เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มอบทุนสมบทสวัสดิการชุมชน ๑,๕๘๗ กองทุน งบประมาณ ๒๖๐.๘ ล้านบาท ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการชุมชนที่ประชาชนเป็นแกนหลัก ในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันที่มั่นคง โดยมีตัวแทนจากองค์กรสวัสดิการชุมชนจาก ๗๓ จังหวัด คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ รมต.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการชุมชน และคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน เข้าร่วมประชุมกว่า ๑,๙๐๐ คน
“นายก” ระบุสวัสดิการชุมชนเป็นนโยบายสำคัญ ชี้สามารถสร้างความเข้มแข็งและการสมานฉันท์จากฐานล่าง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานมอบกองทุนสวัสดิการชุมชน ครั้งที่ ๕ โดยกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับองค์กรสวัสดิการชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน เมื่อเช้าได้มีโอกาสประชุมกับคณะกรรมการและได้คุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ตอนเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ มีการพูดคุยในเรื่องการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชน ข้อเสนอเชิงนโยบายถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องการอยากให้รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไข ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องภาคประชาชนยังมีมาก หลายปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือปัญหาที่เฉพาะหน้า เช่นภัยพิบัติ ๒ ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือความมุ่งมั่นในการยกระดับความเป็นอยู่ของภาคประชาชน การทำงานของรัฐบาลที่จะประสบความสำเร็จให้เกิดรูปธรรมเพื่อให้พี่น้องอยู่ดีมีสุขคือการได้รับความร่วมมือจากพี่น้อง และร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องในพื้นที่ในการผลักดันงานด้านต่างๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ข้อเรียกร้องหนึ่งคือระบบสวัสดิการ ที่ผ่านมาประเทศไทย มีเพียงข้าราชการ และคนที่มีงานทำ ได้รับหลักประกันพื้นฐาน เราจึงมีความจำเป็นในการสร้างโอกาสให้พี่น้องชุมชนมีหลักประกันมั่นคงในชีวิตหรือมีระบบสวัสดิการ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนหลายระดับ เพื่อให้พี่น้องได้เข้าระบบสวัสดิการสังคม ให้พี่น้องมีทางเลือกในการออมเงินและมีสวัสดิการ
งานที่ผมมีความพึงพอใจเป็นพิเศษ คืองานเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชน ผมมีความเชื่อว่าพี่น้องในชุมชนต่างๆ มีความต้องการหลากหลาย เป็นไปไม่ได้ที่จะคิดระบบจากส่วนกลางแล้วแก้ไขปัญหาของพี่น้องในพื้นที่ได้ การจัดสวัสดิการชุมชนนั้นไม่ได้เกิดจากรัฐ แต่มาจากพี่น้องชุมชนเอง ที่ผ่านมามีปัญหาหนี้สิน แต่ความเป็นจริงแล้วพี่น้องในพื้นที่มีการเก็บออม เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เป็นการสร้างความมั่นคง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งและการสร้างสมานฉันท์
เป็นที่น่ายินดีว่า ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนสวัสดิการชุมชนไปแล้ว ๓ พันกว่ากองทุน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ให้แต่ละชุมชนแต่ละท้องถิ่นได้เกิดการสร้างความมั่นคง มากไปกว่านั้นที่น่าชื่นชมนอกเหนือจากการจัดสวัสดิการให้นอกจากที่เราเห็นทั่วไปในด้านเกิดแก่เจ็บตาย ยังมีการริเริ่มมากมาย เช่น การแก้ไขปัญหายากๆ ในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการแก้ไขปัญหาสังคม การแก้ไขปัญหายาเสพติด อีกทั้งกองทุนสวัสดิการยังเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์เรียนรู้ ผมถือว่ารากฐานของงานสวัสดิการชุมชนเข้มแข็งแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ดีต้องมีการสร้างเครือข่ายระดับชุมชนต่อไป ขณะเดียวกันหลายพื้นที่หลายตำบลจะต้องมีการพัฒนาขึ้นมาต้องมีหลายภาคส่วนเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติม
การพัฒนาความเข้มแข็งเพื่อให้เกิดการเคลื่อนงานต่อไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นองค์กรหนึ่งที่สนับสนุนการให้เกิดความเข้มแข็ง รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เข้ามาเสริมในพื้นที่ และส่วนกลาง กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลเรื่องกฎหมาย เพื่อให้งานนี้เดินหน้าต่อไปได้
๒ ปีเศษๆ สามารถเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง นำพาสังคมไทยให้เกิดความแข็งแกร่ง หากเราสามารถทำงานกันภายใต้จิตวิญญาณ ภายใต้การแบ่งปันกันเหมือนระบบสวัสดิการชุมชนนี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้สังคมและเศรษฐิกจไทยในภาพรวมมีความแข็งแกร่ง เกิดความเป็นธรรม และเกิดความสมานฉันท์
คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน มุ่งหน้าปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ขยายกองทุนฯ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ในช่วงเช้าวันเดียวกัน คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน ที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบตามแนวทางการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ตามที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในฐานะเลขานุการเสนอ จากการจัดประชุมระดมความเห็นทั้งในระดับจังหวัด และในระดับชาติ โดยกำหนดยุทธศาสตร์มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของขบวนสวัสดิการชุมชนให้มีบทบาทและความสามารถในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนให้เกิดความยั่งยืน และสร้างความร่วมมือในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนของภาคีที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งเน้นแนวทางการดำเนินงานใน ๗ ด้าน เพื่อให้เกิดการขยายทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ที่สามารถบูรณาการทั้งในระดับพื้นที่และนโยบาย ที่ประกอบด้วย ๑) การพัฒนาความเข้มแข็งของขบวนสวัสดิการชุมชน ๒) การพัฒนากลไกการบริหารจัดการโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ๓) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสวัสดิการชุมชน ๔) การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ๕) การขยายความร่วมมือในการพัฒนาและดำเนินการสวัสดิการชุมชน ๖) การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และ ๗) การประเมินผลโครงการ
นายสมพร ใช้บางยาง กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ย้ำหลักการหรือหัวใจสำคัญของสวัสดิการชุมชนโดยชี้ว่า การขับเคลื่อนต้องยึดหลักการชัดเจน คือ การสร้างองค์กรภาคประชาชนให้เข้มแข็งให้ได้ ทั้งเรื่องการจัดโครงส้ราง เรื่องบุคคลต่างๆ เพราะต้องการให้ภาคประชาชนเป็นคนนำ ในส่วนของกฎหมายที่จะออกมาเพื่อรองรับเรื่องสวัสดิการชุมชน นั้นต้องมีการพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ เพราะเรื่องนี้อยากให้เป็นเรื่องของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเข้มแข็งก็สามารถทำเป็นปฏิญญาของชาวบ้านได้ ถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุนหลักการแนวคิดอาจจะเพี้ยนไป เพราะการที่ชาวบ้านเข้ามาจัดการน่าจะเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วย และเป็นรูปธรรมที่เกิดจากฐานรากอันเป็นความยั่งยืน
นางมุกดา อินต๊ะสาร กรรมการ ผู้แทนองค์กรสวัสดิการภาคเหนือ ระบุว่า ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ลงไปที่ชุมชน เราควรวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนเหมาะสม ไม่เหมาะสมกับชาวบ้าน ที่สำคัญอยากให้ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ อย่างเรื่องการออมเพื่อชราภาพที่เชื่อมโยงการการออมเพื่อสังคม เพราะนอกจากสวัสดิการที่มาจากภาครัฐแล้ว ยังมีสวัสดิการที่ชาวบ้านทำเองด้วย เราต้องเอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง หน่วยงานเป็นผู้สนับสนุนก็จะเกิดการทำงานร่วมกัน เป็นสวัสดิการสังคมที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
นายแก้ว สังข์ชู กรรมการ ผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม โดยระบุว่า ถ้าพูดถึงเรื่องสวัสดิการเรามักจะมองไปที่กฎหมาย แต่สวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องของวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ชุมชนเป็นแกนหลัก เป็นปฏิญญา นี่คือสิ่งที่จะทำงานให้เกิดความยั่งยืน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเข้าไปหนุนเสริม โดยชาวบ้านสามารถบอกได้ว่าท้องถิ่นควรจะสนับสนุนชุมชนอย่างไร ท้องถิ่นก็สามารถรับรองชาวบ้านได้ ถ้าให้ชาวบ้านเป็นแกนหลัก ท้องถิ่นหนุนเสริมกลไกให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับระบบอื่นได้ ชาวบ้านก็สามารถอยู่อย่างปลอดภัยได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
วีดีโอคอนฟีเรนจ์มอบนโยบาย : ชี้ประชาชนเป็นแกนหลัก หน่วยงานรัฐต้องสนับสนุน
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้จัดประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (VDO Conference) กับผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดนครสวรรค์ สุราษฎร์ เลย พิษณุโลก และสระแก้ว ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ได้มอบนโยบายและให้หลักการสำคัญ คือ ๑) ประชาชนต้องเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการแต่ละแห่ง ที่ใดที่ก้าวหน้าจะหนุนเสริมในการเข้มแข็ง เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายมากขึ้น ส่วนประชาชนในส่วนอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่จัดตั้งแล้ว เรียนรู้และเข้ามาสู่ขบวนการได้ ๒) ในระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนเอง ต้องการให้ อปท.มาเป็นแกนหลักมากขึ้น เพราะ อปท.สามารถเข้ามาส่วนร่วมมากขึ้น เพราะฉะนั้น อปท.ควรเข้ามาเป็ยนหลักในการดูแล ๓) สำหรับ กทม. ต้องสร้างกลไกเสริมให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยอาศัยทั้งสามฝ่าย คือ รัฐ ท้องถิ่น และประชาชน จะทำให้การดำเนนินงานของกองทุนไม่โดดเดี่ยว และ ๔) ในส่วนระดับกระทรวงนั้น ต้องมีการติดตามประเมินผลตลอดเวลา ต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องมีอะไรหรือไม่ ทั้งนี้รัฐบาลเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เพื่ออำนวยคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคน
อย่างไรก็ดี การประชุมครั้งนี้ยังได้มีการจัดเสวนา นำเสนอพื้นที่รูปธรรมปฏิรูประบบสวัสดิการโดยชุมชนท้องถิ่นสู่การปฏิรูปประเทศไทย ที่มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดศีรษะเกษ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต นายสำราญ คงนาม กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต และนายกเทศบาลตำบลเกาะคา จังหวัดลำปาง นางสาวเพ็ญพักตร์ รัตนคำฟู ดำเนินรายการโดย นายประพจน์ ภู่ทองคำ เพื่อจุดประกาย และแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้เข้าร่วมประชุม




