“อาจารย์ประเวศ” รับมติสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยของเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ชี้ ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย คือการปฏิวัติของภาคประชาชน ระบุ สมัชชาคือกระบวนการอริยะสัจ ๔ ทางสังคม ด้าน “อาจารย์ไพบูลย์” เสนอมรรค ๘ ประการ ในการปฏิรูปประเทศไทย ส่วน “เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป” คลอดมติ หลังผ่านกระบวนการจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น
กรุงเทพฯ/ เมื่อวันที่ ๑๕-๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชน ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป (สปร.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดงาน สมัชชาเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ “เชื่อมั่นประชาชน ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอภาคประชาชน กำหนดรูปธรรมปฏิบัติการปฏิรูปของชุมชนท้องถิ่น พิจารณาร่างมติภาคประชาชนที่จะนำเสนอในเวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ และหาฉันทามติร่วมกันของเครือข่ายองค์กรชุมชน โดยมีตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนทุกจังหวัดเข้าร่วมประมาณ ๓๐๐ คน
ซึ่งเวทีในครั้งนี้เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้เสนอมติผ่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในฐานะประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่ผ่านกระบวนการจัดทำข้อเสนออย่างเข้มข้น ที่ไล่ตั้งแต่ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ระดับภาค ๕ ภาค สู่เวทีระดับชาติในครั้งนี้ จนได้มติร่วมกันและได้ประกาศเจตนารมณ์ “เรื่องที่เครือข่ายองค์กรชุมชนจะขับเคลื่อนทันทีเพื่อการจัดการตนเอง” ๕ ประเด็น ๒๗ ข้อเสนอ และ “ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ใน ๓ ประเด็นหลัก ที่มีสาระสำคัญเพื่อ ๑) คืนอำนาจการจัดการตนเองให้ชุมชนท้องถิ่น ๒) ปฏิรูประบบการจัดการที่ดินเพื่อความเป็นธรรม ๓) ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
“ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย คือการปฏิวัติของภาคประชาชน”
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวแสดงความคิดเห็นภายหลังจากที่รับฟังมติข้อเสนอของเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป โดยระบุว่า “ประชาชนปฏิรูปประเทศไทย คือการปฏิวัติของภาคประชาชน” เรื่องที่เครือข่ายองค์กรชุมชนเสนอเป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น เราใช้คำว่าปฎิรูป ถ้าชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ตามที่เสนอไว้ จะเป็นเหมือนการปฏิวัติของภาคประชาชนประเทศก็จะดีขึ้น ซึ่งการกระชับพื้นที่จากข้างล่างเป็นหนทางในการเปลี่ยนแปลง เพราะข้างบนไม่มีทางแก้ปัญหาประเทศไทยได้ เหตุจากมายาคติ ความฉ้อฉล อำนาจเงิน ที่คนข้างบนเล่นกันรุนแรงมากในการแย่งชิงอำนาจกัน ข้างล่างหรือประชาชนในชุมชนท้องถิ่นนั้น คือความจริงของชีวิต ที่เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม ที่ต้องอยู่ร่วมอย่างสอดคล้องสมดุล
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า กระบวนการอริยะสัจ ๔ ทางสังคม คือทางออกของสังคมไทย ที่ประกอบด้วย ๑) การรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชนว่าเป็นอย่างไร มีความไม่เป็นธรรมหรือไม่อย่างไร ๒) มีการทำงานวิชาการอย่างเข้มข้น เพื่อเข้าใจทุกข์ หรือสาเหตุของความไม่เป็นธรรมเกิดจากอะไร อย่างกระบวนการสมัชชาปฏิรูปมีกระบวนการทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อแก้โครงสร้างของความไม่เป็นธรรม โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างการจัดการทรัพยากร ๓) เหตุที่ทำให้ถึงความดับทุกข์ เราจะดับทุกข์นั้นอย่างไร ๔) มรรค กลวิธีในการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างที่มากระทบ จุดนี้ต้องอาศัยพลังประชาชน ต้องรวมตัวเป็นพลังทางสังคม ติดอาวุธทางปัญญา นักวิชาการต้องเข้ามาหนุนช่วย ใช้ข้อมูลใช้ความรู้ สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ อาศัยการจัดการที่ดี รวมทั้งต้องเป็นพลังแห่งสันติวิธี เพราะการใช้ความรุนแรงไปไม่ได้ไกล และขยายให้ใหญ่มากขึ้น แล้วอาศัยเวทีสมัชชาปฏิรูปที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมอย่างกว้างขวางในการหาความเห็นพ้องต้องกัน หรือจะทำสมัชชาชุมชนท้องถิ่นระดับชาติ ที่มีรัฐมนตรี มีรัฐบาลมาเข้าร่วม รับข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเรามีองค์กรที่หนุนเสริมสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น เครื่องมือ เป็นโอกาสอยู่แล้ว
การประชุมในเวทีสมัชชาเพื่อเสนอมติ ลงฉันทามติที่ต้องเป็นความมุ่งหมายร่วมกันของทุกฝ่าย ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ต่างคนต่างคิดต่างทำ ถ้าเมื่อไรมีจุดมุ่งหมายร่วมจะเกิดพลังมหาศาล เหมือนแสงเลเซอร์ที่เกิดจากการรวมคลื่น ถ้าวัตถุประสงค์ของกลุ่มไม่ตรงกัน ก็เป็นการทอนกำลังกัน หากทุกฝ่ายมาจูนคลื่นเห็นพ้องกันหมด เมื่อเป็นมติของคนไทยทุกคนแล้ว จะนำไปสู่การปฏิบัติตามมติ ซึ่งจะมีการตามผล แล้วกลับมาประชุมอีก ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมของสังคมไทย กระบวนการสมัชชาปฏิรูป เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการรับรู้ทุกข์ และค้นหาหนทางจะดับทุกข์ได้อย่างไร ผมเสนอว่าน่าจะมีการจัดประชุมในทุกจังหวัด อย่างที่มุกดาหารมีคนมาประชุมร่วมกันกว่า ๕ พันคน เพื่อค้นหาจุดมุ่งหมายที่เห็นพ้องร่วมกัน และมีการสื่อสารถ่ายทอดออกไปให้คนทั้งจังหวัดได้รับรู้
ส่วนมติของเครือข่ายองค์กรชุมชนเสนอมา ศ.นพ.ประเวศ ให้ข้อคิดเห็นว่าทั้งเรื่องที่เครือข่ายองค์กรชุมชนจะลงมือทำทันที และข้อเสนอนโยบายให้รัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นข้อเสนอที่ครอบคลุมมาก หลายประเด็นเห็นสอดคล้องกัน ซึ่งมีข้อเสนอที่ผมเห็นร่วมคือ ๑ มหาวิทยาลัย ๑ จังหวัด หรืออาจมากว่า ๑ มหาวิทยาลัยก็ได้ ที่จะช่วยกันส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น เพราะมีบุคลากรทั้งอาจารย์ทั้งนิสิตนักศึกษาเป็นแสนๆ คน หากลงไปทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นจะสร้างสมารถสร้างให้เกิดความเข้มแข็งได้อย่างแน่นอน อย่างเช่นถ้าประชาชนรู้กฏหมายจะเป็นสิ่งที่ดี นักนิติศาสตร์ต้องมาทำงานร่วมด้วยเป็นการ Legal Empowerment สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฏหมายต่างๆให้กับประชาชน และเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องส่งเสริมสนับสนุนมหาลัยให้ดำเนินการในเรื่องนี้
หรืออย่างเรื่องสื่อ ที่สื่อทุกวันนี้ไม่เสนอเรื่องชุมชนท้องถิ่นเท่าที่ควร หากพิจารณาก็จะเห็นว่ามีแต่การเสนอเพื่อปลุกเรื่อง SEX และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค โทรทัศน์ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นใช้ ๑ ชั่วโมงใน ๑ สัปดาห์ ต้องเรียกร้องเพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนสื่อสารในเรื่องราวดีๆ ของชุมชนท้องถิ่น และอีกประเด็นที่เห็นว่า การเสนอเรื่องงบประมาณเป็นกองทุน จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วนำมาจัดตั้งกองทุน เป็นข้อเสนอที่ดีถ้าจะมีกองทุนให้ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทางวิชาการต้องช่วยหนุนศึกษาความเป็นไปได้ให้คมชัดยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมเสนอมติในเวทีสมัชชาปีต่อไป ศ.นพ.ประเวศ กล่าว
“มรรค ๘ ประการ ในการปฏิรูปประเทศไทย”
อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยจะไม่สำเร็จด้วยดี ถ้า…” โดยระบุว่า การพัฒนาประเทศนั้นต้องคิดในเชิงระบบ ที่ต้องผสมกลมกลืนจากฐานไปสู่ยอดเจดีย์ การจะบรรลุสู่อุดมการณ์สูงสุดนั้น ต้องมีความดี มีความสามารถ และมีความสุข เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายทางสังคมที่มุ่งสร้างความร่ำรวยในทางวัตถุ เป็นอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปรากฏการณ์เหลือง-แดงถ้ายึดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข จะไม่มีประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้น ซึ่งการปฏิรูปประเทศไทยต้องเกี่ยวพันกับภาคส่วนต่างๆ ภาครัฐ ภาคธุระกิจ และภาคประชาชน ที่เป็นฐานราก เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของปัญหาที่ต้องประสานความร่วมมือเป็นพลังสร้างสรรค์
อาจารย์ไพบูลย์กล่าวเพิ่มว่า สังคมทั้งสังคมเหมือนร่างกายที่ไม่สามารถแยกออกจากกัน แต่ต้องอยู่ด้วยกัน ภาครัฐ ภาคธุระกิจ และภาคประชาชน เสมือนสามระบบใหญ่ในร่างกายที่ต้องอยู่ร่วมกัน หากระบบใดระบหนึ่งไม่สุจริตไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะเป็นอุปสรรค การคิดทั้งระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ กรรมการสมัชชาปฏิรูปจึงแบ่งออกเป็น ๑๔ คณะ ที่มีองค์ประกอบจากภาคส่วนต่างๆอย่างหลากหลาย
การปฏิรูปจะไม่สำเร็จถ้าชาวบ้านไม่เอาด้วย ดังนั้นพวกเราต้องมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวบ้าน ต้องร่วมมือร่วมคิดร่วมทำร่วมกัน มนุษย์เรามีทั้งดีและเลวไม่ใช่เรื่องแปลก ตราบใดที่มีลมหายใจต้องมีจิตสำนึก มีปณิธาน “คิดดี พูดดี ทำดี” ถ้าเราทำได้องค์กรที่เราสังกัดทำได้ ชุมชนที่เราอยู่ทำได้ รวมตัวเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งการปฏิรูปที่ขบวนองค์กรชุมชนจะดำเนินการ หนึ่งเป็นส่วนที่ทำเอง สองส่วนที่เสนอให้รัฐดำเนินการ เราต้องร่วมกับผู้อื่นในการจัดการเรื่องที่ใหญ่ขึ้น ข้อสำคัญการจัดการตนเองต้องเริ่มต้นที่ครอบครัว ไล่ไปสู่ระดับต่างๆ ถ้ามีผู้ใดเกี่ยวข้องต้องรวมเข้ามา
วงจรการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน เริ่มทำจากง่ายไปยาก ทำจากเล็กไปใหญ่ ทำจากน้อยไปมาก การปฏิรูปการพัฒนาจะไม่เกิดเลยถ้าไม่ลงมือปฏิบัติ อย่างในกรณีงานสวัสดิการ อะไรทำได้ทำก่อน วัดผลประเมินผล เป็นวงจรไม่รู้จบ ซึ่งต้องมีตัวชี้วัดที่วัดน้อยๆ ง่ายๆ ตัวอย่างเช่นการสร้างตัวชี้วัดที่ ต.บ้านเลือก จ.ราชบุรี
ต้องมองปัญหาร่วมกันทั้งโลก จึงจะแก้ปัญหาประเทศไทยได้ดี สักวันนึงมนุษย์จะสูญพันธ์ ธรรมชาติของโลกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หลายอย่างเกิดจากฝีมือมนุษย์ อย่างโลกร้อน ทั้งทางตรงและทางอ้อม และการเพิ่มปริมาณประชากร ทรัพยากรเท่าเดิม คนมากขึ้น จึงเกิดปัญหาการใช้สารเคมีเร่งผลผลิต การขุดเอาทรัพยากรอย่างที่เหมืองคลิ้ตี้ นอกจากนั้นยังมีความโลภมากขึ้น โรคอ้วนไม่ควรจะเกิด เพราะเกิดจากการกินมากเกิน น่าจะมีการประกาศคนที่จนที่สุดแทนที่จะเสนอแต่คนที่รวยที่สุด สังคมไทยทุกวันนี้มีประชากรมากเกินไป คนมีกิเลสมากเกินไป บริโภคมากไป และมีความดีน้อยเกินไป ชุมชนใดที่มีลักษณะอย่างนี้ก็จะมีปัญหา
นอกจากนั้นอาจารย์ไพบูลย์ ได้เสนอหนทางใน “การปฏิรูปประเทศไทยจะไม่สำเร็จด้วยดี ถ้า...” โดยชี้ว่า
1. ประชาชนโดยเฉพาะฐานรากไม่มีบทบาทสำคัญ และไม่เป็นแกนหลักในการปฏิรูป
2. ทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ ไม่ร่วมมือรวมพลังสร้างสรรค์ ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาหรืออภิวัฒน์อย่างต่อเนื่อง
3. ไม่มี “เสาหลัก” หรือหลักการสำคัญหรือเป้าหมายสำคัญ ๓ ประการในการปฏิรูปได้แก่ ความดี (คุณธรรม) ความสามารถ และความสุข (สุขภาวะ) ที่ดีมากพอและได้สมดุลกัน
4. ไม่มีการใช้ข้อมูล ความรู้ วิจารณญาณ ปัญญาที่ดีพอในการดำเนินการและหรือเสนอแนะการปฏิรูป
5. ไม่มีการสื่อสารหลากหลายรูปแบบที่ดีพอ เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความเข้าใจ แรงจูงใจ แรงบรรดาลใจ ฯลฯ ในหมู่ประชาชนและสังคมโดยรวมจนสามารถนำประชาชนเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปอย่างสมัครใจและเต็มใจ
6. ไม่มีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในพื้นที่ต่างๆ ตามประเด็นต่างๆ อย่างเป็นขบวนการและเป็นเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปที่ดำเนินงานอย่างจริงจัง มุ่งมั่น พากเพียร อดทน เสียสละ ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง
7. ไม่มีการจัดการที่มีคุณภาพ มีศิลปะ มีประสิทธิภาพที่ดีพอในทุกพื้นที่ ทุกองค์กร ทุกเรื่องและทุกระดับรวมถึงระดับชาติ
8. ไม่มีการสนับสนุนร่วมมือเชิงนโยบายและงบประมาณ รวมถึงการมีนโยบาย แผนงาน โรงการ กฏหมาย กฏกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ข้อบัญญัติ(ท้องถิ่น) ฯลฯ ที่เหมาะสม โดยสถาบันหรือองค์กรในภาครัฐ รวมถึงสถาบันนิติบัญญัติ สถาบันตุลาการ ฝ่ายบริหาร/ รัฐบาล/ คณะรัฐมนตรี กระทรวง/ กรม/ กอง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ (องค์กรอิสระฯ องค์การมหาชน ฯลฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ
ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จด้วยดีจึงต้องใช้ “มรรค ๘/ บัญญัติ ๘ ประการ ในการปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งได้แก่การตัดคำว่า “ไม่” ออกจากทุกข้อที่กล่าวข้างต้น และเปลี่ยนเป็น “ต้อง”
เชื่อมั่นว่าพวกเราจะเป็นพลังที่ริเริ่มลงมือทำ กลั่นกรอง ประมวล สังเคราะห์ นำเสนอ ต่อรัฐบาล ส่วนที่เราทำได้ทำไป ส่วนที่มีประเด็นก็มาคุยกัน อาจมีการวิจัยสร้างความรู้เพิ่ม การปฏิรูปเป็นเรื่องไม่รู้จบต้องทำอย่างต่อเนื่องจนไปถึงการแก้ปัญหาในท้ายสุด อ.ไพบูลย์ กล่าวส่งท้าย
บทเรียนในการจัดการตนเอง
นอกจากการแสดงความคิดเห็นต่อมติ และการปาฐกถาพิเศษ เวทีครั้งนี้ได้มีการล้อมวงพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองบทเรียนในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นซึ่ง นายพิพัฒนาชัย พิมพ์หิน กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้แสดงทัศนะโดยกล่าวว่า การเรียนรู้ การคิด การปฏิบัติ และการลงมือแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่น จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เมื่อปี ๒๕๔๐ ได้เกิดการปฏิรูปประเทศไทยแล้วครั้งหนึ่ง เกิดรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชนมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ และครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิรูปครั้งที่ ๒ “ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม” ความไม่เป็นธรรมทั้งหลายถูกประมวลและสรุปได้ทั้งหมด ๘ โครงสร้าง ได้แก่ ๑) โครงสร้างทางจิตสำนึก ๒) โครงสร้างสังคมแนวดิ่ง ๓) โครงสร้างอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ ๔) โครงสร้างทางกฎหมาย ๕) โครงสร้างการจัดการทรัพยากร ๖) โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ๗) โครงสร้างการศึกษา และ ๘) โครงสร้างสื่อ
นายเสป เกิดทรัพย์ ผู้แทนพื้นที่ปฏิบัติการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ต.ป่าคลอก จ.ภูเก็ต เล่าให้ฟังว่า ในอดีตใช้ “ชาติ ศาสนาและพระมหากษัติย์” เป็นกลไกในการจัดการตนเอง แต่ปัจจุบันใช้การเมืองในการจัดการประเทศ แต่ที่ชุมชน ต.ป่าคลอก ใช้แนวคิดที่ว่าประเทศไทยมีนักการเมืองไม่ถึงหนึ่งพันคน เมื่อเทียบกับคนทั้งประเทศที่มีมากกว่าหกสิบล้านคน จะเห็นว่านักการเมืองทั้งหลายไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนได้ทั้งหมด ดังนั้นชุมชนป่าคลอกจึงพยายามจัดการตนเอง แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการทำกองทุนออมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาทุกระบบ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และองค์ความรู้ในทุกๆ เรื่อง โดยพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ในการสืบทอดแนวคิด
ที่นี่เราเริ่มทำแผนแม่บทตำบลที่ทำทั้งตำบล และจะขยายไปสู่ตำบลอื่นๆ เพื่อสร้างฐานชีวิตให้มั่นคง สิ่งที่เรากำลังทำไม่แค่เรื่องของคนป่าคลอก แต่เป็นเรื่องทำโลกให้น่าอยู่ เป็นการจัดการตนเอง ชาวบ้านต้องไม่รอต้องลงมือทำเราต้องเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งเราตั้งเป้าจะลงทุกพื้นที่ และมีภาคี ๒๒ ภาคี ที่เราจะร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการประสานความร่วมมือ ปีนี้มีงบประมาณไหลเข้ามา ๒๐ กว่าล้านบาท ซึ่งหากเราไม่ตั้งรับให้ดีจะก่อให้เกิดปัญหา เราต้องรู้จักแผนของตนเองให้ดีด้วย การจัดการตนเองไม่ต้องรอใคร
นายบำรุง คะโยธา กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การจัดการตนเองของ ต.สายนาวัง ในฐานะบทบาทของนายก อบต. โดยเล่าว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของคนสายนาวังเป็นเกษตรกรที่ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ ในอดีตเมื่อทนกับปัญหาที่รุมเร้าไม่ได้ก็ออกมาชุมนุม ปิดล้อมทำเนียบ หรือกระทรวงเกษตร เมื่อได้มาเป็นนายก อบต. ผมจะสร้าง อปท.ในฝัน ที่จะกระจายอำนาจในการปกครองตนเองให้เกิดขึ้นเป็นจริง อปท.ที่ผ่านมา มักทำในสิ่งที่ไม่น่าจะทำ
คนในท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ดันไปสร้างถนนหนทาง ร่องน้ำ ฯลฯ ที่เป็นเรื่องไม่น่าทำ แต่กลับใช้จ่ายเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราต้องให้ประชาชนเข้ามาเป็นเจ้าของ อบต. และเรื่องปัจจัย ๔ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นฐานชีวิตของคน เราต้องหนุนเพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำ บทบาทหน้าที่ อบต. ต้องมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพชีวิต ปากบอกอำนาจอยู่กับประชาชนแต่งุบงิบกันทำ เราต้องให้เขาคิดว่าจะทำอะไร ที่สายนาวังตั้งธงตำบลเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากเคมีภายใน ๔ ปี ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ชาวบ้านต้องมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อบต.ต้องไม่กินนมเด็ก ต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น เคยมีบริษัทเอาเงินมาให้ แล้วจะไปเหลืออะไรขนาดนมเด็กมันยังกิน ทางรอดของพี่น้องเกษตรกรคือการพึ่งตนเอง การพัฒนาประชาชนต้องมี่ส่วนร่วม การจัดการตนเอง จัดการอาหารของตนเอง ผมจะทำให้ อบต.เป็นของประชาชนให้ได้
นายไพโรจน์ พลเพชร ประธาน กป.อพช.ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยระบุว่า ณ ขณะนี้เรื่องปฏิรูปกับการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย นั้นมีข้อเสนอมาก ส่วนข้อเสนอจัดการตนเอง ในความเป็นจริงทำเองไม่ได้ทั้งหมด อย่างในเรื่องทรัพยากร เดิมรัฐจะมีหน้าที่จัดการแต่เราจัดการเองอย่างสวัสดิการ หรืออย่างการจัดการป่าของรัฐ รัฐเอาไปทำด้านธุรกิจ และมากระทบกับชุมชน จึงเสนอการจัการป่าโดยชุมชน ประชาชนขอมาทำเอง หรืออย่างเรื่องอื่นๆ การจัดการที่ดิน น้ำ ทุน เพราะรัฐจัดการไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาจัดการเอง แต่ในข้อเท็จจริงทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐและทุน ที่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง ผังประเทศไทย ที่ตรงไหนควรทำอะไร รัฐและทุนได้ที่กำหนดไว้แล้ว
จริงที่ว่าเราน่าจะทำแผนเอง แต่แผนชีวิตชุมชนหยุดแค่ที่จังหวัด ผมมีข้อสังเกตเราพยายามจะพัฒนาตัวเอง แต่มันไปชนกับอำนาจที่ต้องจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจกันใหม่ ขณะที่องค์กรชุมชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ควรให้ประชาชนกำหนดตังเองหน่วยงานรัฐต้องสนับสนุน
นายไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อเสนอที่ท่วมท้นจะเป็นจริงได้อย่างไร ความเป็นจริงเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่เคยเห็นพ้องต้องกันแค่เอามาเรียงต่อกัน เห็นพ้องที่ผลักให้เกิด เรื่องที่ดิน การจัดการโฉนดชุมชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐทั้งสิ้น หลายพื้นที่เสนอจังหวัดจัดการตนเอง จังหวัดปกครองตนเอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ไม่ต้องถูกกำหนดโดยกลไกตลาด กลไกการเมือง จังหวัดปกครองดูแลตัวเอง ต้องต่อสู้เปลี่ยนแปลงกฏหมายจัดความสัมพันธ์กับรัฐอย่างไร ซึ่งเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยก้าวใหญ่ สำหรับการระดมข้อเสนอน่าจะพอแล้ว มารวมคิดระดับจังหวัด ทำให้เกิดพลังที่เป็นจริง ขอ ๒-๓ ข้อเสนอผลักดันให้เป็นจริงเป็นเรื่องๆ ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลง ควรเลือกทำ เปลี่ยนแปลงให้ได้จริงโดยกำหนดระยะเวลาใน ๑ ปี และสร้างเอกภาพทางความคิดเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งนี้มติสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยของเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ที่จะผลักดัน เรื่องที่เครือข่ายองค์กรชุมชนและมีแผนขับเคลื่อนทันทีเพื่อการจัดการตนเอง เป็นภารกิจที่ชุมชนจะกลับไปลงมือทำโดยทันทีใน ๕ ประเด็น ๒๗ ข้อเสนอ และมีมติในข้อเสนอต่อเวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ ใน ๓ ประเด็นหลัก ๑) คืนอำนาจการจัดการตนเองให้ชุมชนท้องถิ่น ๒) ปฏิรูประบบการจัดการที่ดินเพื่อความเป็นธรรม ๓) ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย๑) คืนอำนาจการจัดการตนเองให้ชุมชนท้องถิ่น ๒) ปฏิรูประบบการจัดการที่ดินเพื่อความเป็นธรรม ๓) คืนอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ๔) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเกษตรเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและเกษตรกรรายย่อย ๕) สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ๖) การบูรณาการกองทุนชุมชนและเศรษฐกิจชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ๗) สิทธิมนุษย์ชน ๘) ระบบการสื่อสาร
และการจัดการน้ำโดยชุมชน
รายละเอียด ๕ ประเด็น ๒๗ ข้อเสนอที่ขบวนองค์กรชุมชนจะดำเนินการปฎิรูปทันที
๑. ด้านการคืนอำนาจการจัดการตนเองให้ชุมชนท้องถิ่น
(1) ให้เครือข่ายองค์กรชุมชนระดับตำบล มีส่วนกำหนดแผนพัฒนาในระดับชุมชน
ตำบล ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น
(2) พัฒนากลไกร่วม ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น ท้องที่
นักวิชาการ โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก เพื่อหนุนเสริมชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองได้ นำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ใหม่อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม
(3) สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนฐานล่างโดยจัดให้มีเวทีสมัชชาระดับตำบล โดยสภา
องค์กรชุมชน รวมถึงเครือข่ายองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อกำหนดแผนพัฒนาการปฏิรูปสู่การจัดการตนเองที่สอดคล้องตามบริบทพื้นที่
(4) สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ (พื้นที่ ศักยภาพ ภัยคุกคาม) เพื่อนำมาจัดทำแผนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองทั้งระยะสั้น กลาง ยาว
(5) กำหนดประเด็นร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง*
(6) จัดกลไกความร่วมมือเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยมีสัดส่วนของเครือข่ายองค์กรชุมชนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
(7) ให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดหลักสูตรหรือรูปแบบการศึกษา ที่สอดคล้องตามบริบทในพื้นที่
๒. ด้านการปฏิรูประบบการจัดการที่ดินเพื่อความเป็นธรรม
(1) ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองตามโครงการบ้านมั่นคง จำนวน 858 โครงการ จำนวน 1,546 ชุมชน 90,813 ครัวเรือน ครอบคลุม 73 จังหวัด 277 เมือง/เขต โดยมีเป้าหมายในการขยายผลเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนกว่า 2,000 ครัวเรือนภายในปี 2554
(2) ขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยคนจนในชนบท ดำเนินการแล้วใน 556 ตำบล 2,349 หมู่บ้าน ผู้รับประโยชน์ 55,000 ครัวเรือน
(3) ร่วมกันจัดทำข้อมูลผู้เดือดร้อน และข้อมูลที่ดินที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ตำบลและเมือง ทั้งในส่วนของข้อมูลครัวเรือน ประวัติชุมชน แผนที่ทำมือ แผนที่ในระบบ GIS เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
(4) จัดทำกติกาการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกันของชุมชน และเอกสารรับรองสิทธิ “โฉนดชุมชน” หรือรูปแบบอื่นใดที่มีความเหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้ชุมชนสามารถรักษาที่ดิน ที่อยู่อาศัยไว้ได้ชั่วลูกหลาน
(5) จัดตั้งและพัฒนากองทุนที่ดินและที่อยู่อาศัยระดับชุมชน สู่การเป็นกองทุนระดับเมืองหรือตำบล จัดตั้งกองทุนรักษาดิน รักษาบ้าน บูรณาการการจัดการกองทุนต่างๆภายในชุมชน เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมทุกเรื่อง
(6) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำแผนที่ และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อพัฒนาเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย และทรัพยากร นำที่ดินที่ชุมชนอยู่อาศัย ทำกินอยู่แล้ว หรือที่ดินว่างในท้องถิ่น มาจัดทำที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชุมชน
(7) การรักษาดูแลโซนพื้นที่ของตนเองในชุมชน เช่น พื้นที่เกษตร ที่อยู่อาศัย ฯลฯ
๓. ด้านการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวอล้อมอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
(1) ชุมชนท้องถิ่นร่วมออกแบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่(ดิน น้ำ ป่า ลุ่มน้ำ )
(2) ฟื้นฟูระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่น โดยการพัฒนาคุณภาพพื้นที่นำร่องการจัดการป่าชุมชนซึ่งดำเนินการแล้วใน 205 พื้นที่
(3) ขยายผลพื้นที่นำร่องการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ที่ดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร จำนวน 84 แห่งพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ครอบคลุม 800 แห่งทั่วประเทศ
(4) เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายภูมินิเวศน์ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน
(5) รณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์ ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และความสมดุลของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
(6)กระตุ้นจิตสำนึก กำหนดกติการ่วมของชุมชนท้องถิ่นในการดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(7)ดำเนินการสำรวจข้อมูลพื้นที่ สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบจากแผนพัฒนาของ รัฐ หรือโครงการลงทุน เพื่อร่วมผลักดันให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชุมชน ท้องถิ่น และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
๔. ด้านการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรม เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร
(1) ยกระดับการส่งเสริมให้คนในชุมชนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิถีการผลิตระบบการผลิต เป็นระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตเคมีที่เป็นพิษ รวมถึงดูแลรักษาแหล่งผลิตอาหาร อนุรักษ์พันธุ์กรรมพืช เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งแหล่งอาหารจากป่า จากแหล่งน้ำธรรมชาติ การผลิตในแปลง และอาหารจากการแลกเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมชุมชน
(2) ร่วมกันกำหนดการใช้ประโยชน์ของพื้นที่การเกษตรโดยชุมชน ผลักดันสู่พรบ. คุ้มครองพื้นที่การเกษตร
(3) ฟื้นฟูระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมของชุมชนโดยชุมชน ทั้งการขยายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น การอนุรักษ์สมุนไพร พืชท้องถิ่น รวมถึงสร้างกองทุนบริหารจัดการเมล็ดพันธ์พืช พื้นบ้าน
๕. ด้านการบูรณาการกองทุนชุมชนและเศรษฐกิจชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน
(1) จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนา
1. พัฒนาระบบทุน ระบบการเงินของชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ ด้วยการ เชื่อมโยง จัดระบบ และบูรณาการทรัพยากร (ดอกผล) จากกองทุนชุมชนต่างๆ เข้ามาเป็น กองทุนกลางเพื่อการพัฒนา เพื่อเป็นฐานทุนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในทุกด้าน
2. ยกระดับองค์กรการเงินเพื่อส่งเสริมการผลิต การแปรรูป การตลาด และบริโภคอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของคนในชุมชน โดยใช้ทุนหรือสถาบันการเงินที่มีอยู่ในพื้นที่ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เชื่อมโยงกับระบบการเงิน/องค์กรการเงินชุมชน เพื่อเป็นกลไกกลางของชุมชนในการแก้หนี้สินของสมาชิกในชุมชน ใช้การสำรวจหนี้สินโดยชุมชน นำมาสู่การจัดระบบการเงินของครัวเรือนที่สมดุล
รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน : รายงาน




