที่ดินทำไม่สำเร็จ เราต้องเอาที่ดินส่วนเกินมาจัดสรรรวมกับใช้มาตรการทางภาษี มีสถาบันกระจายที่ดิน ต้องมีการจัดตั้งกองทุนจัดการที่ดิน ที่สำคัญที่ดินต้องไม่ใช่สินค้า คนที่ถือครองต้องทำการเกษตรเองไม่ใช่ให้เช่า เรื่องปฏิรูปที่ดินต้องคิดให้เป็นระบบพื่อให้ถึงมือเกษตรกร

     นางวิษา ช่างประดิษฐ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายที่ดิน กล่าวถึงสถานการณ์การปฏิรูปการจัดการที่ดินและทรัพยากร โดยระบุว่า ปัญหาของชาวบ้านคือการไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีสิทธิในการครอบครอง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งการจัดการเรื่องที่ดินของชุมชนต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การถือครองที่ดินทำกิน เป็นจิตวิญญาณที่อยู่ในถิ่นฐานของชุมชน

     การจัดการที่ดินเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบาย ที่ต้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายกับการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งภาครัฐควรให้ความสำคัญและร่วมผลักดันแนวทางและกระบวนการทางกฎหมาย เช่น อัตราภาษีก้าวหน้า ในกรณีที่ดินครอบครองโดยไม่ใช้ประโยชน์รัฐควรเวนคืนการกระจายพื้นที่เพื่อให้ชุมชนใช้ประโยชน์ และควรจัดสรรที่ดินเพื่อกระจายเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชน ที่สำคัญหน่วยงานควรสื่อสารกับชุมชนเรื่องบทบาทหน้าที่และแนวทางการสนับสนุนให้ชุมชนได้ทราบสถานการณ์ และที่สำคัญใช้พื้นที่นำร่องในการเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชน เช่น พื้นที่สวนผึ้งโมเดล ที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทรัพยากร

     นายไพซอล บุญรอด ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงข้อเสนอการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยกล่าวว่า ประเทศไทยนั้นน้ำมีพอเพียงแต่ขาดการจัดการที่ดีจึงทำให้เกิดปัญหาและผลกระทบตามมามากมาย ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรของประชาชน  ซึ่งต้องมีการจัดการน้ำทั้งจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างเป็นระบบ ที่เกี่ยวข้องทั้งต่อสิ่งแวดล้อม วิถีการทำการเกษตร ทั้งนี้การจัดการน้ำต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งมีร่างข้อเสนออยู่ ๔ ระดับ ๑) ข้อเสนอระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการเองได้ ๒) ข้อเสนอระดับจังหวัด ๓) ข้อเสนอระดับนโยบาย และ ๔) ข้อเสนอต่อสมัชชาองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป  เป็นต้นว่าการออกกฏหมายจัดตั้งกองทุนน้ำ มีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน ต้องประกาศการจัดการน้ำโดยชุมชนให้เป็นวาระแห่งชาติ และที่สำคัญชุมชนต้องร่วมกันผลักดันให้ข้อเสนอเพื่อให้หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญและดำเนินการร่วมกับชุมชนให้ได้

     นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินฐานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและน้ำ กล่าวให้ความเห็นต่อข้อเสนอ โดยมีข้อคิดเห็นว่า ภาคประชาชนควรสร้างความเข้าใจในระบบนิเวศน์ ความจำเป็น และขีดจำกัด ต่างๆ อนาคตข้างหน้าการจัดการตนเองในการบริหารจัดการฐานทรัพยากรของชุมชนโดยชุมชน และภาคประชาสังคม จะเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องติดตามโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบ ท้วงติง ปรับแบบ หัวใจสำคัญเรามีความจำเป็นที่ต้องสอดรู้สอดเห็น เข้าไปมีส่วนร่วม เสนอปรับแก้ การจัดการน้ำโดยชุมชนจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง อย่าเพียงบ่น ตัวอย่างเช่น การเปิดปิดประตูระบายน้ำ ต้องเป็นวาระของเรา สร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจ ซึ่งต้องช่วยกันขยับสิ่งไหนที่ทำได้ทำเลย ส่วนในเชิงนโยบายเราต้องให้รัฐฟังประชาชน โครงการขนาดใหญ่ต้องดำเนินการอย่างมีกระบวนการที่ชัดเจน ถูกต้องตามหลัก ผู้ใช้น้ำต้องรวมกลุ่มสร้างพลังอำนาจการต่อรองกัน

๓ ประเด็นร่วมของขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางบนและตะวันตก
      ทั้งนี้เวทีสมัชชาฯ ขบวนองค์กรชุมชนทั้ง ๑๖ จังหวัดในภาคกลางตอนบนและตะวันตก ได้มีข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันถึงสาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทย ดังนี้

๑) การจัดการที่ดินเพื่อที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ประกอบด้วยข้อเสนอดังนี้
๑.๑) ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมี คุณค่า มิใช่มูลค่า ที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของและพึงต้องดำรงรักษาและสงวนไว้ ภายใต้หลักการ การบริหารจัดการที่ดินอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ชุมชน ท้องถิ่น
๑.๒) ผลักดันให้มีกฏหมายการรับรองสิทธิในการจัดการที่ดินร่วมกับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และแก้ไขกฏหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินร่วม รวมถึงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐในกรณีการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เช่นการประกาศเขตพื้นที่รัฐทับที่ทำกินของประชาชน การใช้ที่ดินสาธารณะ
๑.๓) ใช้พื้นที่ตำบล/ เมืองเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการจัดการเรื่องที่ดิน โดยรัฐต้องสนับสนุนกระบวนการทำงานและงบประมาณในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ที่ชุมชนชนและท้องถิ่นเป็นแกนหลักในระดับตำบล เช่น สนับสนุนกองทุนธนาคารที่ดินระดับตำบล เพื่อสร้างรูปธรรมในการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม
และ ๑.๔) รัฐต้องแก้ไขปัญหากระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม โดยรัฐต้องจริงใจกับการใช้มาตรการการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า สนับสนุนการจัดทำข้อมูลที่ดินที่ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วม รวมทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลการถือครอง

๒) ปฏิรูปการจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อชุมชน ซึ่งมีข้อเสนอแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ ข้อเสนอระดับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการเองได้ เป็นต้นว่า คนเพชรบุรีจะทำการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ต้นน้ำทดแทนเกษตรเคมี ช่วยกันรักษาป่าชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ จังหวัดอุยธยาจะสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ การบูรณาการเข้าแผนการพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนตำบล และสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะของคนอยุธยา หรือจังหวัดอุทัยธานีจะรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น
 ข้อเสนอระดับจังหวัด อย่างเช่น การบริหารจัดการบึงบรเพ็ดโดยองค์กรชุมชนและหน่วยงานระดับจังหวัดร่วมกันของคนนครสวรรค์ หรือที่จังหวัดสมุทรสาครเสนอให้ใช้ไม้ไผ่ และปลูกต้นไม้ชะลอคลื่นตลอดแนวชายฝั่งทั้งจังหวัด หรือเสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสระบุรีเป็นต้น
และข้อเสนอระดับนโยบาย อย่างเช่น คนสระบุรีเสนอให้รัฐจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นวาระแห่งชาติ นครปฐมเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฏหมาย พ.ร.บ.น้ำ ที่สอดคล้องกับจังหวัดกาญจนบุรีที่เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนน้ำเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

๓) การคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ประกอบด้วย
๓.๑) การสนับสนุนความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ผ่านกลไกสภาองค์กรชุมชนตำบล โดย จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครอบคลุมทุกตำบลและเมือง ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมสภาองค์กรชุมชนในระดับตำบล จังหวัด ชาติ ให้มหาวิทยาลัยร่วมดำเนินการกับองค์กรชุมชน สนับสนุนให้สภาฯ ใช้กระบวนการประชาธิปไตยชุมชน โดยมีแผนชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเรียนรู้และกำหนดอนาคตชุมชนด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และรูปธรรมในพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
๓.๒) คืนอำนาจการจัดการทรัพยากรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ข้อเสนอระยะสั้น มี ๗ ประเด็น ประกอบด้วยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานโครงการบ้านมั่นคงชนบท ให้ออกกฏหมายนริโทษกรรมประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังจากกรณีรัฐประกาศเขตพื้นที่รัฐทับที่อยู่ที่ทำกินของประชาชน ยุติโครงการที่มีผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยให้ได้ข้อยุติในระดับท้องถิ่นและจังหวัด ยุติการไล่รื้อชุมชนในที่ดินรัฐ และรัฐต้องเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยการไล่รื้อชุมชนในที่ดินของเอกชน นำกฏหมายป่าชุมชนฉบับประชาชนกลับมาใช้ และสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยขอให้รัฐเร่งรัดร่าง พ.ร.ฎ.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ....และพัฒนาเป็น พ.ร.บ.ธนาคารที่ดินในระยะต่อไป
ข้อเสนอระยะกลาง ๔) ประเด็น ประกอบด้วย ปรับปรุงกฏหมายเกี่ยวกับที่ดิน เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๔๘, พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ.การเช่าที่นา ฯลฯ ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน ให้ผลักดันกฏหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้า ให้ทบทวนแก้ไขกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและปัจจัยการผลิตของชุมชน และให้แก้ไขทบทวนกติกาข้อตกลงของประเทศกับการพัฒนาภูมิภาค
๓.๓) สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อสร้างสังคมเข้มแข็งจากฐานราก มีข้อเสนอระยะสั้นคือ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทย ควรนำระบบและกระบวนการสวัสดิการชุมชนมากำหนดเป็นสาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทย ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจพิจารณาแนวทางหรือหลักเกณฑ์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน และให้จัดบทบาทอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันจัดสวัสดิการให้คนในชุมชนท้องถิ่น
๓.๔) เสริมสร้างความเข้มแข็งของทุนชุมชน ประกอบด้วยข้อเสนอระยะสั้น คือ ให้ร่างระเบียบข้อบังคับสถาบันการเงินชุมชนเพื่อให้เป็นองค์กรการเงินกลางของชุมชน และเสนอให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมความเข้มแข็งของการจัดการทุนชุมชนตามแนวคิด ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย
ส่วนข้อเสนอระยะกลาง คือ สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรการเงินกลางภาคประชาชน/สถาบันการเงินชุมชนแห่งชาติ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลทุนชุมชนระดับชาติ
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีฉันทามติในข้อสรุปร่างมติการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ที่มีสาระดังนี้

1. ให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัยโดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก การปฏิรูปการจัดการน้ำ และการคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
2. ให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี ปรับปรุงและกำหนดโครงสร้าง กลไก และบทบาทใหม่ด้วยการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับร่วมถึงการตรากฏหมายใหม่เพื่อสนับสนุนการคืนอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
3. ให้คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ร่วมกันผลักดันและติดตามการดำเนินงานในข้อ ๑ และ ๒ ในเวทีสมัชชาขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศในวันที่ ๑๕-๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ และเวทีสมัชชาปฏิรูปครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๒๔-๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔
4.ให้ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางบนและตะวันตก ร่วมกันติดตาม ผลักดัน อย่างต่อเนื่องโดยถือว่างานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนในปัจจุบันคืองานปฏิรูปประเทศไทย

เขียนโดย รุ่งโรจน์  เพชระบูรณิน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter