playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้จัดเวทีระดมความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ มีผู้นำชุมชนเข้าร่วมหลายพันคน มีข้อเสนอต่างๆมากมาย แต่สาระสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนเห็นร่วมกันว่า ต้องเป็นการการ “ปฏิรูปโดยประชาชน เพื่อประชาชน”

     มีหลักการสำคัญสามสี่เรื่องคือ เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมจากฐานราก โดยมีขบวนองค์กรชุมชนเป็นเจ้าภาพในการทำงาน ไม่ใช่หน่วยงานเป็นเจ้าภาพ ดังเช่นที่เป็นมาครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประการที่สอง ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นจะดำเนินการให้เกิดขึ้นทุกเรื่อง ทุกมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เปลี่ยนทั้งกายภาพและจิตสำนึกของคน ชุมชนจะจัดทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่มีการฝากปัญหาให้ผู้นำหรือแม้แต่ให้องค์กรชุมชนแต่เพียงฝ่ายเดียว   แต่ประชาชนเจ้าของปัญหาจะต้องลุกขึ้นมาทำงานแก้ปัญหาตนเองและประการสุดท้ายคือ การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติที่ว่านั้น ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงที่ระดับชุมชน แต่จะต้องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างสังคมที่ครอบงำชุมชนมายาวนานด้วย

     อย่างไรก็ตามน้ำหนักของการสร้างความเปลี่ยนแปลง เครือข่ายองค์กรชุมชนเน้นหนักว่าจะต้องปฏิบัติการที่ชุมชนและลงมือทำเลย ไม่ต้องสนใจว่าข้อเสนอต่างๆจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร เครือข่ายองค์กรชุมชนมีแผนปฏิบัติการอะไรที่ตำบล?

     ๑.สวัสดิการชุมชน ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล/เมืองแล้วกว่า ๓,๕๐๐ กองทุน ทั่วประเทศ มีสมาชิกกว่า ๑.๕ ล้านคน รัฐบาลสมทบวันละ ๑ บาท/คนไปแล้วกว่า ๒,๑๐๐ กองทุน เป้าหมายของขบวนองค์กรชุมชนคือการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการครอบคลุมทุกตำบล/เมือง ทำให้คนที่อยู่นอกระบบสวัสดิการทั้งหมดมาอยู่ในระบบสวัสดิการชุมชน

    ๒.สถาบันการเงินและเศรษฐกิจชุมชน มีการจัดตั้งองค์กรการเงินชุมชนในชื่อเรียกต่างๆเช่น กลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ กว่า ๔๐,๐๐๐ กลุ่มทั่วประเทศ และยังมีกองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ ๘๐,๐๐๐ กองทุน กล่าวได้ว่าประเทศไทยมีองค์กรการเงินชุมชนที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของโลก ทำอย่างไรที่จะยกระดับองค์กรการเงินเหล่านี้เป็นสถาบันการเงินของชุมชนให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนทุนการพัฒนาในกิจกรรมอื่นๆ

     ในแง่ของเศรษฐกิจชุมชน มีกลุ่มธุรกิจชุมชนในประเทศนี้มากกว่า ๓๐,๐๐๐ องค์กร หลายเครือข่าย หลายองค์กรกำลังเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้าด้วยกัน เพื่อจะเปลี่ยนร้านค้าชุมชนที่เต็มไปด้วยสินค้าจากภายนอกเป็นสินค้าที่ชุมชนผลิตเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ
มีครัวเรือนจำนวนมากเริ่มจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อแผ้วถางทางไปสู่การลดและ ปลดหนี้ของครอบครัว โดยเชื่อมโยงกับองค์กรการเงินในชุมชน การปลดหนี้ตามแบบที่รัฐบาลทำนั้นช่วยได้ชั่วคราว การปลดหนี้ที่ยั่งยืนคือการสร้างระบบการผลิตและเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองของครัวเรือนและชุมชนนั้นต่างหาก

    ๓.การแก้ปัญหาที่ดินโดยชุมชน  ปัจจุบันมีเครือข่ายองค์กรชุมชนกว่า ๕๕๐ พื้นที่ทั่วประเทศกำลังสำรวจข้อมูล จัดทำแผนที่ สืบประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเพื่อนำเสนอว่าในพื้นที่ส่วนใหญ่ ชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ประเภทต่างๆ(ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ) เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ชุมชนเห็นด้วยกับนโยบายเรื่อง โฉนดชุมชนของรัฐบาลที่จะให้กรรมสิทธิ์ร่วมแก่ชุมชน  ในการจัดการที่ดินและจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มกำลัง  แต่จุด
ที่เ ปนปัญหาน่าจะเป็นหน่วยงานเจ้าของที่ดินต่างๆนั่นเอง มีครัวเรือนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินนับแสนครอบครัวที่จะเข้าร่วมกับขบวนแก้ปัญหาเรื่องนี้

     ๔.บ้านมั่นคงในเมืองและชนบท เครือข่ายองค์กรชุมชนในกว่า ๒๗๐ เมือง ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น จัดทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปัจจุบันมีครัวเรือนคนจนเมืองที่รับประโยชน์ มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยกว่า ๙๐,๐๐๐ ครัวเรือน ในกว่า ๑,๕๐๐ ชุมชน แต่นั่นเป็นเพียง ๑๓% ของครัวเรือนที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งประเทศ ๗๒๐,๐๐๐ ครัวเรือนเท่านั้น ขบวนการเรื่องนี้ต้องดำเนินการต่อไป จนเกิดเมืองที่ไม่มีสลัม (city without slums) ในที่สุด

     บ้านมั่นคงในเมืองที่ว่านั้นดำเนินการโดยผู้นำคนจนเมืองนับหมื่นคน ที่ทำกระบวนการตั้งแต่การสำรวจข้อมูล จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หาที่ดิน ออกแบบบ้าน ออกแบบชุมชน ก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในที่สุด

     ในพื้นที่ชนบท กว่า ๒๐ พื้นที่ที่มีข้อตกลงเรื่องการใช้ที่ดินของชุมชนชัดเจนแล้ว เริ่มวางผังการอยู่อาศัยและการงานอาชีพเพื่อสร้างชุมชนใหม่ เรียกว่าบ้านมั่นคงชนบท

    ๕.จากป่าชุมชนถึงทะเลชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานเรื่องป่าชุมชน ทะเลชุมชนมากว่า ๒๐ ปีแล้ว มีป่าที่ดูแลโดยชุมชนมากกว่า ๒,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ มีทะเล ทะเลสาบ ที่ดูแลโดยชุมชนหลายร้อยกิโลเมตร มีการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งเล็กใหญ่จำนวนมาก ขบวนจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนจะขยายตัวเติบใหญ่   ถ้ารัฐบาลให้อำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรแก่องค์กรชุมชนอย่างแท้จริงตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านบอกว่ารัฐยึด ดิน น้ำ ป่า ทะเล ของพวกเขาไปหมดกว่า ๑๐๐ ปี นับตั้งแต่มีกระทรวง ทบวง กรมโน่นแล้ว

    ๖.เกษตรกรรมยั่งยืนและความั่นคงด้านอาหาร การส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ทำให้ชุมชนตกอยู่ในพันธนาการของหนี้สินเพราะต้องใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกทุกอย่าง ต้องพึ่งพิงตลาดภายนอก แถมยังถูกตีตลาดด้วยสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศ   เพราะการเปิดเขตการค้าเสรี เครือข่ายเกษตรทางเลือกทั่วประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรไปเป็นระบบที่ใช้ปัจจัยการผลิตภายในชุมชน ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ความรู้ สร้างความมั่นคงด้านอาหารใก้กับเกษตรกรผู้ผลิตอาหารขึ้นมาใหม่

     ๗.การศึกษาของชุมชน การรวมศูนย์อำนาจตลอดช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้นหมายถึงการจัดระบบการศึกษาใหม่ตามอย่างที่คนกรุงเทพเห็นสมควร การศึกษาระบบใหม่นั้นเน้นการสร้างความร่ำรวย ดูถูกภูมิปัญญาพื้นบ้าน  ละทิ้งภาษา วัฒนธรรมพื้นถิ่น ดึงคนที่ดีที่สุดของชุมชนไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมและเมือง   ชนบทจึงแห้งแล้งทรัพยกรบุคคลอย่างยิ่ง เครือข่ายองค์กรชุมชนกำลังช่วยพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียน สร้างศูนย์เรียนรู้ของชุมชนเกี่ยวกับการพัฒนาแนวใหม่ที่ชุมชนเป็นแกนหลักกว่า ๖๐๐ แห่งทั่วประเทศ  สร้างโรงเรียนชาวนา และสร้างศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าต่างๆ เพื่อพลิกให้การศึกษากลับมาอยู่ในมือของชุมชนอีกครั้ง

     ๘.สื่อชุมชน การทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ทำให้เกิดวิทยุชุมชนในความหมายที่แท้จริงคือ ดำเนินการโดยองค์กรชุมชน ไม่แสวงหากำไร ประมาณ ๒๐๐ แห่งทั่วประเทศ วิทยุเหล่านี้คือเครื่องมือสื่อสารระหว่างขบวนชุมชน เผยแพร่วาระของชุมชนตำบล ผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในขณะที่หลายสิบตำบลกำลังพัฒนาเวบไซท์ของตนเอง   พรบ.จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่จะเหลือพื้นที่ให้วิทยุชุมชนมากน้อยแค่ไหนหนอ?

    ๙.สภาองค์กรชุมชน นับตั้งแต่พรบ.สภาองค์กรชุมชนมีผลบังคับใช้ในปี ๒๕๕๑ มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนทั้งในเมืองและตำบลแล้วกว่า ๒,๑๐๐ แห่ง มีสมาชิกกว่า ๔๓,๐๐๐ องค์กรชุมชน เกือบทุกเวทีเสวนาเห็นร่วมกันว่า สภาองค์กรชุมชนคือแกนกลางที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อปฏิรูประเทศไทย ในระดับชุมชน เพราะสภาองค์กรชุมชนคือที่รวมขององค์กรชุมชนในตำบลและเป็นที่รวมของผู้นำชุมชนจิตอาสาหลายหมื่นคน

     ผู้คนปรามาสว่าขบวนองค์กรชุมชนจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้เชียวหรือ นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งกระแสความคิดการพัฒนาชุมชนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงจาก การพัฒนาชุมชน(Community Development: CD) ไปเป็นการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลัก (Community Driven Development: CDD) ซึ่งมีสาระสำคัญคือชุมชน องค์กรชุมชนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพเปลี่ยนแปลงชุมชนด้วยตนเอง เลิกเดินตามแผนพัฒนาที่กำหนดโดยหน่วยงานภายนอกกันเสียที

     ขบวนการเปลี่ยนแปลงนี้จะดำเนินการต่อเนื่องต่อไปไม่สิ้นสุด จนกว่าชุมชนทั้งหลายจะ “เข้มแข็ง พึ่งตนเอง”

     ประเทศไทยมีชุมชนเมืองและชนบทไม่น้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ แห่ง การปฏิรูปประเทศไทยจะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ๘๐,๐๐๐ แห่งซึ่งผอมโซและอดอยากยากจนเพราะการรวมศูนย์อำนาจและการดูดกลืนทรัพยการจากชนบทเข้าสู่ส่วนกลางมากว่า ๑๐๐ ปีนี้ได้

     พลังของการเปลี่ยนแปลงที่ฐานรากนี้ย่อมมาจากองค์กรชุมชนกว่า ๓๐๐,๐๐๐ องค์กรที่อยู่ในชุมชนทั้งหมดนี้นั่นเอง

เขียนโดย  อัมพร  แก้วหนู

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter