กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชน ๑๒ จังหวัด ร่วมกับ สำนักงานปฏิบัติการภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดเวทีสมัชชา “การปฏิรูปองค์กรชุมชนสู่การจัดการตนเอง เพื่อปฏิรูปประเทศไทย” ณ ห้องประชุม ชั้น ๑ พอช. เพื่อสรุปข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย รวมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการการปฏิรูปในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่
บริบทในภูมิภาค
พื้นที่ภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก ๑๒ จังหวัด ที่ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง, สระแก้ว, สมุทรปราการ, นนทบุรี, ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร เป็นภาคที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงการขยายตัวของพื้นที่ และการเติบโตของเศรษฐกิจ ประชากร การขยายตัวของเมือง และภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวด้านเศรษฐกิจของภาคที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และประชากรในภาคอย่างหนาแน่น ทำให้เกิดสภาพปัญหาต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากร เช่น ปัญหาการใช้ที่ดินไม่เป็นระเบียบและขัดแย้งกัน ปัญหาความแออัดของชุมชน ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมเมือง ความเสื่อมโทรมของป่าชายเลน ปัญหาการขยายตัวของเมืองรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม ปัญหาน้ำท่วม วิกฤตน้ำ เป็นต้น
จากทิศทางและผลกระทบที่เกิดขึ้นในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา เป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาตนเองของขบวนองค์กรชุมชนอย่างเป็นขบวนการในช่วง 10 ปี เป็นต้นมา ที่ขบวนองค์กรชุมชนมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นขบวนการ เกิดกลไกการทำงานร่วมกันในทุกระดับตั้งแต่ระดับกลุ่ม เครือข่าย ประเด็นงาน จังหวัด ภาคและชาติ มีเป้าหมายและทิศทางการทำงานร่วมกันที่มุงเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ภายใต้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น โดยขบวนองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักที่สำคัญ และความร่วมมือภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้องเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันในเชิงประเด็นเช่นสวัสดิการชุมชน แผนแม่บทชุมชน ที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้น และการเชื่อมโยงกันตามพื้นที่จังหวัด ภาค และชาติ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กรต่างที่มีอยู่ในพื้นที่มาทำงาร่วมกันภายใต้ชื่อขบวนองค์กรชุมชนในระดับต่างๆ ที่สอดคล้องและล้อไปกับพื้นที่ตามเขตการปกครองและสภาพทางนิเวศน์วัฒธรรม โดยการสร้างพลังของชุมชนให้เข้มแข็งและผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางสังคม
เป้าหมายร่วม ๒ ประการ
ขบวนองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออก ได้กำหนดเป้าหมายร่วมของการปฏิรูป ที่จะมุ่งไปสู่ชุมชนจัดการตนเอง พึ่งพาตนเอง ได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจากการประชุมหารือได้มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ๒ ประการ ได้แก่
1. กระจายอำนาจ ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ต้องสร้างเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ในการกำหนดแผนการจัดการตนเองขององค์กรชุมชน ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ท้องที่ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
2. การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง มุ่งให้เกิดการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเชิงระบบและโครงสร้างในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบคุณค่าของสังคม เช่น ระบบการจัดการที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ระบบการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ระบบสวัสดิการ ทุนชุมชน ระบบภาษี ระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบการศึกษา ระบบการเมืองและราชการ ประชาธิปไตยชุมชน ระบบการจัดการผลกระทบจากแผนพัฒนาขนาดใหญ่และนโยบายของรัฐ เป็นต้น
ประเด็นร่วม ๗ ด้าน : ข้อเสนอเชิงนโยบายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
๑.ปฎิรูปที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
| การจัดการตนเองของชุมชน |
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ให้ความรู้การศึกษา โดยยึดวิถีการผลิต ดำรงชีวิตแบบความพอเพียงและยั่งยืน - จัดการสำรวจข้อมูลที่ดินและผู้เดือดร้อน จัดทำระบบข้อมูล และจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาของพื้นที่ โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - การบูรณาการทุนภายในชุมชน เพื่อการพัฒนาชุมชนและแก้ไขปัญของชุมชน เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน,กองทุนที่ดิน,กองทุนสิ่งแวดล้อม ,กองทุนหมู่บ้าน,กองทุนที่อยู่อาศัย ฯลฯ - สร้างคนและเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อการแก้ไขปัญหาทุกระดับ - องค์กรชุมชนต้องสร้างข้อบัญญัติการจัดการที่ดินและการใช้ประโชน์ที่ดิน ร่วมกันหน่วยงานท้องถิ่น
|
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านที่ดิน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะให้รับรู้เท่าเทียมกัน - ให้ยุติการไล่รื้อชุมชน - รัฐต้องสนับสนุนการออกโฉนดชุมชน /การจัดการที่ดินร่วมของชุมชน - ภาครัฐต้องจัดตั้งกองทุนที่ดิน โดยมีกลไกของภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม - รัฐควรผลักดันนโยบายเกษตรพอเพียงเป็นวาระแห่งชาติ - ให้กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร - ภาครัฐ ต้องมีมาตรการ การจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้ากับผู้ที่ถือครองที่ดิน 50 ไร่ - ภาครัฐต้องเวนคืนที่ดินจากนายทุนและหน่วยงานรัฐ ที่ไม่ใช้ประโยชน์ โดยกระจายให้ประชาชน ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม - ภาครัฐ ต้องมีกฎหมาย การอนุรักษ์วิถีนิเวศวัฒนธรรม พื้นที่เชิงวัฒนธรรม,ชุมชนเก่า,เมืองเก่า |
๒.ปฎิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรธรรมชาติ
| การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - ปลูกจิตสำนึกและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - ใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นองค์กรร่วมสำคัญ ในการแก้ไขปัญหา - จัดทำข้อมูลและผังของแหล่งพื้นที่ ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - สร้างพื้นที่รูปธรรมรูปแบบการจัดการทรัพยากรฯโดยชุมชนท้องถิ่น และขยายการพัฒนา - ประสานบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
- ออกบัญญัติท้องถิ่น/กฎหมายท้องถิ่น ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ - มีกลไกการจัดการตนเองเชิงรูปธรรม โดยมีภาคประชาชน มีส่วนร่วมทุกระดับ ในการกำหนดแนวทางการจัดการทรัพยากรฯ - ภาครัฐ ต้องสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดดยภาคประชาชน - ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดการทรัยากรฯ อย่างเตร่งครัด เช่น นายทุน,เจ้าหน้าที่ของรัฐ - ภาคอุตสาหกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อสมทบกองทุนในการจัดการทรัพยากรฯของชุมชน - อำนาจในการอนุญาตในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชุมชนเชิงพานิชย์ เช่น การให้สัมปทาน ต้องเป็นกระบวนการที่มาจากฉันทามติจากชุมชน - ภาครัฐ ต้องส่งเสริมการจัดทรัพยากรฯ โดยใช้ภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น |
๓.ปฎิรูปการกระจายอำนาจ (พัฒนาสภาองค์กรชุมชนและประชาธิปไตยชุมชน)
| การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - สร้างความรู้ความเข้าใจ สิทธิขึ้นพื้นฐาน สำนึกพลเมือง/การเมืองภาคพลเมือง - สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ - จัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เพื่อใช้เป็นเวทีส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในแนวราบอย่างแพร่หลาย เพื่อพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง - สร้างกลไกการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่นการมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่น/ระบบการตรวจสอบการทำงานกับหน่วยงานท้องถิ่น - ติดตามตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ |
- แก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งกำนัน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ควรมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี - ภาครัฐ ต้องกระจายอำนาจด้านจัดการงบประมาณลงสู่สภาองค์กรชุมชนระดับตำบล/ระดับจังหวัด - ภาครัฐ ต้องมีส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชน เพื่อส่งเสริมบริหารจัดการและพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน - ภาครัฐ ต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนการจัดทำแผนชุมชน โดยกลไกของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เพื่อเป็นแผนแม่บท การพัฒนาตามความต้องการอย่างแท้จริง - ภาครัฐ ต้องสนับสนุนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีศักยภาพและอิสระ สามารถจัดบริการสาธารณะและเสริมหนุนทำงานระหว่างกันของอปท. - ข้อบัญญติท้องถิ่น ที่ออกโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ภาครัฐต้องสนับสนุนและถือปฎิบัติตาม - กรุงเทพมหานคร ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของท้องถิ่น โดยให้ผู้อำนวยการเขต มาจากการเลือกตั้ง - กรุงเทพมหานคร ให้กรรมการชุมชนมีบทบาทในการบริหารจัดการและประสานหน่วยงานต่างๆได้ โดยมีวาระการทำงานคราวละ 4 ปี - กรุงเทพมหานคร ให้สภาองค์กรชุมชนอยู่ในโครงสร้างการทำงานของกรุงเทพมหานคร |
๔.ปฎิรูประบบภาษี สวัสดิการ ระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชน
| ระบบ |
ข้อเสนอเพื่อการปฎิรูป |
|
|
การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
|
|
ปฎิรูประบบภาษี สวัสดิการ |
- องค์กรชุมชนต้องมีการจัดตั้งและพัฒนาคุณภาพของกองทุน เพื่อนำไปสู่การดูแลคนในชุมชนทุกคน - ชำระภาษีตามหน้าที่อย่างถูกต้องและครบถ้วน - สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีของรัฐ เพื่อนำรายได้มาใช้ในการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการ - สร้างเครือข่ายการเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินภาษีประชาชน ของราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน โดยเฉพาะภาษีที่จัดเก็บในท้องถิ่น |
- ภาครัฐต้องสนับสนุนสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน อัตรา ๑:๑ ถึงปี ๒๕๖๐ - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องสมทบงบประมาณกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง - การจัดสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐ ต้องมีความเท่าเทียม เป็นธรรมถ้วนหน้า มาตรฐานเดียวกัน - ภาครัฐ ต้องมีกฎระเบียบ ข้อบังคับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - ภาครัฐ ควรสนับสนุนสวัสดิการคนทำงาน (Workfare) ในด้านของค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติ อาคารสถานที่ในการทำกิจกรรมทางสังคม และวัสดุอุปกรณ์ที่มีความพร้อมและเพียงพอต่อการปฏิบัติกิจกรรมอาสาสมัครทางสังคม - จัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม ได้แก่ - เพิ่มประเภทภาษีที่ควรจัดเก็บให้เหมาะสม เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีทำลายสิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรม และภาษีพัฒนาชุมชน จากธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้ทรัพยากรจากชุมชน - ปรับอัตราการจัดเก็บภาษีใหม่ให้เหมาะสม เช่น ภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีและค่าสัมปทานในกิจการหรือทรัพยากรของแผ่นดิน - เพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บรายได้แผ่นดิน เช่น ภาษีจากกิจการที่ได้รับการยกเว้น การทบทวนค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยมากกว่าคนจน |
|
ปฎิรูประบบเศรษฐกิจและทุนชุมชน |
- พัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน สู่การเป็นธนาคารชุมชนหรือสถาบันการเงินชุมชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านอาชีพ เศรษฐกิจ การพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ - จัดทำฐานข้อมูลองค์กรชุมชนการเงินในระดับตำบล เพื่อใช้ในการวางแผนการทำงาน - สร้างเครือข่ายเกษตรกร เพื่อรวมตัวกัน ในการควบคุมราคาสินค้าเกษตร และสร้างอำนาจในการต่อรองราคา |
- ภาครัฐที่เกี่ยวข้องและท้องถิ่น ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินกิจการของสหกรณ์ร้านค้าชุมชน ให้เป็นกิจการที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพ มีการบริการที่เป็นเลิศ และไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการพิเศษใด ๆ นอกจากนั้น ต้องขยายกิจการสู่ฐานอำเภอ และร้านค้าสหกรณ์ย่อยในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อจัดบริการให้ทั่วถึง - ต้องมีการศึกษาผลกระทบต่ออาชีพพื้นฐานของคนไทย ต่อการขยายตัวของทุนข้ามชาติ ในขยายฐานการค้าในประเทศไทย และต้องมีการกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบ - จัดให้มีกองทุนฟื้นฟูหนี้สิน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ |
๕.ปฎิรูประบบศึกษา
| การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - ชุมชนและท้องถิ่น ร่วมจัดทำและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี (1 ตำบล 1 หลักสูตร )
|
- ภาครัฐ ส่งเสริมระบบศึกษา ให้มีแนวทางเพื่อการนำไปสู่ให้คนในชุมชนท้องถิ่นกลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง - ควรสนับสนุนระบบการศึกษาทางเลือก(กศน) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต - ภาครัฐควรสนับสนุนการขยายโอกาสทางการศึกษาสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น (๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย) - ปรับโครงสร้างทางการศึกษา สร้างระบบการเรียนฟรีอย่างแท้จริง - การเปิดโอกาสให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ,ปราญช์ชาวบ้าน ในการเรียนการสอนในระดับท้องถิ่น - การจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา อย่างพอเพียง - การจัดตั้งกองทุนการศึกษาเด็กยากจน ที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา |
๖.ปฎิรูปปัญหาด้านสังคม
| การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - การปลูกฝังคุณธรรมและศาสนาให้กับเด็กและเยาวชน - สนับนุนชุมชนจัดกิจกรรมทางสังคม วัฒนธรรมเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ - ใช้กลไกสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือในการดูแลและแก้ไขปัญหาทางสังคม - ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของบุตร หลาน และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในครอบครัว - ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เยาวชนในชุมชน |
- ให้มีสำนักงานประสานงานแก้ไขปัญหายาเสพติดภาคประชาชน - ให้ภาครัฐ ประกาศเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นวาระแห่งชาติ - ให้ภาครัฐมีกลไกการติดตามตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีการทำงานอย่างซื่อตรง - ตั้งกรรมการไตรภาคีโดยมีภาคประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม (ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนภาคประชาชน) - ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณต่อชุมชนในการแก้ไขปัญหาทางสังคม - เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยการเตรียมผู้สูงอายุและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตไว้รองรับให้เพียงพอ ตลอดจนจัดเตรียมงานและภาระหน้าที่ให้ผู้สูงอายุเป็นคลังปัญญาและมีบทบาทในการดูแลสังคม |
๗.ปฎิรูปผลกระทบจากนโยบายและแผนพัฒนาของรัฐ
| การจัดการตนเองของชุมชน |
ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
| - การอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น - รวบรวมข้อมูล สถานการณ์ปัญหาผลกระทบ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เชิงผลกระทบเชิงรณรงค์ต่อสาธารณะ - สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและเชื่อมโยงผู้ดือดร้อนทุกระดับ และผลักดันเชิงนโยบาย - ประกาศแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม - สนับสนุนส่งเสริมให้องค์กรชุมชนใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม,พลังงานแสงอาทิตย์,ไบโอดีเชล |
- ภาครัฐต้องศึกษาผลกระทบในการจัดทำโรงการขนาดใหญ่และนโยบายรัฐ ให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน - ยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และนโยบายรัฐ ที่จะกระทบต่อชุมชนและแหล่งความมั่นคงด้านอาหาร - ภาครัฐ ควรมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาประเทศ โดยการใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มากกว่าระบบทุนนิยม - ภาครัฐ มีมาตรการควบคุมรูปแบบธุรกิจ ปริมาณนักท่องเที่ยว จำกัดฤดูการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ |




ข้อมูล : ปริญญา สุวรรณโณ
ภาพ สุพิน อรุณสวัสดิ์




