playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      ทำไมจึงต้องมีสวัสดิการเต็มแผ่นดินและทำไมจึงต้องเป็นสวัสดิการชุมชน?
      เพราะหลังจากตัดจำนวนคนในระบบราชการและครอบครัว คนในระบบประกันสังคมและคนที่มีสวัสดิการอื่นๆรองรับแล้วปัจจุบันมีคนไทยจำนวน ๒๗ ล้านคนที่ไม่มีระบบสวัสดิการรองรับ และเป้าหมายของแผนแม่บทสวัสดิการสังคมคือคนไทยทุกคนมีระบบสวัสดิการรองรับในปี ๒๕๖๐ ฟังดูน่าตื่นเต้น แต่ท่านทราบไหมว่าเราต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่เพื่อที่จะให้คนไทยทุกคนมีสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างที่ว่านั้น

     เฉพาะการรักษาพยาบาลฟรีในปัจจุบัน สภาพัฒน์ประมาณการว่าในปี ๒๕๕๕ เราต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า ๓๙๘,๐๐๐ ล้านบาท การเรียนฟรีรัฐบาลต้องจ่ายอีก ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท และการจัดสวัสดิการบางเรื่องบางราว   ไม่ถึงกับครบถ้วนทุกเรื่อง   โดยรัฐบาลต้องหาเงินอีกกว่า ๑๐๓,๐๐๐ ล้านบาทในปีเดียวนั้น นี่ยังไม่นับรวมค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวที่รัฐบาลต้องจ่ายถึง ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา (ตั้งไว้เพียง ๔๘,๕๐๐ ล้านบาท) นี่ยังไม่รวมถึงการขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี น้ำประปาฟรี ไฟฟ้าฟรี (สี่รายการนี้ใช้เงินกว่า ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา) การประกันรายได้เกษตรกร (ปีละกว่า๕๕,๐๐๐ ล้านบาท) รัฐบาลจะเอางบประมาณเหล่านี้มาจากไหนโดยไม่ต้องขึ้นภาษีหรือกู้เงิน

     เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าในประเทศที่มีสวัสดิการถ้วนหน้าแถบยุโรปและแสกนดิเนเวียนั้น ประชาชนต้องจ่ายภาษีประมาณ ๔๐-๕๐% ของรายได้ในแต่ละเดือน ถ้าเราต้องการให้คนไทยทุกคนมีสวัสดิการทุกอย่างเท่าเทียมกันหมดเหมือนอย่างข้าราชการ แต่เราต้องถูกหักรายได้ครึ่งหนึ่งของทุกเดือน เราจะยอมกันไหม ถ้าเรายอมเราก็ไม่ต้องอาศัยสวัสดิการชุมชน

     ประเทศไทยมีกลุ่มออมทรัพย์หรือองค์กรการเงินชุมชนในชื่อเรียกอื่นๆไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ กลุ่ม กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่นำกำไรมาจัดสวัสดิการให้สมาชิก ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะมีโครงการรักษาพยาบาลฟรี สามารถเป็นโครงข่ายรองรับทางสังคม(Social safety net) ให้กับคนด้อยโอกาสมากมายมหาศาล เพราะไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด มีคนตายกองทุนสวัสดิการจ่ายให้ เด็กเกิดใหม่จ่ายให้ทั้งแม่ลูก มีทุนการศึกษา น้ำท่วม ไฟไหม้ ดินถล่ม กองทุนสวัสดิการช่วยเหลือ คนเฒ่าคนแก่ก็ได้รับการช่วยเหลือ ฯลฯ

     ประมาณปี ๒๕๔๘ เครือข่ายองค์กรชุมชนซึ่งคุ้นเคยกับระบบสวัสดิการของกลุ่มออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ตกลงที่จะยกระดับกองทุนสวัสดิการขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล มีตำบลนำร่อง ๑๙๑ ตำบล กำหนดให้เป็นระบบสวัสดิการสามเส้า คือมีการสมทบจาก จากสมาชิก(ส่วนใหญ่สมทบวันละ๑บาท) จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจากรัฐบาลส่วนกลางผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบลหรือเมืองขึ้นแล้วกว่า ๓,๕๐๐ กองทุน มีสมาชิกกว่า ๒.๖ ล้านคน เงินกองทุนกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท

     ปี ๒๕๕๒ เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเรียกร้องให้รัฐบาลเริ่มสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการตามจำนวนสมาชิกกองทุน โดยคิดหัวละ๑บาท/วัน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ในปี ๒๕๕๓ จำนวน ๗๒๗.๓ ล้านบาท(รวมการส่งเสริมกองทุนใหม่และการพัฒนา)และจัดสรรงบประมาณต่อเนื่องเป็นปีที่สองในปี ๒๕๕๔ อีก ๘๐๐ ล้านบาท

     ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๔ นี้ มีการสมทบงบประมาณให้กองทุนสวัสดิการเป็นปีแรกไปแล้ว  ๒,๖๕๔  กองทุน มีคนรับประโยชน์ ๑.๔ ล้านคนและมีการอนุมัติงบประมาณสมทบปีที่สองไปแล้ว  ๕๑๖  กองทุน วงเงิน ๕๒.๑๒ ล้านบาท  รัฐบาลใช้เงินเพียง ๗๐๐ กว่าล้านบาท ทำให้คนในชุมชน  ๑.๕  ล้านคนได้รับการคุ้มครองจากระบบสวัสดิการชุมชน นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?

     มันเป็นไปได้เพราะผลการวิเคราะห์เม็ดเงินในกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีข้อมูลครบถ้วน ๒,๖๔๖ กองทุนพบว่า เงินร้อยละ  ๖๖  เป็นเงินที่สมาชิกสมทบ ไม่ใช่รัฐบาลจ่าย  ๑๐๐% เหมือนอย่างโครงการประชานิยมทั้งหลาย นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลต้องการให้คน ๒.๖  ล้านคนที่เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการใน ๓,๕๐๐ ตำบล/เมืองได้รับการคุ้มครองจากระบบสวัสดิการชุมชน รัฐบาลจะใช้งบประมาณสมทบสมาชิกต่อปีคนละ ๓๖๕ บาทเพียง ๙๔๙  ล้านบาทต่อปีเท่านั้น 

     แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนจะคุ้มครองคนได้สักกี่มากน้อยเชียว แน่นอนว่าไม่มากเท่ากับการคุ้มครองข้าราชการ แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนในปัจจุบันบางกองทุนมีสมาชิกมากกว่า ๖,๓๐๐ คน(ค่าเฉลี่ยอยู่ที่กองทุนละ ๗๕๐คน)  บางกองทุนสามารถจัดสวัสดิการให้สมาชิกมากกว่า ๒๒ ประเภท  ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปจนถึงทุนการศึกษา และเงินช่วยเหลือคนด้อยโอกาส คนพิการ ฯลฯ กองทุนสวัสดิการที่มีการสำรวจข้อมูลครบถ้วนดังกล่าวมีการจัดสวัสดิการให้สมาชิก ๑๓ ประเภท แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังเป็นเรื่องเกิดแก่เจ็บตายอยู่ แต่ร้อยละ๓๐ บอกว่ามีการจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ร้อยละ๓๑ จัดสวัสดิการเพื่อการศึกษาและร้อยละ๖ ช่วยเรื่องกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ในชุมชน ในขณะที่ร้อยละ ๔ หรือกว่า ๑๐๐ กองทุนบอกว่ามีกองทุนช่วยเหลือภัยพิบัติ

     การที่เงินกว่าร้อยละ ๖๖  เป็นเงินของชาวบ้านนอกจากจะมีความหมายว่ารัฐบาลจ่ายเงินสมทบเพียงนิดเดียวแล้วยังหมายความอีกว่า ความรู้สึกเป็นเจ้าของกองทุนสูงกว่าเงินแจกฟรีจากรัฐบาลอย่างเทียบกันไมได้ และธรรมชาติที่สำคัญของกองทุนสวัสดิการที่จัดตั้งขึ้นมาแล้วคือ มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันทุกกองทุนตามสภาพปัญหาความต้องการและองค์กรชุมชนเป็นผู้บริหารเอง ออกระเบียบเอง ยกเลิกระเบียบเอง ไม่มีการรวมศูนย์การบริหารจัดการไปไว้ที่ส่วนกลาง ที่ระดับชาติ ดังเช่นกองทุนสวัสดิการสารพัดชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

     ปัจจุบันมีความคิดริเริ่มเรื่องกองทุนสวัสดิการระดับชาติหลายกองทุน กับหลายกลุ่มเป้าหมาย ผู้นำสวัสดิการชุมชนที่ทำงานองค์กรการเงินมายาวนานยี่สิบสามสิบปี มีความเห็นตรงกันว่าจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ของกองทุนเหล่านี้คือ เป็นการดูดเงินจากชุมชนมาไว้ที่ส่วนกลาง คนที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ ตัดสินใจเอาเงินไปลงทุนโน่นนี่ (บางทีก็ขาดทุนเข้าไปอีก) คือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานของกองทุนที่กินเงินเดือนแพงๆไม่กี่คน  ไม่ใช่สมาชิกที่จ่ายเงินสมทบอย่างกองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการรวมศูนย์แบบนี้ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ไม่ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งแม้แต่น้อย ในทางตรงข้ามกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งขึ้นแล้วนี้มีกรรมการบริหารกองทุนเฉลี่ยกองทุนละ ๒๕ คน นั่นหมายความว่าขบวนสวัสดิการชุมชนของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังคนกว่า ๘๗,๐๐๐ คน

     เครือข่ายสวัสดิการชุมชนมีคำขวัญว่า “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”หมายความว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนนั้นสมาชิกสมทบเอง รับประโยชน์เอง รัฐบาลสมทบนิดหน่อย ปีไหนรัฐบาลถังแตก ไม่มีงบประมาณ กองทุนก็จัดการตนเอง

     อย่างนี้นี่แล้ว เราจะมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่อะไรอีกที่จะไม่สนับสนุนให้เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนเต็มแผ่นดิน เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ทุกคนมีสวัสดิการถ้วนหน้าในปี ๒๕๖๐

อัมพร  แก้วหนู   เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter