เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา ได้กล่าวปาถกฐาพิเศษ ในหัวข้อ “สานพลังชุมชนท้องถิ่นและภาคีสู่การจัดการตนเอง” ในงานสมัชชาเครือข่ายองค์กรชุมชน “สานพลังชุมชนท้องถิ่นและภาคีสู่การจัดการตนเอง” และการจัดประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ ณ ห้องเอนกประสงค์ (๒๐๙) ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
นายไพบูลย์ได้กล่าวถึงสถานการณ์ภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหมดสิ้นไปเมื่อไหร่ ทำให้คิดถึงพี่น้องเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่ในภูมิภาคทั้งหลายทั่วทุกภาคที่ประสบภัยพิบัติมาเป็นเวลาหลายเดือน ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่จำได้ เพราะเกิดบ่อยและซ้ำซากมาก และกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้คิดต่อว่านี่คือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราต้องมาร่วมจัดการภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นใช่หรือไม่ แต่เรื่องนี้จัดการตนเองอย่างเดียวไม่พอ ต้องร่วมกันจัดการทั้งประเทศและทั้งโลก เพราะมหันตภัยนี้ไม่ได้มาจากธรรมชาติตามปกติ แต่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ด้วย
และได้ระบุถึงบทความ “ยุคแห่งมนุษย์” ในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศว่า ตลอดเวลา ๑ พันปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่มีความมั่นคงพอสมควร โลกในยุคนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก หากนับตั้งแต่ ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว มนุษย์เริ่มครองโลกอย่างที่ไม่เคยมีสัตว์ชนิดใดทำมาก่อน และมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงได้ น้ำมันอยู่ใต้ผิวโลกขุดเอามาใช้ได้ แร่ธาตุต่างๆ ทั้งบนผิวโลกและใต้ดินขุดนำมาใช้ เช่น ถ่านหิน ซึ่งเกิดผลกระทบต่อมาคือการใช้พลังงานอย่างมหาศาล สร้างผลเสียต่อชั้นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม เกิดภาวะเรือนกระจก และในอนาคตประเทศจีน และประเทศอินเดีย เริ่มเป็นประเทศที่เจริญขึ้น หากมีความเจริญเท่ากับประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ จะเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลตามมา
อาจาร์ยไพบูลย์ กล่าวต่อว่า อย่างในประเทศไทยเอง มีความต้องการใช้ทรัพยากรมากขึ้น มีการนำพืชที่ไม่ควรมีในป่าไปปลูกในป่า เช่น ต้นยาง หรือปาล์มน้ำมัน และ ๖๐ ปีที่ผ่านมา ประชากรไทยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งได้สร้างความกดดันต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันประชากรไทยเพิ่มขึ้นกว่า ๖๗ ล้านคน มีการใช้ทรัพยากรมากขึ้น ขณะนื้ปลาในทะเลเริ่มลดลงมาก รวมถึงปลาในลำคลอง เริ่มมีการปลูกพืช GMO มากขึ้น และเกิดผลเสียอย่างมากที่เห็นอยู่ในขณะนี้คือผลเสียในรูปแบบมหัตภัยจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำแล้ง การใช้สารเคมีเพื่อจะผลิตให้พอกินพอใช้ นี่เป็นการจัดการของคนไทยและโลกที่นอกเหนือฤดูกาล
นอกจากโลกเรามีพลเมืองเป็นจำนวนมาก เรายังโลภมากอีก มีคนมากยิ่งโลภมาก และกินมากขึ้น จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม ขณะเดียวกันคุณงามความดีที่มีอยู่ก็ลดน้อยลง พอเจอความกดดันแก่งแย่งน้ำใจเริ่มหาย อย่างคนในชนบทเป็นคนมีน้ำใจมาก แต่มีความยากจน จึงต้องมาทำงานในเมือง และเกิดการแข่งขัน น้ำใจจึงลดน้อยลง เป็นอย่างนี้ทั่วโลก เป็นมหันตภัยที่เกิดผลกระทบอย่างมหันต์ ซึ่งเกิดจาก ๑) สัดส่วนประชากรต่อทรัพยากรธรรมชาติไม่สมดุลย์ ๒) วัตถุนิยม โลภะนิยม บริโภค เห็นแก่ตัว การแก่งแย่งเพิ่มขึ้น และ ๓) ความดีงามลดน้อยถอยลง
“การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นจึงไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงด้านเดียว ปัญหาเริ่มแรกคือ กรงที่ขังตัวเราเอง กรงที่เป็นความอ่อนด้อยในการจัดการตนเอง ผมพูดเช่นนี้เพื่อให้เราทั้งหลายตั้งสติและคิดตามว่ามีความเป็นจริงแค่ไหน ว่าเรามีความสามารถดีพอใจการจัดการตนเองมากน้อยแค่ไหน การจัดการตนเองที่ดีคือการจัดการตัวเราเอง เช่น จังหวัดขอนแก่น ครูสนได้มีแนวคิดที่ว่าการปฏิรูปเริ่มที่ตนเอง พระพุทธเจ้าท่านได้สอนว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ การที่จะทำอะไรที่ดีได้ต้องเริ่มจากสิ่งที่เล็กที่สุด”
เราจะเช็คได้อย่างไรว่าเราจัดการตนเองดีแค่ไหน สิ่งที่จะรู้ทั้งง่ายและสำคัญมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑) ความดี ๒) ความสามารถ และ ๓) ความสุข หากเราจะจัดการตนเองต้องถามว่า เรามีความดีไหม เรายังกินเหล้าเมายาอยู่ไหม เรายังอารมณ์ร้อนด่าว่าผู้คนอยู่ไหม เรายังเกียจคร้าน เรามีน้ำใจต่อผู้อื่นไหม เรามีความสามารถที่จะคิด ทำ และจัดการ และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นมากแค่ไหน ทางด้านความสุข เรามีความสุขทางกาย ทางใจ ทางจิตวิญญาณแค่ไหน เพราะหากเราจัดการตัวเองไม่ได้แล้วเราจะจัดการผู้อื่นได้แค่ไหน จากการจัดการตัวเรา ขยายสู่ครอบครัว กลุ่ม/องค์กร ชุมชน หมู่บ้าน-ตำบล-เขต ใช้มาตราวัด ๓ ตัวเท่ากัน ชุมชนที่มีการจัดการได้ไม่ดี ส่วนใหญ่ด้อยความดี รวมถึงการผสานภาคี ทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานเราจัดการได้แค่ไหน
ในส่วนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง นายไพบูลย์มีความเห็นว่า
เราต้องปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างทางเมืองการปกครองให้จังหวัดและท้องถิ่นจัดการตนเอง และอย่างลืมที่เราต้องจัดการตนเองให้ดีและทำให้ได้ สิ่งที่เราอยากจะทำรวมถึงการประสานภาคีพัฒนา การสานพลังชุมชนท้องถิ่น เป็นการทลายกรงยักษ์ หรือกรงเหล็ก ๓ ชั้น คือ
กรงชั้นที่ ๑ คือ กรงความอ่อนด้อยของพวกเราเองทั้งประเทศ เรามี ๘ หมื่นกว่าหมู่บ้าน เรามี ๘ พันตำบล เรามีเทศบาลเกือบ ๒๐๐ เมือง ถามว่าที่ไหนเข้มแข็งหากวัดจากความดี ความสามารถ ความสุข เราต้องทลายกรงนี้ให้ได้
กรงชั้นที่ ๒ คือ กรงที่เป็นโครงสร้าง ระบบการเมือง การปกครอง โดยเฉพาะระบบรวมศูนย์อำนาจ
กรงชั้นที่ ๓ คือ กรงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ต่อตนเอง และต่อธรรมชาติ
เราต้องทลายกรงทั้ง ๓ ชั้น เราจะสานพลังชุมชนท้องถิ่น ยิ่งมีอุปสรรคยิ่งต้องสร้างพลัง ยิ่งมีปัญหายิ่งสร้างปัญญา เราต้องใช้พลังทางสังคม ใช้พลังปัญญาความรู้ และพลังภาคการเมืองจะตามมาภายหลัง หวังว่าพลังของเรา จะมีความเข้มแข็ง ทั้งความคิด ความสามารถ ความดี ความสุขทั้งกายใจและจิตวิญญาณ อาจาร์ยไพบูลย์ กล่าวสรุปทิ้งท้าย
ด้านนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในเวทีอภิปราย “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ว่า ที่ผ่านมาเราพัฒนาทุกอย่างที่ยอดเจดีย์ นับตั้งแต่เริ่มสถาปนารวมศูนย์อำนาจ ทุกอย่างรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง จากชุมชนที่เคยจัดการตนเองได้ปัจจุบันหายไป การปฏิรูปประเทศคือการกลับคืนสู่ภาวะปกติเหมือนในอดีต เราควรมีอำนาจในการจัดการทรัพยากร รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆของตนเอง ให้เป็นการพัฒนาจากฐานของเจดีย์ หากเรายังปล่อยให้มีการจัดการแบบบนลงล่างไปเรื่อยๆ ในท้ายสุดชุมชนจะอ่อนแอ โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของท้องถิ่น กับวัฒนธรรมส่วนกลาง ปัจจุบันโลกทั้งโลกพาเราให้คิดเหมือนกัน เป็นวัฒนธรรมทุนนิยมพาไป เราทิ้งรากเหง้า อีกทั้งที่ผ่านมาชุมชนท้องถิ่นไม่เกิดการเรียนรู้เรื่องของตนเอง เพราะเรามัวแต่เรียนรู้ที่อื่นแต่ไม่เรียนรู้ชุมชนตนเอง และจากการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้เกิดการทุจริตมหาศาล ถ้าชุมชนเข้มแข็งการผูกขาดอำนาจจะทำได้ยาก
เราเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะอำนาจประชาชนอ่อนลงเรื่อยๆ อำนาจทุนธุรกิจและรัฐกลับเข้มแข็งมากขึ้น เราต้องมีอำนาจที่ ๔ คืออำนาจปัญญา ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ มีกฏหมายอะไรที่ขัดขวางการที่ชุมชนจัดการตัวเองไม่ได้ เราต้องศึกษาเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มองเป็นเขาเป็นเรา ส่วนหนึ่งเราทำเอง ส่วนหนึ่งเรียกร้องรัฐ ซึ่งมีข้อเสนอกับขบวนองค์กรชุมชน ดังนี้
๑) สภาองค์กรชุมชน ที่เกิดขึ้นมาเป็นโอกาสทองในการสร้างความเข้มแข็ง รวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ ๒) ทำข้อมูลชุมชนพื้นที่ของเรา ให้เห็นศักยภาพ ภูมิปัญญา จุดอ่อนจุดแข็ง เพราะเป็นเรื่องปัญญาความรู้ ๓) ต้องทำแผนชุมชน หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ เมื่อก่อนเป็นเรื่องของราชการ ปัจจุบันนี้เราต้องทำแผนเอง ๔) เราต้องดึงรัฐเข้ามา ท้องถิ่น ท้องที่ ราชการ เพราะหน่วยงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา โดยวางเป้าหมาย ๑ ปีข้างหน้าให้ชัด โดยทำแผนตำบลแบบไม่มีใครมาสั่งการ และมีทุกฝ่ายมาร่วม ในขณะที่การปฏิรูปประเทศในเชิงโครงสร้างก็ทำคู่ขนานไปพร้อมกัน นายแพทย์อำพล กล่าว
สอดคล้องกับพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการ พอช. ที่กล่าวกับที่ประชุมโดยชี้ว่า ยุทธศาสตร์ของ พอช. ที่ว่าชุมชนเป็นหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง หมายถึงชุมชนในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นที่ต้องร่วมมือกันทำงานพัฒนา สิ่งที่เราต้องคิดคือเราจะชนะได้อย่างไร How to win ซึ่งยุทธศาสตร์นั้นไม่ใช่แผน แต่เป็นวิธีการที่จะเอาชนะ ปัญหาทุกปัญหานั้นมีหน่วยงานรับผิดชอบทั้งสิ้น
ในการสานพลังนั้นให้มีข้อพึงระวังในการจัดการตนเอง ตำบลจัดการตนเอง หรือจังหวัดจัดการตนเอง อยู่สองด้าน หนึ่งเรื่องของฉันเธอไม่เกี่ยว อีกมุมเรื่องของเธอฉันไม่เกี่ยว
ส่วนเรื่องของสภาองค์กรชุมชนที่เป็นเวที เป็นพื้นที่ในการหารือแลกเปลี่ยน และเครื่องมือคือแผนพัฒนาชุมชน ซึ่งบ้านเราเริ่มมีแผนชุมชนมาตั้งแต่ปี ๔๖ แต่ก็ยังไม่สามารถทะลุเป็นแผนที่แท้จริงได้ ซึ่งสิ่งที่เราทำ What to do นั้นเป็นกิจกรรม เรื่องแผนเป็นเรื่องที่สำคัญของสภาฯ แผนชุมชนคือการปฏิรูปประเทศไทยจากล่างขึ้นบนแต่ต้องทำทุกชุมชน ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วิธีงบประมาณ ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาไม่มีทางสำเร็จ
แผนคือกำหนดการในการที่จะปรับปรุงพัฒนาเปลี่ยนแปลง จากสถานภาพปัจจุบันไปสู่อนาคตด้วยวิธีและในเวลาที่กำหนด และต้องมีองค์ประกอบจาก ๔ หน่วยงาน คือ ชุมชน หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นท้องถิ่น และท้องที่ ความสำคัญของแผนชุมชนคือการปฏิรูปประเทศไทย ถ้าชุมชนไม่ลุกขึ้นมาจะเกิดการปฏิรูปได้หรือไม่ ถ้าเป็นเพียงโครงการเย็บเล่มจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่าเรามาถูกทาง องค์กรชุมชนจะพัฒนาประเทศไทยได้ ซึ่งเรามีองค์กรชุมชนแปดหมื่นกว่าองค์กร สองพันกว่าสภาฯ ขอให้ทะลุเรื่องแผนชุมชนอีกนิด พลเอกสุรินทร์ กล่าว
ส่วน ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผอ.สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวในเวทีอภิปราย “เมื่อโลกไม่ใช่ใบเดิมเริ่มเปิดเทอมการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยขบวนองค์กรชุมชน” โดยกล่าวว่า กว่า ๖๐ ปี ของจุดเริ่มต้นในการเปิดเสรีทางการค้า จนถึงวิกฤตต้มยำกุ้งที่สถาบันการเงินไทยถูกปิดไป ๕๐ กว่าองค์กร วันนั้น IMF บอกว่าสถาบันการเงินของไทยขาดธรรมาภิบาล รัฐไม่ควรอุ้มเข้าช่วยเหลือ แต่พอเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่อเมริกา เป็นเพราะสถาบันทางการเงินขาดธรรมภิบาลทำให้รัฐบาลต้องเข้าอุ้ม เรื่องนี้กลายเป็น ๒ มาตรฐาน กระแสทุนที่กำลังเข้ามา อาเซียนกำลังจะเปิดประตูชุมชนจะรับมืออย่างไร ในอนาคตเราต้องมีการร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น อย่างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเริ่มในปี ๒๕๕๘ อนาคตการเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกับการเดินทางต่างจังหวัด และจะไม่มีการเก็บภาษี แน่นอนจะกระทบกับชุมชน ในเส้นทางการเชื่อมต่อภูมิภาคเพื่อขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งสารเคมี ขยะสารพิษ ฯลฯ ทุนโลกกำลังสนใจมาลงที่เอเชีย คือ จีน และอาเซียน วันนี้ทุนโลกที่กำลังมามีขนาดมหึมามาก และความเปลี่ยนแปลงอีกเรื่องที่สำคัญ คือเรื่องกำลังของพลเมือง Civilian power การสนับสนุนภาคพลเมือง ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวนำ ซึ่งเรื่องนี้ผู้นำของโลกเห็นความสำคัญของคน และวัฒนธรรม และในการเคลื่อนของชุมชนท้องถิ่นเราต้องมีการเชื่อมข้ามประเทศ ซึ่งเราสามารถเชื่อมโยงกับโลกได้ทางอินเตอร์เน็ต
ผมเชื่อมั่นพลังของภาคประชาสังคม ถ้ากระบวนการรวมกลุ่มในพื้นที่ไม่พอก็ไปรวมกับพื้นที่อื่นๆ เรียนรู้จากประสบการณ์การต่อสู้ของชาวบ้าน กระบวนการออมทรัพย์ ในไม่ช้านี้เรื่องสวัสดิการชุมชนจะเป็นทิศทางสำคัญ เพราะสถาบันการเงินเกิดปัญหา รัฐต้องให้ความสำคัญกับองค์กรการเงินของชุมชน การที่ชุมชนยืนหยัดได้เพราะการออม ภูมิใจในสิ่งที่ชุมชนมี เชื่อมั่นภูมิปัญญาเหล่านี้จะทำให้ชุมชนอยู่รอด
ทุนสอนให้อยู่รอด แต่ชุมชนจะไปได้ต้องอยู่ร่วม พืชอิ่มถัง (พืชพลังงาน) แม้จะทำให้มีรายได้ที่ดี แต่มีความเสี่ยงในอนาคต แต่ถ้าปลูกพืชอิ่มท้อง จะทำให้เกิดการรักษาที่ดิน รักษาแหล่งน้ำ รักษาภูมิปัญญาจะทำให้เราไปรอด
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในเวทีอภิปราย โดยระบุว่า โลกกำลังเกิดวิกฤต ๔ ด้าน หรือจะเรียกว่า ๔E วิกฤตที่ ๑ Economic crisis วิกฤตทางเศรษฐกิจ เดิมเรามีความเชื่อที่ว่าเสรีนั้นดีที่สุด แต่ปัจจุบันความศักดิ์สิทธิ์เริ่มคลาย เราต้องหันมาพัฒนาตลาดภายใน คือ คนมีเงินซื้อของคือตลาด ตลาดอยู่ได้ด้วยการบริโภค เงินที่ใช้ซื้อของมาจากค่าจ้าง บำนาญคนแก่ และภาคเกษตร ครอบครัวเกษตรกรปัจจุบันรายได้ กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์มาจากนอกบ้าน รายได้ส่วนใหญ่มากจากนอกภาคเกษตร
วิกฤตที่ ๒ Envelopment Crisis วิกฤตสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ก็เป็นวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญไม่น้อยกว่า น้ำเสีย อากาศเป็นพิษ ปัจจุบันประเทศใหญ่ๆ กำลังมองหาที่ดินมาเป็นตัวค้ำประกันเงิน อนาคตที่ดินจะถูกกวาดเข้าไปสู่มือนายทุน
วิกฤตที่ ๓ Energy Crisis วิกฤตพลังงานที่กำลังขาดแคลน เราจึงมีการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานต่างๆ แต่ควรระวังดุลยภาพ และพลังงานจากอาหารเป็นพลังงานที่สำคัญ กว่าพลังงานจากน้ำมัน
และวิกฤตที่ ๔ Elder People Crisis วิกฤตประชากรสูงอายุ เด็กเกิดใหม่เกิดขึ้นมาไม่ทัน ทำให้ประเทศเริ่มขาดแคลนแรงงานจึงต้องมีการใช้แรงงานต่างด้าว จากเดิมที่คนวัยแรงงานมีปีละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ปัจจุบันเหลือเพียง ๗๐๐,๐๐๐ เท่านั้น ซึ่งปัญหาหลักของสังคม คือความไม่เป็นธรรม อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ทั้งรายได้ โอกาส เราไม่สามารถแก้ได้พร้อมกัน คณะปฏิรูปได้สรุปว่าสิ่งแรกที่ต้องทำ คือการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ของรัฐและทุน เราต้องให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยมีอำนาจต่อสู้กับรัฐ และทุน
ทั้งนี้ งานสมัชชาเครือข่ายองค์กรชุมชน ปี ๒๕๕๔ หรืองานสานพลังชุมชนท้องถิ่นและภาคีสู่การจัดการตนเอง เป็นงานสัมมนาของขบวนองค์กรชุมชนระดับชาติ ที่มีผู้ร่วมงานกว่า ๑,๐๐๐ คน เพื่อรายงานผลการดำเนินงานพัฒนาของชุมชนในมิติต่างๆ และแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อประสานพลังทั้งชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงาน ไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง รวมทั้งการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี ๒๕๕๔ ที่จะสรุปผลการดำเนินงานสภาองค์กรชมุชนตำบล กำหนดทิศทางการขับเคลือนโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ รวมทั้งรวบรวมประเด็นปัญหาเพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป





