playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ๒๕๕๔ เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฎิรูปประเทศไทยได้สนับสนุนให้ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดทั่วประเทศ จัดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอการปฏิรูประเทศไทยต่อตนเองและรัฐบาล มีกลุ่มองค์กรภาคประชาชนและหน่วยงานในจังหวัด เข้าร่วมนับหมื่นคน มีข้อเสนอมากมายนับร้อยเรื่องในทุกประเด็นการพัฒนา ปรากฏข้อเสนอสำคัญซึ่งเป็นความคิดสดใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยดังนี้

    ๑) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตำบล การที่ตำบลจะจัดการตนเองได้ต้องมีแผนชุมชนที่มาจากการวางแผนร่วมกันของขบวนองค์กรชุมชนในตำบลนั้นๆ ซึ่งเป็นแผนที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกปัญหาของตำบล เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะเวลา ๓ ปี ๕ ปี ซึ่งจะทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้าทุกตำบลมีแผนเหล่านี้ ชุมชนจะกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในที่สุด

    ๒) สภาองค์กรชุมชนตำบล ใครจะร่วมจัดทำแผนพัฒนาตำบลและกำกับการพัฒนาตำบล เครือข่ายชุมชนเสนอว่า สภาองค์กรชุมชน ซึ่งมีการจัดตั้งแล้วทั่วประเทศกว่า ๒,๓๐๐ ตำบล มีสมาชิกมากกว่า ๔๓,๐๐๐ องค์กรชุมชน คือกลไกสำคัญที่จะจัดทำและกำกับดูแลการพัฒนาตำบลร่วมกับอบต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

     ๓) ธรรมนูญตำบล ประเทศมีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาใหญ่ในการอยู่ร่วมกัน ขบวนองค์กรชุมชนในตำบลควรมี “ธรรมนูญตำบล” ซึ่งเป็นกติการ่วมในการอยู่ร่วมกัน ในการบริหารจัดการชุมชนของคนในตำบลในทุกเรื่อง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทุกคนในตำบลมาร่วมกันกำหนดกติกาตรงนี้

     ๔.) สมัชชาประชาชนตำบลและจังหวัด ทิศทางการพัฒนาแนวใหม่คือประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) ประชาธิปไตยแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีเวทีประชาชนที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนา ให้ความคิดเห็นต่อโครงการและนโยบายการพัฒนาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนในตำบล จึงมีการเสนอสมัชชาประชาชนตำบลและเวทีสมัชชาประชาชนจังหวัด เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน เสนอว่าต้องเป็น “รัฐบาลประชาชน”ในระดับจังหวัดที่จะติดตามผลและแผนการพัฒนาต่างๆที่เกี่ยวกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

     ๕) ข้อบัญญัติท้องถิ่น การบริหารจัดการตำบลหรือเมือง หลายเรื่องต้องอาศัยการสนับสนุนด้านกฎระเบียบองค์กรปกครองท้องถิ่น อบต.หรือเทศบาล ต้องออกข้อบัญญัติเพื่อสนับสนุนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดสวัสดิการชุมชน การจัดการทรัพยากร จัดการที่ดิน จัดการระบบการเกษตร ฯลฯ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของท้องถิ่นมีความยั่งยืน ไม่ปรับเปลี่ยนตามกระแสการเมือง

    ๖) สมาชิกอบต.หญิงและชาย เพื่อให้สมาชิกสภาตำบลสะท้อนความคิดเห็นจากมุมมองของประชาชนทั้งหญิงและชาย ควรแก้กฏหมายกำหนดให้สมาชิก อบต.หมู่บ้านละสองคนนั้น เป็นผู้หญิงหนึ่งคน และผู้ชายหนึ่งคน คณะกรรมการหมู่บ้านก็ควรให้มีสัดส่วนหญิงชายเท่าๆ กัน เพื่อสะท้อนความคิดความเห็นของคนสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน

     ๗) คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่เกษตรกรรมถูกบุกรุก ยึดครอง เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม การขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยวหรือแปลงเกษตรขนาดใหญ่ของนายทุน มีการปั่นราคาที่ดินจนทำให้เกษตรกรสูญเสียที่ดินเพื่อการเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศลดลง เครือข่ายองค์กรชุมชน เสนอว่า ให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ทำการเกษตรประเภทต่างๆ ถ้ามีมาตรการคุ้มครอง ที่ดินจะไม่ถูกปั่นราคา(เพราะทำประโยชน์ได้เฉพาะการเกษตร) และพื้นที่ทำการเกษตรก็จะไม่ลดลงมาก

     ๘) โฉนดชุมชน โฉนดชุมชนเริ่มดำเนินการในปี ๒๕๕๓ เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการจัดการที่ดินระหว่างรัฐกับชาวบ้านที่มีมายาวนาน โดยรัฐออกใบรับรองการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้กับชาวบ้านที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดินชัดเจน เครือข่ายองค์กรชุมชนสนับสนุนการดำเนินการตามมาตรการนี้ เสนอเพิ่มเติมว่าควรออกเป็นพ.ร.บ.โฉนดชุมชนเพื่อจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

     ๙.) ภาษีอัตราก้าวหน้าหรือจำกัดการถือครองที่ดิน เป็นข้อเสนอเก่าที่มีมายาวนาน แต่ยังเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการกระจายการถือครองที่ดินจากคนกลุ่มน้อยไปยังเกษตรกรไร้ที่ทำกินซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาหนี้สินและความล้มเหลวของภาคเกษตร หลายฝ่ายพยามผลักดันเรื่องนี้มายาวนาน ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เครือข่ายองค์กรชุมชนยืนยันว่าต้องช่วยกันทำเรื่องนี้ต่อไป

     ๑๐) กองทุนที่ดิน สามารถทำได้หลายระดับตั้งแต่ระดับตำบลถึงระดับชาติ บทบาทหน้าที่คือการจัดซื้อ รวบรวมที่ดินเข้ามาเป็นกองกลาง เพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ต้องการในราคาที่เป็นธรรม เกษตรที่สูญเสียที่ดินก็อาจมาซื้อคืนที่ดินไปจากกองทุนนี้ได้

     ๑๑) ภาษีที่ดินเพื่อสวัสดิการชุมชน ปัจจุบัน รัฐบาลสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน คนละ ๑ บาท/วัน เพื่อให้การสมทบดังกล่าวมีความยั่งยืน เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเสนอว่า ให้รัฐบาลตัดภาษีจากการเก็บภาษีที่ดิน ๑%ของทั้งหมด สมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนทุกๆ ปี เพื่อให้กองทุนดังกล่าวมีความยั่งยืน เป็นที่พึ่งของชุมชนได้ตลอดไป

     ๑๒) ประกันรายได้เกษตรกรรมยั่งยืน ปัจจุบัน รัฐบาลประกันรายได้เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก คือ ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เครือข่ายเกษตรกรยั่งยืน เสนอว่า ถ้ารัฐต้องการเปลี่ยนระบบเกษตรจากเกษตรสารเคมีไปสู่ระบบเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรยั่งยืนอื่นๆ นั้น มาตรการส่งเสริมที่สำคัญ คือ การประกันรายได้เกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน รายละเอียดอย่างไรคิดกันออกมา

     ๑๓) แผนแม่บทสมุนไพร เครือข่ายหมอพื้นบ้าน เสนอว่า ถ้าจะปรับเปลี่ยนระบบการรักษาพยาบาลของชุมชนให้พี่งตนเองมากขึ้น ต้องย้อนกลับไปหาภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ การส่งเสริมพืชสมุนไพรเป็นอาหารและยารักษาโรค ชุมชนตำบลต้องมีแผนแม่บทพัฒนาสมุนไพรของตนเองพร้อมๆ กับพัฒนาเครือข่ายหมอพื้นบ้านให้มีความเข้มแข็ง

     ๑๔) ธนาคารพันธุ์พืชพื้นบ้าน ระบบเกษตรที่พึ่งพิงสารเคมี ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้พันธุ์พืชจากภายนอกเป็นตัวทำลายพันธุ์พืชพื้นบ้านและการพึ่งตนเองด้านอาหารของชุมชนลงไปเกือบหมดสิ้น เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เสนอว่า เครือข่ายองค์กรชุมชนต้องช่วยกันสร้างธนาคารพันธุ์พืชพื้นบ้านที่มีชีวิต คือ สร้างเครือข่ายการเพาะปลูก การขยายพันธุ์ การใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้าน ไม่ใช่การเก็บเมล็ดพืชไว้ในธนาคารเมล็ดพันธุ์และเข้าถึงยากเย็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การอนุรักษ์พืชพันธุ์พื้นบ้านที่ดีที่สุด คือ การส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ ให้คนเข้าถึงได้มากที่สุด

    ๑๕) อำนาจอธิปไตยด้านความมั่นคงด้านอาหาร เกษตรกร ผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องมานั่งวางแผนร่วมกันว่า ทำอย่างไรที่จะให้ชุมชนทุกหนแห่ง ๘๐,๐๐๐ ชุมชน ๒๑ ล้านครัวเรือน มีความมั่นคงด้านอาหาร ชุมชนต้องมีอำนาจอธิปไตยที่จะปกป้องความมั่นคงด้านอาหารของตนเอง ไม่ให้รัฐ บริษัทเอกชน หรือต่างประเทศ มาบั่นทอนความมั่นคงอันนี้โดยเด็ดขาด

     ๑๖) ปฏิรูปการจัดการน้ำ/กองทุนจัดการลุ่มน้ำ ชุมชนบอกว่า รัฐยึดการจัดการน้ำจากชุมชนไปยาวนานกว่า๑๐๐ปี  ถึงเวลาแล้วที่จะคืนอำนาจการจัดการน้ำ การจัดการลุ่มน้ำให้กับชุมชน ให้มีคณะกรรมการร่วมในการจัดการลุ่มน้ำในทุกมิติ และให้มีการจัดตั้งกองทุนการจัดการลุ่มน้ำขึ้นมาสนับสนุนการทำงานดังกล่าว

    ๑๗) พัฒนาห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยชุมชน  ให้กลุ่มเครือข่ายองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาชุมชนของตนเองในทุกเรื่อง ตามปัญหาความต้องการของชุมชน ไม่ใช่ตามโครงการของหน่วยงาน

    ๑๘) หยุดแผนพัฒนาภาคใต้    ขบวนชุมชนในพื้นที่ภาคใต้เสนอให้ยุติแผนพัฒนาภาคใต้ขนาดใหญ่ที่มุ่งสร้างเมืองอุตสาหกรรมตลอดแนวชายฝั่ง เพราะจะส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ในด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทำลายสิ่งดีงามในชุมชน

     ๑๙) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์     ขบวนชุมชนในหลายจังหวัด ทั้งเขตป่าเขาและทะเล กำลังดำเนินการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ หรือการท่องเที่ยวชุมชน ที่ไม่ทำลายทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชน

     ในขณะเดียวกันเครือข่ายองค์กรชุมชนหลายจังหวัดบอกว่ารัฐควรจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่เพื่อให้มีระยะเวลาที่ธรรมชาติฟื้นตัว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำลายแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นทรัพยากรของชุมชน

     ๒๐) ธรรมนูญสวัสดิการชุมชนจังหวัด ขบวนชุมชนจังหวัดมุกดาหารกว่า ๕,๐๐๐ คน ประกาศเจตนารมณ์และธรรมนูญสวัสดิการชุมชนจังหวัดมุกดาหาร ให้ประชาชนมีสวัสดิการชุมชนถ้วนหน้าในปี ๒๕๖๐ โดยมีหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  สถาบันการศึกษา และขบวนองค์กรชุมชน เป็นผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนให้เต็มพื้นที่

     ๒๑) การจัดการหนี้สินโดยชุมชน   ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น มีนโยบายปลูกต้นไม้ใช้หนี้ระดับครัวเรือน แก้ไขกฏระเบียบการบูรณาการกองทุนในชุมชน ให้ชุมชนสามารถบูรณาการเป็นสถาบันการเงินของชุมชน รัฐและอปท.สนับสนุนการบริการจัดการหนี้สินด้วยชุมชนเอง  และมีวาระระดับจังหวัด ให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติสนับสนุนการบูรณาการทุนชุมชนอย่างจริงจัง ฯลฯ

     ๒๒.) เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจชุมชน แทนที่จะผลิตวัตถุดิบส่งขายภายนอก โดยไม่สามารถกำหนดราคาได้และซื้อของราคาแพงจากโรงงานมาบริโภค เครือข่ายองค์กรชุมชนจะเชื่อมโยงวัตถุดิบของกลุ่มอื่นๆ ของชุมชนอื่นมาผลิตสินค้าและส่งขาย แลกเปลี่ยนกันระหว่างชุมชนด้วยกันเอง ลดการเอารัดเปรียบจากภายนอก สร้างทำนบกั้นเงินไว้ในชุมชนให้มากที่สุด

     ๒๓.) มหาวิทยาลัยชนเผ่า เจ้าของแผ่นดินไทยในอดีตคือชนเผ่านับร้อยเผ่าพันธุ์ ที่มีภาษา วัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ หรือแม้แต่ตัวอักษรของตนเอง  ปัจจุบันคนเหล่านั้นคือ “ชนกลุ่มน้อย” ถูกสังคมใหญ่บังคับไม่ให้พูด ไม่ให้เขียน ไม่ให้ใส่เสื้อผ้า ไม่ให้นับถือวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ต้องมาเรียนตามแบบสมัยใหม่ที่กำหนดโดยรัฐส่วนกลาง เครือข่ายชุมชนหลายพื้นที่เริ่มสร้างโรงเรียนวัฒนธรรมของตนเองสอนลูกหลาน เริ่มรื้อฟื้นวัฒนธรรมประเพณีที่กำลังสูญหายของตนเอง เนื้อหาเหล่านี้จะแทรกเข้าไปในระบบการศึกษาปัจจุบันอย่างไร

     ๒๔.) กองทุนยุติธรรม คนยากจนทั่วประเทศถ้าไม่ถูกยิงตายก็ต้องนอนในคุกเพราะการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เช่น คดีคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ คัดค้านรัฐรุกที่ชาวบ้าน ฯลฯ ทำอย่างไรชุมชนจึงจะมีกองทุนขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้มีเงินประกันตัวระหว่างการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

     ๒๕.)  แร่ธาตุก็ของเรา ปัจจุบันการตัดสินใจว่าจะให้สัมปทานเหมืองแร่ หิน ดิน ทราย รังนกและทรัพยากรอื่นๆ อยู่ในอำนาจของกรมกองที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว คนท้องถิ่นได้รับแต่ผลกระทบในทุกด้าน ตั้งแต่ตลิ่งพัง ภูเขาหาย แหล่งน้ำถูกทำลาย ถนนพัง ฝุ่น สารพิษจากเหมืองลงแม่น้ำ ถึงเวลาแล้วที่การตัดสินใจเรื่องนี้ต้องผ่านสมัชชาประชาชนตำบลหรือจังหวัด

     ๒๖.) ภาษีปลายน้ำรักษาป่าต้นน้ำ ปัจจุบันคนปลายน้ำ คนในเมือง คนในโรงงานใช้น้ำโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริงที่ต้นน้ำ แถมยังแย่งชิงน้ำจากเกษตรกร ทำลายแหล่งน้ำด้วยสารพิษนานาชนิด ทุกคนเสียภาษีในทางใดทางหนึ่ง แต่ภาษีที่ว่านั้นยังไม่เชื่อมโยงกับการรักษาป่าต้นน้ำที่ชัดเจน ทำอย่างไรที่จะเก็บภาษีจากคนปลายน้ำที่ใช้น้ำมหาศาลมาเป็นกองทุนรักษาป่าต้นน้ำที่ดำเนินการโดยชุมชนท้องถิ่น

     ๒๗.) ภาษีสารเคมีมาส่งเสริมเกษตรยั่งยืน ถ้ายังไม่สามารถยุติการใช้สารเคมีมีพิษเพื่อการเกษตรในไร่นาได้ รัฐก็ต้องนำเอาภาษีที่ได้จากการค้าขายสารเคมีเหล่านั้นมาเป็นกองทุนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และระบบเกษตรอื่นๆที่ไม่ทำลายดิน น้ำป่า อากาศ หรือเก็บภาษีสารเคมีให้มากขึ้นเพื่อลดการใช้ เพราะราคาสารเคมีปัจจุบันนั้นยังไม่รวมค่าเสียหายที่สารเคมีเหล่านั้นทำลายสิ่งแวดล้อม

     ๒๘.) ภาษีอสังหาริมทรัพย์แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองและชนบท ปัจจุบันที่ดินที่ควรเป็นปัจจัยแห่งการยังชีพทั้งเพื่อที่ทำกินและที่อยู่อาศัย กลายเป็นแหล่งค้ากำไรที่ใหญ่ยิ่ง ราคาที่ดินสูงขึ้นเพราะการเก็งกำไรของนักธุรกิจ จนคนจนและคนชั้นกลางทั้งในเมืองและชนบทไม่สามารถมีบ้านหรือที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้ ต้องระเหเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ รัฐต้องนำเอาภาษีที่เก็บการการค้าขายที่ดินและบ้านราคาแพงมาเป็นกองทุนส่งเสริมการมีบ้านของประชาชนคนจนทั้งในเมืองและชนบท

     ๒๙.) ท้องถิ่นจัดการโรงเรียนเอง เวทีชุมชนบางจังหวัดเสนอดุเดือดถึงขนาดว่าให้ยุบกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้คนทั่วประเทศเรียนแบบเดียวกัน ละทิ้ง ดูถูก วัฒนธรรมท้องถิ่นมายาวนานนับร้อยปีเสีย แล้วคืนอำนาจการจัดการศึกษาไปยังท้องถิ่น ให้ชุมชนท้องถิ่นกำหนดว่าเด็กควรจะเรียนอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ใช่เพียงมีหลักสูตรท้องถิ่นเล็กๆน้อยๆดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บางโรงเรียนในปัจจุบันห้ามนักเรียนพูดภาษาถิ่นเสียด้วยซ้ำ

     ๓๐.) ลดราคาหนังสือ เรื่องง่ายๆที่จะส่งเสริมให้คนทุกคนเรียนรู้จากหนังสือที่มีอยู่มากมายมหาศาล ที่จะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ตามวิสัยทัศน์ประเทศ  คือรัฐใช้มาตรการอะไรก็ได้ที่จะทำให้ราคาหนังสือลดลงกว่านี้อย่างน้อยสักครึ่งหนึ่ง

     ๓๑) กระชับพื้นที่สื่อมีพิษ พื้นที่สื่อสาธารณะซึ่งรัฐบธรรมนูญปัจจุบันกำหนดว่าเป็นสมบัติร่วมของปวงชนชาวไทยและต้องใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น ถูกใช้เพื่อการสร้างความมั่งคั่งและส่งเสริมการบริโภคอย่างล้นเกิน ป้อนข้อมูลลามก หยายคายและวัฒนธรรมถ่อยเถื่อนลงไปในครัวเรือนต่างๆ รัฐจะต้องจัดระเบียบสื่อเหล่านี้ในทันที นอกจากสื่อโทรทัศน์แล้ว สื่ออินเตอร์เน็ท สื่อสมัยใหม่นานาชนิดที่เป็นพิษเป็นภัยกับเด็กและเยาวชนก็กำลังแพร่หลายไปทุกหนแห่งเพราะการค้ากำไร

     ๓๒.) พื้นที่สื่อของชุมชนอยู่ที่ไหน รัฐธรรมนูญกำหนดมาแล้ว ๑๔ ปีว่าต้องมีพื้นที่การสื่อสารที่ชุมชนเป็นเจ้าของ แต่ชุมชนก็ยังไม่สามารถมีสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์เพื่อสื่อสารเรื่องราวของตนเอง

     ๓๓.) ขอกำนันเลือกตรงและมีวาระ เดิมทีกำนันมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของคนในตำบล ไม่นานมานี้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มาโดยการเลือกตั้งโดยผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายชุมชนเห็นว่าทำให้การซื้อเสียงเป็นกำนันง่ายขึ้นกว่าเดิมมากเพราะซื้อเพียงผู้ใหญ่บ้านสี่ห้าคนให้คะแนนเกินครึ่งของผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดก็ได้เป็นกำนันแล้ว ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้เสียภาษีบอกว่า ขอเลือกกำนันโดยตรงเหมือนเดิม และขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการทำงานขัดเจน๔-๕ปี ไม่ใช่เป็นจนเกษียณอายุ แต่บางคนไม่ทำงานอย่างเช่นปัจจุบัน

     ๓๔) ลดดอกเบี้ยธนาคารเพื่อเกษตรกร เหตุที่ชาวนาและเกษตรกรเป็นหนี้ไม่มีวันหลุด (สิ่งที่หลุดหายไปเรื่อยๆคือที่ดิน)นอกจากเรื่องราคาพืชผลและดินฟ้าอากาศแล้ว ชาวนาบอกว่าเพราะดอกเบี้ยของธนาคารที่ให้เกษตรกรกู้นั้นสูงมาก ควรลดดอกเบี้ยลงเหลือไม่เกิน ๕% ต่อปี ให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้บ้าง จึงจะๆได้ชื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่แท้จริง นอกจากนั้นการคิดดอกเบี้ยเกษตรกรต้องต่ำกว่าคนกลุ่มอื่นเพราะเกษตรกรผลิตอาหารให้สังคม

     ๓๕) เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หลายคนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แต่ไม่กล้าเสนอ เพราะเกรงใจหลายหน่วยงาน แต่เครือข่ายองค์กรชุมชนหลายจังหวัด เสนอว่า นี่คือทางออกในการคืนอำนาจการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมสำคัญ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

      เครือข่ายชุมชนวิเคราะห์ว่า รากเหง้าของปัญหาความอดอยากยากจนทั้งหลายทั้งปวงนั้น มาจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐส่วนกลาง ที่มีมากกว่า ๑๒๐ ปี และการวางแผนพัฒนาที่ส่วนกลางกำหนดมากว่า ๕๐ ปี ทางออกโดยรวม คือ คืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในทุกๆ ด้าน ดังกล่าวมาแล้ว

เขียนโดย  อัมพร แก้วหนู

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter