กรุงเทพฯ: ขบวนองค์กรชุมชน ร่วมกับ มูลนิธิสัมมาชีพ และสถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน (องค์การมหาชน) จัดโครงการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในขบวนองค์กรชุมชนรุ่นที่ ๑ เสริมสร้างเจตคติของการทำงานเชิงหลักคิด ที่เคลื่อนไปพร้อมกันทั้งขบวนเพื่อชุมชนจัดการตนเอง ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ๑ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ โดยมีผู้นำจากขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ จำนวน ๑๕๐ คน เข้าร่วมงาน
นายสังคม เจริญทรัพย์ คณะประสานงานองค์กรชุมชน และที่ปรึกษา พอช. เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนเพื่อสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ต้องมีผู้นำองค์กรชุมชน ที่เข้าใจและเท่าทันสถานการณ์อย่างรอบด้าน และการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรชุมชน เป็นไปเพื่อให้ชุมชนฐานราก มองเห็นภาพรวมในเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาในแนวทางใหม่ ที่เน้นให้พื้นที่ทั้งในระดับ ตำบล จังหวัด และภูมินิเวศน์ สามารถจัดการตนเองได้ พร้อมๆ ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างระดับพื้นที่ตำบล ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ พอช. ระบุว่า การปฏิรูปสังคมไทยจะเกิดขึ้นได้ ฐานที่ใหญ่ที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงคือชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถลุกขึ้นมาจัดการตนเองในทุกพื้นที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด อันจะนำไปสู่การพัฒนา แก้ไข นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทยให้ดีขึ้น ซึ่งผู้นำเป็นส่วนสำคัญที่จะนำการเปลี่ยนแปลง ขยายผลกับเครือข่ายในพื้นที่ นับเป็นก้าวที่สำคัญของขบวนองค์กรชุมชน
ซึ่งโครงการอบรมฯที่จัดขึ้นนี้เป็นบทบาทเชิงรุกของ พอช. ในการสนับสนุน ผลักดันให้ผู้นำในขบวนองค์กรชุน เป็นเจ้าของการพัฒนา การจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีรูปธรรมในรูปของการตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการขยายผลองค์ความรู้ โดยมุ่งให้เกิด ความรู้เพื่อความเข้าใจแนวโน้มของโลก ทิศทางของประเทศไทย และการเข้าถึงความจริง เพื่อการเข้าถึงแก่นของสารัตถะ อันเป็นบ่อเกิดของบริบทสังคม ชุมชน ครอบครัว และตนเอง รวมทั้งให้เห็นความงามเพื่อการเลือกสรร คัดสรร สรรพสิ่งที่เข้าถึงและเข้าใจ มาปรับใช้ให้เข้ากับชุมชนพื้นที่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในการพัฒนากระบวนการองค์กรชุมชนเป็นโครงข่ายความคิดต่อยอดย่างเป็นระบบ
ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสัมมาชีพ ต้องถือว่ามูลนิธิสัมมาชีพที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยมุ่งสร้างให้สังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนน้อยกว่าประโยชน์ของส่วนรวม ถ้าหากเราสามารถรวมพลัง บูรณาการร่วมกันจะทำให้การพัฒนาฐานรากประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
ในการพัฒนาประเทศ เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับแรกเมื่อปี ๒๕๐๔ ถึงปัจจุบัน ผ่านมา ๕๐ ปี รายได้ประชาชาติ GDP ทั้งประเทศ ตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีพอสมควร เมื่อเทียบค่าครองชีพกับการเติบโตถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นแบบกระจุก ไม่กระจาย ซ้ำกลับสร้างช่องว่างทางสังคมให้ถ่างกว้างขึ้นไปอีก เราจะเห็นชัดอย่างที่จังหวัดระยองมีจีดีพีสูงสุด แต่การกระจายรายได้มีปัญหาที่สุด เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตกอยู่ในมือของกลุ่มนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้กระจายสู่ชาวบ้านในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ซึ่งหากเราไม่ช่วยกันจะมีปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน ยิ่งพัฒนาช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากปัจจัย ด้านหนึ่งคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ อีกด้านคือเรื่องคอร์รัปชั่น ที่จากเดิม ๕ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้เรียกกันถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะปล่อยให้เกิดขึ้นกับประเทศต่อไปหรือ อีกทั้งความเข้มแข็งของชุมชนยังไม่มีพลังพอ เราขาดองค์ความรู้ ขาดโอกาส ขาดเครือข่าย ทำให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มการเมือง ได้ง่าย ทำให้สังคมมีอวิชชาสูง คนขาดคุณธรรม จริยธรรม ถ้าหากเราพิจารณาดีๆ สังคมไทยถึงเป็นแบบนี้ แม้เรามีทรัพยากรที่ดีมากไม่อดตาย รวมทั้งยังมีคนที่ดีอยู่มาก
กิจกรรมที่เกิดขึ้นนี้มูลนิธิฯ ขบวนองค์กรชุมชน และพอช.ได้ร่วมมือกัน หวังที่จะหนุนสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้นำเอาความรู้ที่ได้ไปปรับประยุกต์กับงานที่ทำ เพราะบทบาทของชุมชนท้องถิ่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืนและมั่นคง
ผอ.SIGA จุฬาฯ ชี้โลกไม่ใช่ใบเดิม เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส
“เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิม” หัวข้อบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อปูพื้นฐานสร้างความเข้าใจ และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ให้ข้อมูลโดยกล่าวว่า โลกแบบเดิมที่เรารู้จักกันมานาน มีโครงสร้างแบบพีระมิดจากบนลงล่างชัดเจนตามแนวคิดของรัฐชาติ ต่างคนต่างอยู่เป็นสถาบัน มีแนวการบังคับบัญชาของตัวเอง เปรียบดั่งของแข็งที่มีโครงสร้างของโมเลกุลตายตัว
กาลข้างหน้าโลกจะเผชิญกับปัญหาประชากร ต่อไปชุมชนเมืองจะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เมืองที่คนเกิน ๑๐ ล้านคนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ อดีตมีการปะทะกันทางความคิดระหว่างอเมริกากับรัสเซีย โลกเปลี่ยนจากโลกสองขั้วกลายเป็นโลกหลายขั้ว หรือโลกไร้ขั้ว รัฐต่อรัฐมีความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคพลเมือง ภาคประชาสังคมเริ่มมีพลังมากขึ้น มีการขับเคลื่อนทางสังคมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐ พลังประชาสังคมเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีความเคลื่อนไหวใต้ดินเช่น การก่อการร้าย โจรสลัดโซมาเลีย กองกำลังอิสระ เรื่องยาเสพติด ซึ่งอนาคตจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นอีกมาก
ดร.สุวิทย์ ให้ข้อมูลต่อว่า โลกที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่คงที่ไปสู่โลกที่เลื่อนไหล กำลังทำลายตัวเองลง สภาวะของแข็งเดิมเริ่มหลอมละลายเหมือนขี้ผึ้งที่อ่อนตัว โครงสร้างตายตัวที่มีมาแต่เดิมเริ่มกลายเป็นความสัมพันธ์แบบเครือข่ายที่ไม่ เสถียร ไม่ชัดเจน และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Liquid Modernity” หรือ “โลกที่เลื่อนไหล” การบริหารอยู่บนความไม่แน่นอน ความเสี่ยง อีกทั้งภัยคุกคามทางธรรมชาติ เราจะรับมือสิ่งที่เกินตัวเราได้อย่างไร เรากำลังอยู่ในโลกที่ไร้สมดุล ทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ใครที่ทำมลภาวะเกิดขึ้นชุมชนหนึ่ง แต่ผลกระทบเกิดกับอีกหลายชุมชน เรื่องของคน จากนี้ไปการขาดแคลนอาหาร น้ำ อย่างรุนแรง เราขาดแคลนแรงงาน การบริหารเรื่องคน ทำอย่างไรให้คนในชุมชนมีทักษะมากขึ้น เราจะรับมือได้อย่างไร โจทย์ที่ท้าทายผู้นำขบวนองค์กรชุมชน เราจะเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวขึ้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์ครั้งนี้อย่างไร
นอกจากนี้ ในยุค “โลกเลื่อนไหล” สถาบันและวิธีคิดแบบเดิมๆ กำลังถูกท้าทายอย่างหนักในทุกมิติ ทั้งเชิงสถานที่เวลา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจ แนวคิดทางเศรษฐกิจและการเมือง วิถีชีวิต วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่ง “วิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในโลกยุคใหม่ ก็เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากใช้อธิบายปรากฎการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลกที่เหลื่อมซ้อนทับ กัน (synchronicity) ไม่ได้แล้ว
โครงสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ถือเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของมนุษยชาติ การเติบโตของภูมิภาคเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย แอฟริกา ถือเป็นโอกาสในการขยายตลาดของประเทศไทย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเราต้องเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ๆ เช่น ปัญหาก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาโรคระบาดชนิดใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน
ดร. สุวิทย์ตั้งคำถามต่อไปว่า “เราจะอยู่อย่างไรในโลกใหม่” ที่สับสนวุ่นวาย ไร้ระเบียบ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คำตอบก็คือสร้างจุดสมดุลใหม่ขึ้นมาบนโลกที่เปลี่ยนแปลงนี้ เพียงแต่ในการปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทบทวนกรอบวิธีคิดเดิมในทุกๆ เรื่องว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่หรือไม่ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “ความมั่นคงทางด้านอาหาร : การตั้งรับ ภูมิคุ้มกันในบริบทชุมชน” โดยกล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารเลี้ยงพลเมืองโลกจนติดอันดับ ๑-๗ แต่ในทางตรงข้ามจากข้อมูลขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ทำแผนที่ความมั่นคงด้านอาหาร พบว่า ประชากรไทย ๑๗% มีอาหารไม่พอกิน ขณะที่เด็กนักเรียนชั้นประถม ๕-๗% บริโภคอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการขั้นพื้นฐาน ยิ่งเมื่อดูตัวเลขสถิติการให้นมกับเด็ก พบว่าต่ำสุดในเอเชีย เมื่อเราเป็นประเทศที่ผลิตอาหาร เป็นประเทศเกษตรกรรม เราจะดูแค่เพียงปริมาณ รายได้นั้นเพียงพอหรือไม่
นอกจากการบริโภคย่ำแย่แล้ว คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยก็ตกอยู่ในภาวะรับสารเคมีเกินมาตรฐานความปลอดภัยอีก ด้วย” นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ๘๐% ของครัวเรือนเกษตร มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน นับว่าน้อยมาก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ส่งออกอาหาร แต่ท้ายที่สุดเกษตรกรกลับมีส่วนแบ่งเพียงน้อยนิดในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งความล้มเหลวเหล่านั้นเป็นที่มาของปัญหาหนี้สิน นำไปสู่การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรปัจจุบันเกษตรกรไทยทั่วประเทศกว่า ๖๐% ยังเช่าที่ดิน ขณะที่แนวโน้มค่าเช่าสูงขึ้น ๒-๓ เท่าตัว และมีแนวโน้มใหม่ต่างชาติเข้ามาแย่งใช้ที่ดินเกษตร โดยมีการประมูลราคาให้เช่าที่ดินแข่งกับชาวนา ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปที่ดินจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตแน่นอน
ซ้ำการขยายตัวของการผลิตขนาดใหญ่ การควบคุมปัจจัยการผลิตโดยบริษัทขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ภัยพิบัติ โรคระบาดทางการเกษตร ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ การเปิดเสรีทางการค้าการลุงทุนอาเซียน วิกฤติอาหารและพลังงาน ซึ่งมีมูลเหตุจากการลดลงของเชื้อเพลิงฟอสซิล เราจะรับมือกับวิกฤติอาหารที่เกิดขึ้นกันอย่างไร โอกาสของการเกษตรจะเป็นโอกาสของเกษตรกรหรือบริษัทขนาดใหญ่
นายวิฑูรย์ เสนอทางออกโดยระบุว่า เพื่อความเป็นธรรมในการจัดการที่ดิน ทรัพยากร ปัญหาการถือครองที่ดินโดยบุคคลรายใหญ่ และจำกัดการถือครองที่ดิน รัฐต้องทำให้กฏหมายป้องกันการผูกขาดมีความเข้มแข็งมากขึ้น นโยบายทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม เช่น การส่งเสริมการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมระหว่างบรรษัทกับเกษตรกรรายย่อย ระหว่างเกษตรกรรายใหญ่กับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจเกษตรและอาหารขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ รัฐต้องทบทวน และชุมชนต้องมีมาตรการที่จะจัดการกับเรื่องนี้
๒) เปลี่ยนการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานน้ำมัน เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากร เกษตรและอาหารที่ประเทศเรามีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ มากกว่าการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก อย่างเช่นการทำเกษตรกรรมแบบชีวภาพ ของโรงเรียนชาวนา สุพรรณบุรี ที่กำไรต่อไร่สามารถทำให้ชาวนาอยู่ได้
๓) กำหนดเป้าหมายเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ ๒๕% ของประเทศ และเกษตรกรรมอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อย ๕% ของประเทศภายใน ๕ ปีข้างหน้า โดยพัฒนาแผนการเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรกรรมอินทรีย์ในระดับจังหวัดระดับชุมชน อีกทั้งสนับสนุนกรีนเครดิตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้ได้ ๒๕% ของการปล่อยเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างการเกษตร และเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร
๔) สนับสนุนวิสาหกิจเมล็ดพันธ์ของชุมชน ให้ผลิตเมล็ดพันธ์ลูกผสมขายแข่งกับบรรษัทข้ามชาติ สร้างอิสรภาพทางพันธุกรรม ที่ผ่านกระบวนการคัดพันธ์โดยภูมิปัญญาของชาวบ้าน
๕) ความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภค นโยบายอาหารต้องมาก่อน ยกระดับการจัดการผลผลิตของเกษตรกรเพื่อการบริโภคในครัวเรือนให้ได้มากกว่า ๖๐% เป็นอย่างน้อย ส่งเสริมให้เกิดตลาดในท้องถิ่น ตลาดเกษตรกร ตลาดเกษตรกรรมอินทรีย์ และส่งเสริมการผลิตอาหารร่วมกันระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค
๖) สร้างความร่วมมือของภาคเอกชน-สังคม อย่างเช่นกรณีเครือข่ายชาวนานครสวรรค์ หรือสุพรรณบุรี ที่สามารถมีความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
และ๗) ความรับผิดชอบของบรรษัทข้ามชาติ สังคมต้องตรวจสอบบทบาท ความรับผิดชอบทางสังคม นโยบายภาษีที่เป็นธรรม ต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
ซึ่งแนวโน้มต่อไปการผลิตขนาดใหญ่จะไปไม่รอด ถ้าหากรัฐมองเห็นและหนุนเสริมจะเป็นโอกาสของเกษตรกรและชุมชนที่จะหันมาสร้างเกษตรกรรมขนาดเล็ก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศและโลกต่อไป
อ.แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “โครงสร้างอำนาจอธิปไตย และพัฒนาการทางการเมืองไทย” ชี้สังคมไทยต้องกระจายอำนาจทำให้รัฐเล็กลง และเพิ่มบทบาทประชาอาสาให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น สังคมไทยถึงจะไปรอด
เราอยู่ในปริมณฑลที่ทับซ้อน ทั้งความเป็นปัจเจก ส่วนรวม ชุมชน สังคม และรัฐ สำหรับแดนชีวิตของคนรวมตัวโดยสมัครใจ ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นประชาธิปไตยปรึกษาหารือ แล้วชีวิตของประชาชนอาสา ควรรู้อะไรเกี่ยวกับรัฐบ้าง อย่างแรกใช่หรือไม่ที่รัฐรังแกเรา และใช่หรือไม่เราได้ประโยชน์จากรัฐ และใช่หรือไม่เราร่วมมือกับรัฐบ้าง ปัญหาคือเรื่องขนาดของรัฐไทยที่ใหญ่และการกระจุกตัวของอำนาจที่รวมศูนย์การตัดสินใจในส่วนกลางแทบทุกเรื่อง แทนที่รัฐต้องคิดเรื่องในระดับประเทศ
การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ต้องทำให้รัฐเล็กลง ว่าแต่เรื่องส่วนรวม ไม่ใช่ว่าราชการจังหวัด และกลไกราชการในท้องถิ่น ควรจะมีราชการจังหวัดอีกไหม ตราบใดที่เราไม่สามารถให้อำนาจอยู่ในพื้นที่ ควบคุม ตรวจสอบได้ จะทำให้อำนาจรัฐแข็งมาก กระด้างมาก ถ้ารัฐแข็งภาคประชาชนจะอ่อน ประชาอาสาจะไม่เกิดขึ้น
ในโครงสร้างอำนาจอธิปไตยที่เป็นอยู่ ผมเสนอว่าเริ่มปฏิรูปจากกรุงเทพฯ ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลขึ้นสังกัดอยู่กับกรุงเทพมหานคร รถเมล์ รถไฟฟ้า โรงเรียน ให้สังกัดกรุงเทพมหานคร เพราะภาระกิจทุกอย่างไม่จำเป็นที่ต้องอยู่ภายใต้ส่วนกลาง อำนาจสาระสำคัญของรัฐในทางรัฐธรรมนูญ ภาระกิจด้านต่างๆ นั้นท้องถิ่นสามารถทำได้ทั้งสิ้น
การทำรัฐให้เล็กลง กระจายตัว ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ปัญหาคือการกระจายภาระกิจ อำนาจรัฐเป็นหนึ่งเดียว อย่างเรื่องการจัดการขยะ การเก็บเป็นของ อบต. แต่ที่รวมกลบฝังเป็นบทของ อบจ. บ้านเมืองไม่ได้แบ่งตามพื้นที่ แต่แบ่งตามงาน จะทำให้ความรับผิดมีความลดหลั่น ตรวจสอบได้
ทำอย่างไรรัฐจะไม่อยู่ห่างไกล ใกล้มือ การกระจายจะทำให้บ้านเมืองแข็งแรง เหมือนกระจกบานใหญ่บานเดียว แต่ถ้ามีช่องถ้าแตกก็เพียงช่องเดียว ทำให้กระจกมีโครง ทำให้เล็ก ใส่โครงให้แน่น จะอยู่ร่วมด้วยไม่ลำบาก
ถ้าท่านอยู่ในปริมณฑลของประชาอาสา ต้องทำสเกลอำนาจ ที่เหลือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาอาสาในอำนาจรัฐ จัดโครงสร้างให้เหมาะ จัดช่องทางให้เหมาะในการมีส่วนร่วม เพาะประชาอาสาให้เข้มแข็งขึ้น ทำรัฐให้เล็กลง สร้างช่องทางการเข้าไปมีส่วนร่วม
บุกเบิกประชาอาสา วิสาหกิจชุมชน สร้างกฏหมาย กฏเกณฑ์ ออกมาให้ได้ การมีส่วนร่วมด้านหนึ่งคือการเอาท์ซอส และอีกด้านหนึ่งคือการประชาพิจารณ์ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น คือการให้ข้อเสนอของรัฐถูกสอบวิทยานิพนธ์ ที่มีการไตร่ถาม ค้นหาเหตุและผล รัฐเป็นเพียงคนจัดการประโยชน์สาธารณะ สามเรามีสิทธิที่จะฟ้องศาล หากรัฐละเมิดกฏหมาย ฟ้องในนามพลเมือง
โครงสร้างการเมืองการปกครองในการใช้สิทธิมีโครงสร้างที่รองรับเพียงพอ หากจะดำเนินการอย่างไรผมพร้อมจะเข้าช่วยเหลือ ติดอาวุธทางกฏหมาย อย่าทอดทิ้งอาวุธตัวนี้
ดร.สังสิต เผยเศรษฐกิจไทยภายใต้ธนกิจการเมือง คอร์รัปชั่นปีละ ๒ แสนล้านบาท
รศ.ดร.สังสิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในหัวข้อ “โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” โดยกล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นประกอบด้วยภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการ ในระบบกับนอกระบบ เศรษฐกิจไทย GDP เมื่อปี ๒๕๐๔ – ปัจจุบัน มีอัตราการเติบโตของภาคเกษตรโดยเฉลี่ย ๒.๗๒ นอกภาคเกษตรเติบโต ๖.๘๓ เติบโตเร็วกว่าโดยประมาณ ๒.๕ เท่า
มูลค่านอกภาคเกษตรเติบโตมาโดยตลอด แต่ภาคการเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นภาคที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก มีความผันผวนมาก ภาคเกษตรแบ่งเป็นส่วนธุรกิจ เช่นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าการเกษตร ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากภาคการเมืองที่มองเกษตรเป็นฐานของการเลือกตั้ง นโยบายต่างๆที่ออกมาจึงไม่ค่อยมีความยั่งยืน เพราะคนกำหนดนโยบายเป็นคนที่มาจากกลุ่มธุรกิจผูกขาด หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ภายหลังจากการเลือกตั้งภาคการเกษตรจะมีปัญหาต่อไป เพราะคนที่มาบริหารไม่ได้คิดที่จะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ขาดความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย
รศ.ดร.สังสิตให้ข้อมูลต่อว่า การคอร์รัปชั่นของไทยนั้น ส่วนแบ่งจะตกอยู่ที่นักการเมือง ๕๐% ข้าราชการ ๑๐-๒๐% นักธุรกิจเอากำไรอีก ๓๐% ที่เหลือคือสิ่งที่ตกถึงชาวบ้าน ในหนึ่งปีเงินที่หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างจะสูญไปปีละประมาณ ๒ แสนล้านบาท
ส่วนเศรษฐกิจนอกระบบของไทย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ผ่านมาส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมาก ก่อนการเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ทำให้เกิดกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นอกภาคเกษตรเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคการค้าการบริการ และเริ่มมีบทบาท ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมา คนชั้นกลาง ประกอบกับการปรับตัวของระบบราชการไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่เร็ว
ในขณะที่แนวความคิดเสรีนิยมยังไปได้ไม่ไกล ธุรกิจสีเทายังเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ระบบกฏหมายทางเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยน ประชาธิปไตยต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ ที่ต้องปล่อยให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เช่นในทางการเมือง ความเอนเอียงของหน่วยงานรัฐเกิดขึ้นเสมอ
แนวความคิดประชาธิปไตยเกิดขึ้นในสังคมไทยมานานมาก ความขัดแย้งในสังคมไทยเป็นความขัดแย้งของชนชั้นนำ ระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มทุนใหม่ ถ้าจัดการไม่ดีความขัดแย้งอาจยืดเยื้อเป็นสิบๆปี กว่าความปรองดองจะเกิดขึ้น
ซึ่งมีเรื่องที่ต้องช่วยกันขบคิดต่อว่า ๑) การบริหารจัดการแหล่งน้ำในภาคเกษตรรัฐและสังคมมองอย่างไร ๒) จะเอาปุ๋ยเคมีหรืออินทรีย์ต้องพูดกันให้ชัด ๓) การเชื่อมต่อของรัฐบาลกับภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับกลุ่มคนด้อยโอกาส ทิศทางในอนาคตที่รัฐบาลกับองค์กรภาคประชาชนต้องสื่อสารถึงกันตลอดเวลา ๔) เรื่องระบบประกันสังคมต้องทำ โดยมีการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ๕)อีกเรื่องคือเรื่องสินเชื่อ ที่ปราศจากการค้ากำไร ทั้งในภาคเกษตรและกลุ่มคนจนในเมือง ที่ต้องให้คนจนฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ระบบได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนี้ ภาคประชาชนต้องทำให้ทุนนิยมมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะอย่างไรไม่ว่าพรรคการเมืองไหนที่เข้ามาบริหารก็ต้องมุ่งไปทางทุนนิยมเสรีมากขึ้น
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุการเมืองไทยสู่ยุคการเมืองเปิด ประชาชนต้องรู้ทันนักการเมือง
ดร.จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบรรยายในหัวข้อ “การเมืองไทยในสถานการณ์ปฏิรูป” ระบุการเมืองไทยเป็นระบบผูกขาด ปกปิด และมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอย่างเข้มข้นมากขึ้นทุกวัน การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้การเมืองเปิดกว้างและลดการผูกขาดลงได้ เลือกตั้งทีไร ได้นักการเมืองหน้าเดิมๆ หรือหน้าใหม่ แต่ตระกูลเดิมๆ เพียงสิบกว่าตระกูล เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน เสนอประชาชนควรช่วยกันจับตา ตรวจสอบนักการเมือง ประชาชนเราต้องรู้ทันนักการเมือง ก้าวสู่ยุคการเมืองเปิด ต้องเปิด (โปง) นักการเมือง เพื่อให้การเมืองไทยวันพรุ่งนี้เป็นการเมืองใสสะอาด ปราศจากตัวเชื้อโรคทางการเมือง
การเมืองแบบผูกขาดและปกปิดเช่นนี้มีแต่เรื่องสกปรก ทุจริตคอรัปชั่น จนเกิดเป็นวาทกรรมที่ว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก” ประชาชนพลเมืองดีไม่ควรเข้าไปยุ่งกับพื้นที่การเมือง แค่ไปเลือกตั้งตามหน้าที่ก็มากเกินพอแล้ว การตั้งข้อรังเกียจการเมืองว่าเป็นสิ่งสกปรก กลาย เป็นโทษแก่เราท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพลเมืองดี เพราะ “สิ่งสกปรกปฏิกูล” ที่เรียกว่าการเมืองนี้ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ในบ้านของท่านเอง อยู่ในหม้อข้าว ในตู้กับข้าว ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของท่าน อยู่บนถนนทางเดินที่ท่านสัญจรทุกวัน อยู่ในนาในสวนของท่าน อยู่ในโรงเรียนที่ลูกของท่านเรียน อยู่ในอากาศที่ท่านหายใจ ในน้ำที่ท่านอาบกินเข้าไปทุกวัน
สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นวันที่ ๓ กรกฎาคมนี้นั้น เราต้องช่วยกันชี้ว่า การกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น “การสร้างจังหวัดจัดการตนเอง” ให้รัฐบาลเลิกทำให้ ให้จังหวัดแก้ปัญหาทุกเรื่องในพื้นที่ อบจ.ที่มีอยู่ใหญ่แต่เปลือก รัฐจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดปีละ หมื่นกว่าล้านต่อปี ทำไมเงินถึงไม่ทำให้จังหวัดเจริญขึ้น แต่เป็นงบที่ไปใช้ในการบริหารจัดการ ที่ตกถึงประชาชนเพียงร้อยกว่าล้านเท่านั้น ถ้าเราสามารถจัดการตนเองได้ โดยคนในจังหวัดมีสิทธิในการบริหารจัดการ ช่วยกันดูช่วยกันจัดสรร ปัญหาประดามีที่เกิดขึ้นในจังหวัดก็สามารถจะจัดการลงได้ ไม่ติดกับกรอบนโยบายในส่วนกลางที่มาจากกระทรวง ทบวง กรม
ทุกพรรคมีแนวนโยบายชุดเดียวทั่วประเทศ เป็นยาชุดเดียวที่ใช้ทั้งประเทศ เราควรใช้โอกาสขับเคลื่อนเรื่องกระจายอำนาจ อีกเรื่องคือการกระจายการถือครองที่ดิน ที่ต้องมีการกระจายการถือครอง และจำกัดการถือครอง ใช้โอกาสนี้ขับเคลื่อนนโยบาย จะมีความเป็นไปได้สูง ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่จะรับนโยบายมากกว่านี้ และทำให้นักการเมืองเปลี่ยนนิสัย และเขี่ยออกจากแวดวงการเมือง
ทั้งนี้ดร.จรัสได้แนะนำเว็บไซต์ www.tpd.in.th ที่พลเมืองไทยสามารถทำความรู้จักนักการเมือง พรรคการเมือง ได้รู้จักผลงาน พฤติกรรมนักการเมือง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือก สส.ที่จะถึงในครั้งนี้ นักการเมือง 580 คน ที่เป็น สส.และ สว. ชุดปัจจุบัน ถือครองที่ดินกว่า ๗๐,๐๐๐ ไร่ แล้วอย่างนี้การปฏิรูปที่ดิน การกระจายและจำกัดการถือครองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครอยากรู้ว่านักการเมืองคนไหนมีที่ดินจำนวนเท่าไหร่ อยากรู้เรื่องของนักการเมือง เชิญได้ที่นี่ครับ Thailand Political Database (TPD) ดร.จรัส กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย
ปลายทางของการพัฒนา คือชุมชนเข้มแข็ง
ประชา หุตานุวัตร ผู้อำนวยการสถาบันยุวโพธิชน มูลนิธิสัมมาชีพกล่าวบรรยายในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาใหม่ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ: สัมมาชีพเต็มพื้นที่”
ผู้นำบ้านเราเก่งในเรื่องของการสร้าง GDP แต่ไม่เก่งในเรื่องการสร้างความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องความสุข บ้านเรากลายเป็นศูนย์กลางของการค้าทางเพศที่ทั่วโลกรู้จัก การพัฒนาหากเรามุ่งพัฒนาแบบเศรษฐกิจอเมริกาเราต้องใช้ทรัพยากรของโลกถึง ๕ โลก ในขณะที่น้ำมัน แร่ธาตุกำลังจะหมด ประชากรเพิ่มขึ้น เราใช้น้ำมันมากขึ้น อารยะธรรมที่พึ่งน้ำมันถูกกำลังจะหมดไป และขึ้นสูงจุดสูงสุด หลังจากนี้จะไปต่ออย่างไร ทางหนึ่งพัฒนาเทคโนโลยี หรือเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีสีเขียว หรือจะถอยอย่างสร้างสรรค์ ลดการใช้ทรัพยากร น้ำมัน กลับไปใช้จักรยานร่วมกันรักษาโลก ถอยอย่างมีจังหวะ หากไม่ตระหนักจะเข้าสู่กลียุค การพัฒนาแบบเดิมไปไม่ได้อีกแล้ว โลกานุวัตรกระจายความยากจนและสร้างความหายะให้กับโลก คนเพียง ๒๐% ครอบครองทรัพยากรกว่า ๘๒.๗%
การพัฒนาแบบปัจจุบันเป็นไปไม่ได้และไม่ควรเป็น เพราะจะนำไปสู่โลกที่ไม่น่าอยู่ คนอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีความสุข คนกรุงเทพต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการเอื้ออาทรแบ่งปัน โดดเดี่ยว อารยธรรมที่แท้จริงต้องอยู่กับชนบท อยู่กับบ้าน คำตอบอยู่ที่ชุมชน
ชุมชนเข้มแข็งหมายถึง ต่อเมื่อคนในชุมชนรู้สึกว่าไม่ด้อยกว่าคนในเมือง ต้องเลิกเชื่อว่าเราด้อยกว่า ต้องปฏิเสธวิธีคิด กระบวนทัศน์เดิม ชีวิตที่ดีต้องร่ำรวย ใส่สูทผูกไทด์ ต้องปฏิเสธคุณค่าที่ยัดเยียดให้เรา สังคมบูชาคนมีเงินต้องมีบ้านมีรถ ไม่นับถือคนแต่นับถือวัตถุ ต้องมีความเป็นตัวเองทางวัฒนธรรม นับจากรัฐกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน รัฐไทยยังเป็นรัฐรวมศูนย์ เป็นการปกครองจากกรุงเทพฯ
ในขณะนี้ชุมชนที่เข้มแข็งชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ คนเริ่มกลับมาสร้างเริ่มสร้างเงินตราท้องถิ่น กลับไปหาการเกษตร และการมีส่วนร่วม ที่หมายถึงการแบ่งอำนาจ ที่ผู้นำให้มีส่วนในการตัดสินใจ ถ้าเราเข้มแข็งเราสามารถรับมือกับการเมืองกระแสหลัก ไม่ถูกแบ่งแยก และที่สำคัญเราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เราต้องสร้างระบบการศึกษาของท้องถิ่นเอง
“ดร.เพิ่มศักดิ์” แนะตัดสายบัญชาการอำนาจส่วนกลาง คืนการตัดสินใจให้ชุมชนท้องถิ่น
ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมณ์ อดีตคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.)กล่าวบรรยายในหัวข้อ “มิติชุมชน : วิธีคิดท้องถิ่นว่าด้วย สิทธิ อำนาจ และการจัดการทรัพยากร” โดยระบุว่า สังคมไทยขณะนี้ยิ่งดิ้นยิ่งลึกเหมือนเกวียนที่ติดหล่ม คนที่เอาเปรียบกลับได้เปรียบมากขึ้น คนที่จนๆทั้งสิทธิ จนทั้งโอกาส จนทั้งอำนาจการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น โครงสร้างอำนาจยุคหนึ่งคือยุคศักดิ์นา ที่รวบอำนาจมาที่สวนกลางรวมศูนย์เพื่อต่อสู้กับการล่าอาณานิคม ความเป็นประเทศไทยอาจไม่เกิด รวมชาติเป็นไทยได้ อีกครั้งหนึ่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราถูกต่างชาติบีบให้ต้องรวมศูนย์ให้สัมปทาน แสวงหาตักตวงประโยชน์ ช่วงนั้นประชาชนสูญเสียสิทธิในการปกครองตนเอง ทรัพยากรธรรม ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ที่เสียสิทธิมา ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ประเทศยังโชคดีที่มีทรัพยากรเหลือเฟือ อุดมสมบูรณ์ ดินดำน้ำชุ่ม
ตั้งแต่แผน ๑ เมื่อเราเปิดประเทศมากขึ้น จอมพล ป.ได้ออกกฏหมายที่ดินที่จำกัดสิทธิไม่ให้ชาวต่างชาติถือครอง ทำเกษตรไม่เกิน ๕๐ ไร่ ผ่านไปประมาณ ๒๐ ปี มีการยกเลิก ปล่อยให้มีการถือครองที่ดินได้อย่างเสรี ปัญหาการเข้ามาครอบครองทรัพยกร ป่าไม้ ทะเล แหล่งน้ำ แร่ธาตุ อำนาจอยู่ที่รัฐสวนกลาง การกระจายเรื่องสิทธิ อำนาจ ผลประโยชน์ ในสภา สส.มีรากเหง้ามาจากคนรับสัมปทาน ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพยากร ผลประโยชน์ทางการเมือง
ในด้านเศรษฐกิจ มีการดึงเงินทุนออกมาจากชาวบ้าน กู้ก็เสียเงิน ฝากก็เสียเงิน อำนาจทุนรวมที่ส่วนกลาง ภาษีถูกดึงเข้าสู่รัฐบาลกลาง ทรัพยากรทางเศรษฐกิจอยู่กับอำนาจส่วนกลางเท่านั้น ชาวนาปลูกข้าวแต่ไม่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีโควต้า ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ยิ่งทำยิ่งจน เพราะนโยบายที่เข้ามาส่งเสริมทำให้เราหลุดออกจากวิถีที่พออยู่พอกิน จากทำนาปีละครั้ง พอส่งเสียส่งลูกเรียนได้ แต่เมื่อมาทำนาปีละ ๒-๓ ครั้ง เมื่อผ่านไปสักระยะกลับมีหนี้สินจนต้องสูญเสียที่ดิน ทรัพยากรทางสังคม การศึกษาเมื่อก่อนอยู่กับครอบครัว วัด ร่วมกัน ลูกหลานดูถูกวิถีพ่อแม่ตนเอง การศึกษาเมื่ออยู่ในมือของทุน เป็นการศึกษาเพื่อรับทุน ไม่ใช่การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม ศาสนาก็ไม่ต่างกัน ที่ปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นพุทธพานิช เราจะพึ่งพาผู้นำทางจิตวิญญาณได้จากที่ไหน
เราสูญเสียวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ที่ถูกกลืนไปกระแสการบริโภค เมืองไทยไม่ได้อยู่ได้เพราะการเติบโตของ GDP แต่เป็นเพราะวัฒนธรรม คุณภาพทางกายภาพสูง คุณภาพชีวิตต่ำ กฏหมายของรัฐบาลแต่ละยุคออกมาเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านมีหรือไม่ ฐานชีวิตของเราอยู่ในรัฐส่วนกลาง ที่ใช้ผู้ว่า นายอำเภอ ตำรวจมาสั่งการ อำนาจของชุมชนเมื่ออยู่ในมอคนส่วนน้อย และใช้อำนาจมาดูแลไม่ทั่วถึง ผู้ว่าดูแลใคร ใครดูแลประชาชน เดือดร้อนมาพึ่งใคร ที่ผ่านมา อยากให้ทุกท่านลุกขึ้นมา
เรื่องแรกต้องลุกขึ้นมาตัดสายบัญชาการ อย่างแรกฐานทรัพยากร ไม่มีทางที่จะจัดการได้ ถ้าอนาจยังอยู่ที่กระทรวง รัฐมนตรีมาสั่งการ อำนาจอยู่กับชาวบ้าน อาจอยู่กับรัฐส่วนกลาง ต่างกันอย่างไร อย่างการจัดการป่าชายเลน ถางก่อนแล้วค่อยปลูกใหม่ เพราะระเบียบว่าไว้ ไม่ได้พิจารณาจากความเป็นจริงของชุมชน เรื่องทรัพยากรทางเศรษฐกิจ งบทางเกษตรปีละหลายหมื่นล้าน เรื่องการเมือง คือเรื่องของประชาชน จะสร้างการเมืองที่มารับใช้สังคม เศรษฐกิจ เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องเปลีย่นที่สภา เปลี่ยนที่กฏหมาย ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากตัวท่าน
หัวใจการจัดการทรัพยากร การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม ต้องอยูในมือชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมยังไม่เข้มแข็ง และกระจายทั้ง ๘ พันกว่าต่ำบน มีทั้งที่ยังไม่ตื่น ขณะนี้เราสามารถจัดการตนเองได้อย่างมั่นใจหรือยัง ถ้าไม่แข็งแรงเพียงพอ ที่ผ่านมาเราใช้แผนแม่บทในการเคลื่อน อำนาจไม่ได้อยู่ในชุมชน เพราะเงินอำนาจอยู่ที่กระทรวง
เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้อำนาจส่วนกลางมาอยู่ในมือชุมชนท้องถิ่น ใช้อำนาจพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตนเองให้ดีขึ้น การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เราต้องรณรงค์ชูนโยบาย รวมเสียงกัน พรรคไหนสนใจนโยบายนี้เราจะสนับสนุนท่าน ต้องสร้างเงื่อนไขและการต่อรอง สร้างประเด็นในระดับตำบลเจรจาต่อรองกับนักการเมืองในท้องถิ่น อำนาจ งบประมาณ ระเบียบกฏหมายต่างๆ ถ้าเรามีมวลชน เราสามารถจะนำสังคมออกจากกับดัก สามแรงต้องไปด้วยกัน ภาคประชาชน ผู้นำ นักพัฒนา รัฐต้องสนับสนุน
วิถีชีวิตของผู้คนบ้านเรา ยังมีวิถีที่พึ่งพากับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ในอดีตชุมชนหากินหาอยู่กับธรรมชาติ ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ผลผลิตขึ้นอยู่กับธรรมชาติ วัฒนธรรมก็จะเป็นวัฒนธรรมที่เคารพธรรมชาติเช่นกัน
การใช้ประโยชน์จากป่าเป็นผลิตอาหารเลี้ยงผู้คน หนองน้ำให้ปลาให้อาหารการกิน หากเหลือจากกิน ก็แบ่งกันกินหรือขาย มีการถนอนอาหารไว้เพื่อกินตลอดทั้งปี ในชุมชนเราอยู่กับการผลิตที่เป็นความสัมพันธ์ในแนวนอน คนเราเท่ากัน แต่การผลิตเพื่อขายทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนกับธรรมชาติเปลี่ยน
หากเราตัดไม้ทำลายเราก็กระทบโดยตรง หน่วยทางนิเวศที่แบ่งที่ดีที่สุดคือแบ่งตามลุ่มน้ำ ในเรื่องระบนิเวศ การที่คนกรุงเทพฯ ผันน้ำมาจากแม่กลอง ในอนาคตหากคนแม่กลองจะเอาคืน จะเป็นอย่างไร ทรัพยากร ลุ่มน้ำหนึ่งเคยเลี้ยงดูคนในลุ่มน้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างคนใช้น้ำก็เป็นในเชิงแนวนอน แต่เมื่อมีการผันน้ำไปสู่ที่อื่นความสัมพันธ์เริ่มซับซ้อน เป็นความสัมพันธ์ในแนวตั้งระดับประเทศ
ความพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ มีความซับซ้อนมากขึ้น จากการพัฒนาเพื่อรองรับความเจริญทางเศรษฐกิจ ต้องมีการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างเขื่อนปากมูล ได้ส่งผลกระทบกับคนในลุ่มน้ำมูล ที่การตัดสินใจจากส่วนกลางได้แลกไปกับสูญเสียของธรรมชาติ หรือเขื่อนไชยบุรีที่กำลังจะสร้างกั้นแม่น้ำโขง ต้องส่งผลกระทบและซับซ้อนมากขึ้น
ไม่เกิน ๑๕๐ ปี ที่มนุษย์เริ่มผลิตเครื่องจักร มีเทคโนโลยี สังคมโลกเปลี่ยนไปมาก เมื่อเข้าสู่ยุคพึ่งเครื่องจักรใช้เชื่อเพลิงฟอสซิล ขนส่งผลผลิตจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ต่างจากเมื่อก่อนที่ผลิตเพื่อกินเอง เริ่มมีการแย่งชิงทรัพยากรจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เมื่อเราเอาทรัพยากรออกไปทำให้เกิดความเสื่อมโทรม
ในสังคมอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยน ระบบความซับซ้อนทำให้คนเราเอาตัวออกห่างความซับซ้อนที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง จริยธรรมของมนุษย์ สิ่งที่ไม่ซึ่งหน้า ปัญหาหลายปัญหาต้องกลับมาที่คำถามพื้นฐานว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ เดิมมนุษย์คล้ายกับเสือในห่วงโซ่อาหาร แต่มนุษย์มีความซับซ้อน มีการเมือง มีการจัดการขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นเกิดขึ้น
เปลี่ยนจากผู้ตามมาเป็นผู้นำ กระบวนทัศน์ชุมชนท้องถิ่นยุคใหม่
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวในหัวข้อ“ทิศทาง แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยขบวนองค์กรชุมชน” โดยชี้ว่า การเมืองสมัยใหม่ เป็นการเมืองของชุมชนท้องถิ่น ที่ภาคประชาชนเป็นหลักในการขับเคลื่อน ท้ายสุดจะอยู่ที่การออกแบบระบบจังหวัด ที่มีการเชื่อมโยงจากระดับตำบล เกิดเวทีร่วมต่อโยงภาคเอกชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น จังหวัดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการเปลี่ยน เรามีฐานคน ฐานงาน ฐานความคิดมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ที่ปรึกษา พอช. ให้ข้อมูลต่อว่า วันนี้งานขบวนองค์กรชุมชนไม่ใช่บริบทเหมือนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เพราะมีการเปลี่ยนแปลง มีการทดลอง ลองผิดลองถูก นับจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (ZIP) ที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา” เราเป็นเจ้าของ เป็นคนคิด เป็นคนพัฒนา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนมีการตั้งหลัก ขับเคลื่อน จากการจัดทำแผนชุมชน ที่อดีตเป็นแผนคนอื่นที่มาคิดมาทำให้
แผนชุมชนเริ่มจากตนเอง ภายใต้ทรัพยากรของชุมชนเอง ๑๐ ปี เราเห็นการเปลี่ยน จนมีการตั้งสภาองค์กรชุมชน จุดเริ่มที่ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ เริ่มมาคิดมาคุยกันมากขึ้น มาแชร์แผนกัน มีกระบวนการจัดทำข้อมูล จัดระบบน้ำ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย และเชื่อมโยงกันด้วยสภาองค์กรชุมชน ที่มีตำบลมากกว่าครึ่งประเทศที่ลุกขึ้นมา
การเปลี่ยนไม่ใช่การเปลี่ยนแบบเล่นๆ เป็นการเมืองใหม่ของชุมชนซึ่งขาดอำนาจ ถูกกระทำจากนโยบายเรื่อยมา ค่อยๆ มีการจัดอำนาจของระบบการพัฒนาท้องถิ่นใหม่โดยพวกเราเป็นผู้จัดการ แต่ยังไม่เข้มข้น แต่เริ่มมีการผลิก หน่วยงานต่างๆ เริ่มเข้ามา มีการเชื่อมโยงแผน ชุมชนท้องถิ่นเริ่มมีการจัดอำนาจ มีส่วนร่วมกำหนด คิดที่จะแก้ปัญหาในท้องถิ่น ฟื้นทรัพยากร จัดระบบการแก้หนี้การจัดสวัสดิการ จัดการพัฒนาของท้องถิ่นครั้งสำคัญ
หน้าตาขององค์กรท้องถิ่นแบบใหม่ อปท.ไม่ได้ตัดสินโดยลำพัง ขบวนองค์กรชุมชนมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้น มีการบริหารแนวทางที่ประชาชนอยากเห็นมากขึ้น ประชาชนได้องค์กรท้องถิ่นคืนมา ได้ความร่วมมือกับหลายฝ่าย ทำให้มีความมั่นใจ เชื่อมั่นว่าจัดการได้ เราไปที่อำเภอ ศาลากลางจังหวัดได้ ต่อรอง เสนอแผนจังหวัด เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ที่เริ่มต้นขึ้นและกำลังจะไปต่อ
ในประเทศแถบเอเชียไทยมีการรวมศูนย์มากที่สุด รัฐบาลส่วนกลางกุมอำนาจการตัดสินใจได้คล่องตัว กรมป่าไม้ ดูป่าทั่วประเทศ กรมที่ดินก็ดูแลที่ดินทั่วประเทศ ในบางพื้นที่มีการประกาศกฏหมายทับซ้อนกันหลายหน่วยงาน ซึ่งเป็นการให้อำนาจในการบริหารจัดการกับหน่วยงาน ทำให้ชุมชนไม่สามารถจะกำหนดหรือตัดสินใจอะไรได้
นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เป็นนโยบายที่เป็นผู้รับเหมาพัฒนาประเทศ ทำโน้นนั่นนี่ให้ ไม่มีนโยบายที่ให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการเอง ระบบทุนชาติ ทุนโลก เข้ามาไปสูทุกหย่อมหญ้า มีการเกร่งกำไรที่ดิน ทำไปทำมา คนไม่มีที่ดินทำกินมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทุนที่เข้ามาเริ่มเข้าเป็นเจ้าของทรัพยากร ความเป็นเมืองเริ่มเข้าสู่ชนบท สังคมกลายเป็นปัจเจกมากขึ้น เป็นการเติบโตที่ไร้ทิศทาง
ท่ามกลางปัญหา และการช่วงชิงทางการเมือง โอกาสหนึ่งที่เกิดขึ้นคือพรรคการเมืองต่างๆ เอาใจชาวบ้าน สร้างโอกาสในการกำหนด ต่อรอง และเป็นผู้เสนอความเป็นไปทางสังคม เป็นการเปลี่ยนในทางโครงสร้าง
ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาจังหวัด พัฒนาคน เริ่มกำหนดการพัฒนามากขึ้นๆ เมื่อก่อนมีเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม มาช่วยเราทำ วันนี้เราตั้งหลักเป็นตัวของตัวเองได้ เราสร้างระบบการเมืองที่เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ มีการเริ่มทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ที่ชุมชนท้องถิ่นสร้างการพัฒนาจากชุทชนท้องถิ่น มีการคลายอำนาจ และฟังชุมชนมากขึ้น เรามีโอกาสในการจัดการตนเองมากขึ้น การตัดสินใจเริ่มกลับมาสู่ชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
เอาเศรษฐกิจของท้องถิ่นคืนมา มีการฟื้นฟูครอบครัว ชุมชน เราต้องปฏิรูปชุมชนท้องถิ่น เราต้องลงมือเอง ตั้งลูกจัดระบบในกลไกในการพัฒนา ช่วยกันคิดทำทั้งผืนใหญ่ ไม่แค่ผู้นำไม่กี่คน ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารชุมชนท้องถิ่นด้วยกัน สร้างการจัดการในแนวราบ มีการจัดทำข้อมูล หากต้องการปฏิรูปที่ดินควรมีการจัดทำแผนที่ที่ดินในพื้นที่ เพื่อจะนำมาวางแผนจัดการใหม่ มีการจัดระบบไร่ร่วม นาร่วม ฯลฯ
เราอยู่ในพื้นที่เราฟื้นได้ คนภายนอกเป็นแค่ผู้เอื้ออำนวย จากนี้ไปเราจะจัดการเอง ระบบการจัดการต้องตั้งที่เรา กลับข้างการกำหนดทิศทาง มีการโยงระบบทุน เป็นทุนของชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการพัฒนาที่จะก้าวไป สร้างพื้นที่เศรษฐกิจขึ้นใหม่ ทุกอย่างต้องบริหารโดยชุมชนท้องถิ่น มิใช่หน่วยงานของรัฐ ให้เราจัดเอง ไม่ใช้ถูกจัดจากคนอื่น เราต้องมีข้อมูล
ทิศข้างหน้าเราต้องเป็นขบวนชุมชนท้องถิ่นแนวใหม่ที่มีการจัดระบบข้อมูล เป็นฐานในการวางทิศทางการพัฒนา มีการกำนดแผน ๓ ปี ๕ ปี เอาลูกหลานกลับมา เชื่อมั่น สถาปนาความรู้ในท้องถิ่นให้สังคมยอมรับ สร้างความรู้ พัฒนาคน สร้างสภาองค์กรชุมชนให้เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยง ส่งแรงในการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น
การเมืองสมัยใหม่ เป็นการเมืองของชุมชนท้องถิ่น ที่ภาคประชาชนเป็นหลักในการขับเคลื่อน ท้ายสุดจะอยู่ที่การออกแบบระบบจังหวัด มีการเชื่อมโยงจากท้องถิ่น เกิดเวทีร่วมต่อโยงภาคเอกชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น จังหวัดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการเปลี่ยน เรามีฐานคน ฐานงาน ฐานความคิดมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
เราจะไม่เป็นเหยื่อในทางการเมือง เราต้องการคิดเอง วางแผนเอง จัดการเอง เปลี่ยนจากผู้ตามมาเป็นผู้นำ เป็นกระบวนชุมชนท้องถิ่นยุคใหม่
ทั้งนี้การที่ขบวนองค์กรชุมชนจับมือภาคี เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง สู่การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นนั้น นอกจากรุ่นที่ ๑ แล้วจะมีการจัดการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ ๒ ขึ้นอีกครั้งหนึ่งเร็วๆนี้ โดยจะสรุปบทเรียน และปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อรองรับกับการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในอนาคตต่อไป
เรื่อง/ภาพ : รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน




