เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ห้องทรัพย์สมบูรณ์ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้จัดเวทีสนทนาถอดบทเรียนตำบลที่จัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขร่วมกับอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เพื่อร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดของชุมชน และการขับเคลื่อนเพื่อขยายผลองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ มีผู้นำชุมชนจากพื้นที่จัดทำตัวชี้วัดคว่ามสุข ร่วมแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่พอช. และมูลนิธิหัวใจอาสา
คุณสิน สื่อสวน (ผช.ผู้อำนวยการพอช.) กล่าวถึงประสบการณ์ของแต่ละพื้นที่ที่จัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขของคนทั้งตำบลว่า จะมีทั้งความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการทำงานแต่เป็นการเริ่มต้นที่ดี สิ่งสำคัญจากนี้ เราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไรต่อไป มูลนิธิหัวใจอาสาและพอช. จะเป็นสื่อกลางชวนผู้ที่ทำอยู่จริงในวันนี้มาสนทนากัน วันนี้เน้นมาคุยผลกระทบที่เกิดจากการทำตัวชี้วัดส่งผลทางการเปลี่ยนแปลง หรือบทเรียนที่เราได้รับทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จอะไรบ้าง แผนการทำงานต่อไปคืออะไร และเราจะขยายไปในวงกว้าง ขยายไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอื่นๆอย่างไรบ้าง
“ตัวชี้วัดของประชาชนเพื่อประชาชนโดยประชาชน”
อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เริ่มต้นนำการสนทนาถึงความสำคัญของการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนา (ตัวชี้วัดความสุข) รวมถึงเล่าบทเรียนจากที่ต่างๆ ดังสาระสำคัญ คือ
เรื่องตัวชี้วัดความสุขชุมชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นความก้าวหน้าในการจัดการ สภาองค์กรชุมชนที่ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลจะขอจัดการตนเอง หรือเสนอปรับโครงสร้างในการจัดการตัวเองของท้องถิ่น ยิ่งต้องอาศัยเครื่องมือที่สำคัญ เรื่องตัวชี้วัดในโลกของธุรกิจเขาใช้กันมาหลายสิบปี หรืออาจเป็นร้อยปีได้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในทางธุรกิจ เช่นเดียวกันกับความก้าวหน้าทางสังคม ทางคุณธรรมความดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมภาคธุรกิจก็ได้ขยายงานส่วนนี้มากขึ้น ฉนั้นเรื่องเหล่านี้ก็จะกลายเป็นตัวชี้วัดของธุรกิจมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
หรือแม้แต่ในบริษัทตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหุ้นก็ยังเพิ่มให้มีตัวชี้วัดเข้ามาใช้ ในหน่วยงานราชการทบวงมหาวิทยาลัยก็เริ่มเอามาใช้ แต่ทางราชการยังใช้ไม่ดีพอ แทนที่จะทำให้การจัดการดีขึ้น แต่กลับคิดตัวชี้วัดที่เป็นรายละเอียดไม่ใช่ยุทธศาสตร์
ตัวชี้วัดเป็นเพียงเครื่องมือ ใช้ดีก็ได้ผลดี ใช้ไม่ดีก็ไม่ได้ผล สำหรับองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรก็มีตัวชี้วัดเช่นกัน อย่างหน่วยงานที่เขาให้ทุนก็มีตัวชี้วัด ในระดับประเทศ ระดับชุมชนท้องถิ่นก็มีตัวชี้วัด เป็นกระแสโลก คงไม่ได้เริ่มแต่เฉพาะประเทศภูฏาณที่เดียวที่พูดเรื่องความสุขมวลรวมของประเทศมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาทำกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ในโรงเรียนถึงระดับประเทศ
ความสุขมวลรวมประชาชาติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความต้องการคืออะไร คงไม่ใช่เพียงรายได้ หรือความร่ำรวยอย่างเดียวสิ่งนี้ให้ทั้งความสุขและความทุกข์ ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์ต้องการคือความสุขที่แท้จริง คือความสงบ ความสันติ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ขยายออกไปได้ แต่ไม่ใช่เพียงรายได้อย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น รายได้พอมี แต่ไม่ใช่ไปละทิ้งความสุขสันติสุข
โลกปัจจุบันวุ่นวายเต็มไปด้วยความทุกข์ ยังมีคนอีกจำนวนมากประสบทุกข์ วิกฤตทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องใหญ่ของโลก วิกฤตเรื่องทางการเมืองเรื่องทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โลกร้อนกำลังเป็นปัญหาใหญ่มาก โลกเสียสมดุล ความเสียดุลมันเกิดขึ้น กรณีในประเทศไทยอย่างเรื่องการเสียป่า ป่าด้อยคุณภาพ การทำหน้าที่ป่าชลอน้ำก็เสียดุลไปเยอะ ปัญหาดินถล่มน้ำท่วมจึงเกิดขึ้น คนไทยก็เพิ่มมากขึ้น เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาหารในประเทศอาจจะพอกินแต่ทั่วโลกยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารเป็นจำนวนมาก ความเสียดุล ความไม่เท่าเทียมเลื่อมล้ำสร้างปัญหาทางสังคมทั่วโลก ซึ่งไม่น่าเชื่อแม้แต่ประเทศร่ำรวยก็ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ ประเทศที่ปกครองโดยคนๆเดียวก็ยังวุ่นวาย ออกมาสู้รบกันอย่างลิเบีย และแถบอาหรับ ประเทศในเอเชียหลายประเทศอาจกำลังรุ่งในเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในด้านการบริโภคทรัพยากรกลับบริโภคจากประเทศข้างเคียง การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นไปเรื่อยๆ จะเกิดปัญหา อย่างประเทศไทยเศรษฐกิจเราโตมากช่วงก่อนปี2540 และเกิดปัญหาขึ้นตามมา แม้เรื่องการพัฒนาที่เน้นความสมดุลดังกล่าวจะเป็นเรื่องระดับโลก แต่โลกกลับไปติดกระแสบริโภคนิยมเศรษฐกิจนิยมมากเกินกว่าจะฉุดไว้ได้
ถ้าเราจะพัฒนาให้ดี เรื่องดุลยภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก ดุลภาพถ้าให้เทียบเคียงก็น่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำมานานรณรงค์มาเกือบ 12 ปี ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ชาวบ้านนำไปใช้มากมาย ปัจจุบันเราเห็นเป็นเรื่องที่เข้าใจกันและรู้จักกันดี
วิธีสร้างตัวชี้วัดวิธีหนึ่ง คือต้องเอาความสมดุลมาใส่ในตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ เป็นความก้าวหน้าที่แท้จริง เป็นยิ่งกว่าดัชนีความก้าวหน้าที่แท้จริง การจัดทำดัชนีความก้าวหน้าของชาติ ที่สสส.ร่วมกับสภาพัฒน์กำลังดำเนินการอยู่นั้น อาจารย์ไพบูลย์เห็นว่า ดัชนีที่ดีจะต้องเริ่มที่ฐานราก เริ่มที่ท้องถิ่น ชุมชน เราวัดเรื่องของท้องถิ่นเรา ชุมชนเรา เราสร้างตัวชี้วัดเอง เราจะรู้ ต้องเป็นการทำอย่างมีส่วนร่วมให้รู้กันทั้งตำบล เราจะรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร ต้องเป็นฉันทามติร่วมกัน ถ้าคิดตัวชี้วัดแล้วก็ถามประชาชนว่าเอามั้ยแบบนี้คล้ายๆประชามติ ปีต่อๆไปก็สามารถปรับปรุงได้ จะกลายเป็นตัวชี้วัดของประชาชนเพื่อประชาชนโดยประชาชนมากกว่า
ตัวชี้วัดความสุขเป็นเรื่องที่จะร่วมกันแก้ปัญหาได้ในระหว่างท้องถิ่นกับโลก สร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ สัมพันธภาพที่ดีระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มีความสุขทางกาย ทางใจและทางสังคมอยู่ร่วมกันอย่างไร เป็นสิ่งที่เราต้องการ เป็นตัวชี้วัดที่ไม่ได้เอาวัตถุหรือเงินเป็นตัวตั้งแต่ก็ไม่ได้ว่าจะไม่วัดในส่วนนี้ แต่เป็นเรื่องที่พอดีๆ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องความพอดี ความสมดุล
อาจารย์ไพบูลย์จึงเห็นว่า ในการสนทนากันครั้งนี้ต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนทำเรื่องนี้ด้วยกันมาสรุปบทเรียนร่วมกัน จากนั้นถ้าเราที่ทำกันมาจะก้าวต่อไปข้างหน้าจะพัฒนาอย่างไร และถ้าเราจะขับเคลื่อนเป็นขบวนการทางสังคมในเรื่องนี้ต่อไปเราจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดอย่างไร สามารถร่วมมือกันได้ทุกหน่วยงานเอาเป้าหมายร่วมกันเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาแบบยั่งยืนมีความสุขแบบบูรณาการ มีทั้งหน้าที่ ความตั้งใจให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น ทั้งระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย
แม้เรื่องสร้างตัวชี้วัดเป็นเรื่องเย็นแต่เชื่อว่าเป็นประโยชน์มาก ที่มาร่วมกันทำทุกฝ่ายภาครัฐเขาทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ตัวชี้วัดของภาครัฐแท้จริงแล้วควรมาจากผลของความสุขของประชาชนเอง อาจารย์ยังเสนออีกว่าการจัดระดับตัวชี้วัดอาจจะแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ก็จะได้ภาพตัวชี้วัดของทั้งประเทศ ท้ายสุดท่านกล่าวว่า “เรื่องที่ผมมีในใจก็จบไปแล้ว ต่อไปจะเป็นส่วนที่จะฟังจากผู้เข้าร่วมแต่ละพื้นที่ต่อไป”
เสียงจากพื้นที่ตำบลที่จัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
อาจารย์วิเชียร เรียบร้อย ตัวแทนจากตำบลบ้านหาด จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่าที่มาของการทำตัวชี้วัดความสุขของตำบลบ้านหาดเริ่มจากความคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรบนความขัดแย้งของคนในตำบล “ร่วมคิดร่วมทำอย่างฉลาดตำบลบ้านหาดร่มเย็น” สิ่งสุดท้ายของชีวิตคือความสุข ตำบลบ้านหาดโมเดล หลักคิดหลักการณ์ หลักธรรมคืออะไร สร้างความสมดุลของบ้านหาดอย่างไร ระหว่างองค์กร ประชาชน เศรษฐกิจและสังคม เรื่องที่เป็นวิถีชีวิตน่าจะฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของหมู่บ้านและตำบล
ผู้นำของชุมชนเป็นผู้นำเกือบทุกเรื่องช่วยกัน มีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนช่วยกัน คนที่ยืนได้แล้วเดินได้แล้วให้กลับไปช่วยคนที่เดินยังไม่ได้ “ร่วมคิดร่วมทำอย่างฉลาด ตำบลบ้านหาดร่มเย็น”
ทำไมควรมีตัวชี้วัด เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่ต่างคนต่างทำ แข่งขันกันอยู่แล้วไม่ถูกกัน มีงานกฐินทีก็มักจะตีกันในวัด พระระหว่างวัดก็ไม่ถูกกัน ไม่คุยกัน ชาวบ้านจึงต้องคุยกัน สำนึกของผู้ก่อการดี จิตอาสา ที่ว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง รวมคนกันได้อย่างไร พอรวมกันได้แล้วจะทำกันยังไง ทบทวนตัวตนตำบลเราเป็นยังไง มองดูบริบท ดึงความคิด ค่อยๆปรับค่อยๆไป พอได้นายกอบต.ที่ชาวบ้านทำงานร่วมกันได้ เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น กระบวนการเลือกตัวชี้วัด เราได้เป้าหมาย 4 เรื่อง ที่เกิดขึ้นจากการทบทวนความต้องการของคนในตำบล ผลที่เริ่มปรากฎคือ เป้าหมายการมีสุขภาพดี กำลังเริ่มกระบวนการอยู่ จะเปรียบเทียบ 6 เดือนสุขภาพดี มีกิจกรรมออกกำลังกายในตำบล ใช้ตัวเลขสุขภาพของอำเภอมาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
มีสวัสดิการดีมีครบทุกหมู่บ้าน สวัสดิการจากกองทุนสวัสดิการชุมชน สวัสดิการเครดิตยูเนี่ยน แก้ปัญหายาเสพติดเชื่อมโยงกับจังหวัดในการหาวิธีการแก้ อปพร.ช่วยกัน ทุกคนช่วยกันโดยแกนของอสม. และมีความปลอดภัยของชุมชน ใช้อปพร. เป็นกลไกดูแลความปลอดภัยในชุมชน
คุณสมพร อ่วมประทุม ตำบลอำแพง จังหวัดสมุทรสาคร เล่าว่าที่มาของการทำตัวชี้วัดความสุขของตำบลอำแพง ว่าตำบลอำแพงเป็นตำบลที่โชคดีเป็นตำบลบ้านเกิดของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ หน่วยงานราชการให้ความสำคัญเข้ามามากขึ้น สถาบันการศึกษาเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้การทำงานมากขึ้น
เราเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน เกิดข้อมูลชุมชนที่ค้นพบข้อดีข้อเสียอะไรทบทวนตัวเองรายได้รายจ่าย แล้วเราก็มาร่วมกันสร้างเป้าหมายร่วม ที่อยากเห็นเกิดขึ้น และสร้างตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเราเอง วัดเราเอง ความสำเร็จในการจัดทำตัวชี้วัดที่น่าพอใจ คือเรื่องการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรม กิจกรรมลานวัฒนธรรม เวทีประชาคม มีศูนย์เรียนรู้การเกษตรบ้านสวนคนอำแพงไม่ต้องการเอาเงินมาลงแต่สอนให้ทำให้เป็น จุดอ่อนคือเรื่องการเมืองท้องถิ่นการเลือกตั้งบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการแตกแยกตลอด และการเป็นชุมชนกึ่งเมืองเยาวชนมักจะไม่ค่อยสนใจกิจกรรมทางวัฒนธรรม ในส่วนของการเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนการมีส่วนร่วม ชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นร้อยละยี่สิบ จากนั้นอีกหกเดือนจะวัดผลอีก
คุณบุญศรี มณีวงศ์ ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่าเดิมมีตัวชี้วัดระดับจังหวัดอยู่จากเป้าหมายที่ว่า “คนดีศรีสุพรรณ” ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัด 11 ข้อ ได้นำมากำหนดเป็นตัวชี้วัดในท้องถิ่นตำบลเรา ได้แก่ ความสะอาด ประชาธิปไตย การประหยัดออม นิยมไทย เบญจศีล เบญจธรรม มีมารยาทแบบไทย วินัยจราจร คนตรงต่อเวลา เคารพกฎระเบียบข้อบังคับ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ก็ได้มีการทบทวนกันว่าถ้าเราทำตามนี้แล้วจะทำให้ชุมชนเป็นสุข เห็นประโยชน์จากการร่วมมือกับองค์กรสนับสนุนอย่างพอช. ทำให้งานขับเคลื่อนเร็วขึ้น ตัวชี้วัดเป็นเสมือนหนึ่งในตัวแทนความตั้งใจว่าชุมชนจะเดินไปทางไหน เป็นเส้นทางวิถีที่เราควรจะเดินไปมากกว่า
คุณเฉลิม อภิวาท ผู้นำชุมชนเทศบาลเมืองอโยธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรุนแรง ย้อนไปเกือบสิบปีชุมชนอโยธยาเป็นกึ่งชุมชนเมือง แต่ปัจจุบันเป็นเมืองสมบูรณ์แบบ มีสังคมที่ซับซ้อน ประชากรแฝง ความเหลื่อมล้ำสูง ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ผังเมืองก็เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันกลายเป็นเมืองไม่น่าอยู่แล้ว
บริบทการพัฒนามีข้อดีคือความต่อเนื่องในการบริหารการจัดการ มีนายกเทศมนตรี ข้าราชการให้ความสนใจการพัฒนาร่วมกับชุมชนสูง ในลักษณะจิตอาสา ภาคประชาชนมีความร่วมมือกับหน่วยงานดี อย่างการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ ภาคประชาสังคมมีศักยภาพ ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วและเป็นแบบอย่างที่ดี ได้รับการร่วมมืออย่างดีของทุกภาคส่วน
ปัญหาของอโยธยาจากการทำวิเคราะห์พบว่าเป็นปัญหาครอบครัว โครงการครอบครัวเข้มแข็งจึงได้ดำเนินการขึ้น ในส่วนของโครงการเมืองน่าอยู่ จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปรับความคิดนำมาสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองและเริ่มที่การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดขึ้น โดยชาวบ้านมาร่วมกันวางเป้าหมายอโยธยาศรีรามเทพ เมืองน่าอยู่ 5 เป้าหมายความสุข คือผู้คนมีรายได้เศรษฐกิจดี ปราศจากยาเสพติด มีสิ่งแวดล้อมดี ปลอดภัย สวยงาม เป็นสังคมเอื้ออาทร และผู้คนมีสุขภาพอนามัยดี ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้าต้องการจะให้เมือง อโยธยาเป็นเมืองน่าอยู่ โดยเทศบาลได้เข้ามีส่วนร่วมสำคัญในการสนับสนุนผ่านกลไกชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งก็ถือเป็นการสนับสนุนกลไกสำคัญ เป็นตัวตั้งในการกำหนดเป้าหมายความสุขของเมืองอโยธยา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น
คุณปิยะสิริ เพียรภักดี รองปลัดเทศบาลเมืองอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เสริมว่า เทศบาลมีภารกิจหลายเรื่องที่จะดำเนินการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การคิดที่จะช่วยให้ชาวชุมชนได้ออกมามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยตนเอง โดยเทศบาลเสริมหนุนโอกาส และเข้าไปกระตุ้น ส่งเสริม ซึ่งบทบาทหลักจะเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำร่วมกันระหว่างเทศบาลกับชุมชน
คุณสัมฤทธิ์ วงษ์สวัสดิ์ ตำบลบางนางลี่ จังหวัดสมุทรสงคราม เล่าว่าหลังจากแกนนำได้เรียนรู้การจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขที่ตำบลบ้านเลือกมา ก็ได้กลับมาทบทวนปัญหาในตำบลบ้านตัวเองเปลี่ยนแปลงความคิดคนในตำบล ผู้นำเลยต้องหันมาดูเรื่องนี้ตาม มีตัวชี้วัดทั้งหมด 21 ตัว เป้าหมายคือสร้างความสุขให้คนในตำบล
การขับเคลื่อนที่ผ่านมา เป้าหมายเรื่องมีสวัสดิการที่ดี ได้เกิดการขยายไปอย่างมาก มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขยายจากเรื่องสวัสดิการที่เป็นตัวเงินเท่านั้น มาสู่การคิดรักษาสวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น การพัฒนาทุนทางธรรมชาติด้วยเรื่องการพัฒนาลำคลอง เก็บผักตบ จนปัจจุบันคิดที่จะวางเป้าหมายว่า 1 หมู่บ้านมีคลองสวยน้ำใส อบต.ให้การสนับสนุนในการปล่อยกุ้งลงในลำคลอง
เป้าหมายเรื่องความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน อบต.สนับสนุนงบประมาณให้กับทีมงานจัดตั้งทีมอปพร.ทุกหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งทีมกู้ภัย ทำให้คดีต่างๆ ยาเสพติดลดน้อยลงด้วย ร่วมกับปปส.ภาคจัดตั้งชุมชนเข้มแข็งต้านยาเสพติด อบต.สนับสนุนเครื่องตรวจวัดสารเสพติด
เป้าหมายเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น มีศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พลังงาน สิ่งแวดล้อม สนับสนุนจากเกษตรและสหกรณ์ จัดอบรมครัวเรือน 500 กว่าครัวเรือน ทำเรื่องการเลี้ยงไก่ สร้างพลังงานทางเลือก ปัจจุบันชาวบ้านเกิดรู้เท่าทันทุนนิยม ทำให้การบริโภคนิยมน้อยลง ปัญหาหนี้สินลดลง
คุณนวลฉวี บุญจันทร์ ตำบลคลองตัน จังหวัดสมุทรสงคราม เล่าว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากการไม่รู้ แต่เป็นตำบลนำร่องการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัด โดยชาวบ้านได้โอกาสไปดูงานที่ตำบลบ้านเลือกไปเรียนรู้อยู่ในชุมชน โดยเฉพาะหมู่ที่สองเห็นภาพการที่คนในชุมชนมาพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึกอบอุ่น ได้รับการเรียนรู้จากอาจารย์ไพบูลย์ จึงนำกลับไปจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดขึ้นที่ตำบลคลองตันมีเป้าหมาย หนี้สินลดลง ผู้คนมีสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย มีความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน ผู้คนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพสิน และเป็นตำบลที่มีสิ่งแวดล้อมดี
การได้ไปเรียนรู้ร่วมกับตำบลอื่นๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาใช้ สวัสดิการชุมชนสมาชิกขยายเพิ่มขึ้น30 กว่าเปอร์เซ็น ได้เวทีแลกเปลี่ยนคิดว่าเป้าหมายตัวชี้วัดจะนำไปสู่การพัฒนาตำบลได้อย่างไร ปัจจุบันใช้เรื่องหนี้สินกับสวัสดิการขับเคลื่อน ซึ่งต่อมาได้เกิดการเก็บข้อมูลหนี้สินครัวเรือน เบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 70 กว่าล้าน
การทำเรื่องเป้าหมาย ตัวชี้วัดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนี้ ทำให้ได้รู้ว่าเป้าหมายตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนมาทำงานร่วมกันจากต่างคนต่างทำ แตกแยก ใช้เป้าหมายตัวชี้วัดปรับความคิดใหม่ สร้างจินตนาการความสุขร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วม ส่งผลให้กลุ่มองค์กรต่างๆทำงานร่วมกันมากขึ้น ทำให้สภาองค์กรชุมชนเข้มแข็งขึ้น “เป็นเครื่องมือสร้างพลัง” อย่างเรามีกองทุนสวัสดิการวันนี้เรามีเงินในตำบล เอาเงินมากองอยู่ตรงกลางมาแก้ไขปัญหาได้ แสดงให้คนในตำบลเห็นว่า เราใช้กองทุนสวัสดิการมาเป็นทุนในการแก้ไขปัญหา จะทำอย่างไรให้กองทุนยั่งยืนขึ้น มีแผนพัฒนากองทุน สร้างโรงสีชุมชน ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ พยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านทั้งตำบล ใช้เวทีทำความเข้าใจเยอะมาก จากที่ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องการบริหารจัดการ เมื่อชาวบ้านเบื่อผู้นำขัดแย้งกัน การนำเรื่องนี้เข้าไปคุยจึงทำให้เกิดการปรับความคิดดึงคนมามีส่วนร่วมกำหนดแผนชุมชนขึ้นโดยแตกจากเป้าหมายตัวชี้วัด หรือเป้าหมายตัวชี้วัดแปลงมาเป็นแผนพัฒนาชุมชนจากการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัด ส่งผลให้เรื่องนี้ได้ขยายไปยังท้องถิ่นตำบลอื่นๆ ซึ่งคณะที่ก่อการดี จะทำเรื่องนี้ให้เต็มพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ในอนาคต
คุณศิวโรฒ จิตนิยม ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่าจุดเริ่มต้นที่ความคิด การทบทวนว่าคนตำบลหนองสาหร่ายมีความสุขหายไป ความรักกันเหลือน้อยลง จึงอยากมาช่วยกันฟื้นความสุขโดยวิธีการถามคนทั้งสามพันกว่าคนทั้งตำบล จากนั้นให้ผู้นำหมู่บ้านรวบรวมข้อเสนอมานั่งคุยกัน พบว่าถ้าพวกเราจะมีความสุขได้ ต้องมีความดี 9 เรื่อง จะต้องทำความดีทั้งหมดนี้ โดยใช้ความดี 9 เรื่องดำเนินการ จากนั้นก็ได้พัฒนาเพิ่มตัวชี้วัดได้ความดี 22 ข้อ 63 ตัวชี้วัด พัฒนากระบวนการสร้างความดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 จากนั้นได้เพิ่มความดีมาอีก 1 ข้อ 4 ตัวชี้วัด ปัจจุบันมี 23 ความดี 67 ตัวชี้วัด
หากตั้งคำถามว่าทำแบบนี้แล้วเราได้อะไร ได้ผู้นำดี สามารถกำหนดกำนันในอนาคตได้ กำหนดผู้นำแถวสองได้ เกิดการออมดี มีการออมอยู่สิบสองสิบสามล้านแล้ว การเรียนรู้ดีมีผู้ที่มาเรียนรู้งานในตำบลอย่างต่อเนื่องทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ พร้อมกับการสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนเอง แม้แต่เรื่องสวัสดิการดีทำอย่างไร ท้องถิ่นสนับสนุนอย่างไร สิ่งที่ได้มานอกเหนือความคาดหมายคือ เรากำหนดวาระของชุมชนได้เอง ในแต่ละปีสามารถบริหารจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดหนี้สินได้ภายในกี่ปี
ใช้ความสุขเป็นเป้าหมายของการพัฒนา ความดีทุกข้อมีผลที่เกิดขึ้นเยอะมากกับภาพที่เราเห็นวันนี้กำหนดอนาคตได้เยอะมาก วางแผนให้กับเทศบาลต้องเข้ามาสู่กระบวนการความดีกำหนดทั้งหมดเลยหรือล่าสุดตำบลหนองสาหร่ายเอาความดีมาค้ำประกันเงินได้แล้ว
ในเรื่องการศึกษา เวลาวางแผนการพัฒนาคนในตำบลหนองสาหร่ายเราพบว่าคนที่ไม่จบปริญญากลับมีความรู้มากกว่าคนจบอีก ดังนั้นเราสามารถเอาคนที่มีความดีครบ23ข้อมายกระดับการศึกษาเทียบความรู้ให้กับคนหนองสาหร่ายได้อย่างไร และท้ายสุดอยากจะเสนอให้ช่วยคิดวิธีการโคลนนิ่งคนขึ้นมาโดยการสร้างคนที่มีจิตวิญญาณเหมือนกันให้เกิดขึ้น สร้างคนให้กับชุมชนสืบแนวคิดการทำงานต่อไป
อาจารย์วิฑูรย์ ศรีเกษม ตำบลบ้านเลือก จังหวัดราชบุรี เล่าว่าจุดเริ่มต้นของตำบลบ้านเลือกเกิดขึ้นจากการศึกษาดูงานตำบลหนองสาหร่าย ทำกระบวนการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 ตั้งต้นด้วยเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขมวลรวมของตำบล ตั้งคำถามกับคำว่าแผนตำบลเมื่อนำไปใช้พัฒนาชาวบ้านยังไม่สามารถเข้าถึงการทำแผนตำบลได้ มาสู่กระบวนการลองผิดลองถูกจนได้ 9 เป้าหมาย 34 ตัวชี้วัด จากนั้นปรับเหลือ 16 ตัวชี้วัด กระบวนการครั้งแรกมีคนทำงาน 20 คนจนปัจจุบันมีคณะทำงาน 70 กว่าคนในตำบล
ผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องสุขภาพดี มีการป้องกันไข้เลือดออกด้วยวิธีการต่างๆจนประสบผลสำเร็จได้ในปี 2554 จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้ชุมชนได้ นำเสนอเป้าหมายตัวชี้วัดให้กับเทศบาลให้กับโรงพยาบาล จนปัจจุบันสถาบันการศึกษาก็เข้ามาศึกษาวิจัย ทั้ง ม.มหิดล มรภ.จอมบึง พระจอมเกล้าฯ ทำให้มีภาคีการทำงานมากขึ้นนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการผลิตพลังงานทดแทนผลิตปุ๋ยจากมูลสัตย์ มีหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มขึ้นในลักษณะภาคีความร่วมมือ
เมื่อเราใช้วัฒนธรรมเป็นตัวเคลื่อนการพัฒนา ต้องสร้างคนเป็นทุนก่อน เมื่อคนรวมกันได้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนาได้ ก้าวต่อไปคือสร้างกระบวนการพัฒนาเยาวชน ให้เยาวชนในขบวนการสามารถถ่ายทอดเรื่องเป้าหมายตัวชี้วัดต่อไปได้ อยากเชื่อมโยงให้คนรุ่นใหม่ยอมรับและรับผิดชอบสานต่อไปในอนาคตได้ด้วย ก้าวต่อไปอยากให้มีการจัดทำแผน/โครงการในการพัฒนาหลักสูตรขยายต่อที่ชัดเจนขึ้นพัฒนาแกนนำในฐานะเป็นผู้ประกอบการทางสังคม คิดว่า “การทำงานเป็นการทดลองความสำเร็จได้หรือไม่ได้เราต้องเป็นผู้ทดลอง สังเกตและปฏิบัติด้วยตัวเอง”
ต่อด้วย คุณปราณี จันทะวร ตำบลคลองวัว จ.อ่างทอง ที่มาร่วมแสดงความเห็นว่าจากที่มีการพัฒนากลุ่มองค์กรทำทุกเรื่องแต่ไม่สำเร็จเท่าที่ควร แต่เมื่อคนตำบลคลองวัวได้มีการทบทวนตนเองจากการที่อาจารย์ประยงค์ ลงไปช่วยทำ ทำให้เรารู้ตนเองว่าเรามีต้นทุนอะไรอยู่ เราเป็นใคร เราจะไปไหน เราจะไปกันอย่างไร ซึ่งทำให้เรากำหนดเป้าหมายการพัฒนาความสุขได้ 9 ด้าน มีเป้าหมายเช่น คือคนเข้มแข็ง มีทุนที่เพียงพอในตำบล อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม คนในตำบลได้รับสวัสดิการที่ดีที่เกิดจากการจัดกันเอง ปัจจุบันรวมคนและทุน พัฒนาเยาวชน พัฒนาประชาชน สรุปบทเรียนปีละครั้ง ทบทวนกันว่าอันไหนสำเร็จไม่สำเร็จ ทำอะไรต้องมีเครื่องมือ มีเป้าหมายความสำเร็จ โดยต้องฟังความคิดเห็นของคนในชุมชนด้วย
ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้กระบวนการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดสำเร็จผล
ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้กระบวนการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดสำเร็จผล จากความเห็นของอาจารย์วิโรจน์ พรมอ่อน นักวิชาการที่ไปสนับสนุน กล่าวว่าในการส่งเสริมพัฒนาการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขของพื้นที่ภาคตะวันตกนั้น ถ้าเรานำความรู้เข้าสู่ชุมชน ถือว่านำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เข้าไป เวลาทำงานกับชุมชนมักจะเอาความรู้ไว้ข้างหลัง แต่เริ่มด้วยการไปดู ไปให้กำลังใจ นำเอานวัตกรรมจากที่ดีๆไปเล่า นำเรื่องเล่าไปแลกเปลี่ยน จุดเริ่มต้นที่ดีเกิดขึ้นจากแกนนำที่มีจิตอาสา มีความฝันมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่
เห็นว่าทุกพื้นที่จะต้องมีปัจจัยเหล่านี้และกระบวนการเหล่านี้ จึงจะไปได้ นั่นคือ
- ต้องเริ่มต้นจากคนที่มีใจ มีลักษณะเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คือเปิดกว้างต่อสิ่งใหม่ ไม่ข้องติดคิดเชื่อมโยงเรื่องต่างๆได้ จึงนำมาสู่การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นรู้ปัญญารอบรู้เป็นสำคัญกว่าความรู้แบบรู้ไม่รู้แต่รู้อยู่ การพัฒนาคนอย่ามุ่งไปที่การพัฒนาเฉพาะความรู้ใครพัฒนาคนไปในทางนั้น ซ้ำเติมประเทศชาติ
- จะต้องมีพื้นที่ในการพูดคุย เปลี่ยนวัฒนธรรมการนินทาให้เป็นกระบวนการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ความคิดที่ถูกต้องจะเกิดขึ้น มีการแลกเปลี่ยน ทบทวนจากสิ่งที่ทำว่าได้ผล ไม่ได้ผลหรือไม่ เพราะอะไร เกิดการเรียนรู้จากสิ่งนี้
- มีพี่เลี้ยงนักวิชาการจึงเข้าไปหนุนเสริม มีทักษะเชิงกระบวนการต่อแต่นั้นความคิดที่พูดคุยกันก็จะเป็นรูปเป็นร่าง ทำกันอย่างมีระบบ
ดร.ยุทธภัณ เตชะแก้ว ก็ได้นำเสนอมุมมองจากประสบการณ์ในการส่งเสริมพัฒนาการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขของพื้นที่ภาคตะวันตก ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำตัวชี้วัดหรือตัวบ่งชี้ หรือธรรมนูญชุมชนเริ่มที่ชุมชนท้องถิ่นได้แล้ววันนี้ยังไม่สาย ต้องเริ่มต้นจากดินไม่เริ่มจากฟ้า มีความฝันร่วมเอาความสุขเป็นเป้าหมายแต่จะแตกต่างกันตามพื้นที่ จะออกมาเป็นเชิงคุณภาพหรือปริมาณหรือไม่ก็ให้แต่ละชุมชนกำหนด ต้องได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ทั้งท้องถิ่นท้องที่ หน่วยงานราชการ ดังนั้นมวลรวมความสุขของชุมชนท้องถิ่นต้องมาก่อนมวลรวมทางเศรษฐกิจ และกล่าวเสริมว่าบทเรียนที่พบจากพื้นที่ที่ทำมาแล้วอย่างตำบลหนองสาหร่าย พบว่า
- ตัวชี้วัดชุมชนแตกต่างจากตัวชี้วัดทั่วๆไปโดยมักมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมตัวชี้วัดขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่ได้ขีดเส้นเป็นเพดานที่ตายตัวอย่างตัวชี้วัดของหน่วยงานทำกัน คือไม่ใช่ตัวชี้วัดแข็งทื่อ
- ตัวชี้วัดที่จะเกิดประโยชน์จะต้องได้รับการยอมรับจากคนข้างในก่อนได้รับการยอมรับจากอปท. นำเอาไปใช้ เอาไปปฏิบัติ เป็นการทบทวนสร้างบทเรียนตัวเองภายในตัวด้วยดังตัวอย่างความดีทั้ง 23 ข้อและ 67 ตัวชี้วัดของตำบลหนองสาหร่ายไม่ใช่ทุกคนจะปฏิบัติได้เหมือนกันเท่ากัน หลักการที่สำคัญที่อาจารย์ไพบูลย์กล่าวไว้ว่าต้องมีความดีที่สมดุลกับศักยภาพความสามารถและสมดุลกับความสุข (ทั้งกายทั้งใจทั้งสังคมจะสร้างได้)
-ใช้กระบวนการผู้นำดี สามัคคีกันดี สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเงื่อนไขสู่การขับเคลื่อนที่สำเร็จได้
แนวทางการขับเคลื่อนตัวชี้วัดความสุขของชุมชนท้องถิ่น
ดร.ยุทธภัณ เตชะแก้ว เสนอว่าการขยายผลต่อพื้นที่อื่นอย่างไร เห็นว่าแนวทางต้องให้เกิดการขยายผลโดยผ่านสภาองค์กรชุมชนที่มีความพร้อม แบบอาจารย์วิโรจน์ว่าเอาใจมานำก่อน เป็นเครื่องมือให้กับสภา
เป็นการขยายผลในแง่สร้างการเรียนรู้ด้วยกันสามระดับ คือ ระดับพื้นที่ทั้งเก่าใหม่ ระดับคนที่มีใจ จัดวงสนทนาพูดคุย หาพื้นที่ให้ ไปเรียนรู้ไปให้กำลังใจหาพื้นที่ให้คนมีใจมาพบปะเรียนรู้ด้วยกันพลังศักยภาพก็จะกลับคืนมา การมาเรียนรู้ด้วยกันมีหลักสูตร ระดับที่สามด้วยการสร้างการเรียนรู้ของหน่วยงาน เช่นสภาพัฒน์มาเรียนรู้กับชุมชน และสุดท้ายต้องขยายผลพื้นที่ที่มีอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง
แนวทางในการพัฒนาต่อไปกระบวนการแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันเชื่อมั่นว่ามีความดีที่เกิดขึ้นทุกวันแต่เส้นทางในการขับเคลื่อนความดีจะต้องเริ่มในระดับที่เราจัดการได้ จัดการปัญหา/ควบคุมปัญหาไว้ได้ของแต่ละพื้นที่ก่อน
คุณครรชิต สุขใจมิตร (มูลนิธิหัวใจอาสา) เสนอว่าแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไปน่าจะแบ่งเป็นสามกระบวนการ คือ
- การขับเคลื่อนในพื้นที่เดิมจะต้องจัดระดับพื้นที่ที่มีการพัฒนาไม่เท่ากันระหว่างพื้นที่เข้มข้นอย่างหนองสาหร่าย บ้านเลือก กับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา การเดินหน้าไปต่อไม่เหมือนกันและการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาก็ต่างกัน
- การขับเคลื่อนในพื้นที่ใหม่ที่มีความสนใจจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ
- และการขับเคลื่อนทางสังคมด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้จะให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องเป็นระบบอย่างไร
ประมวลแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดในระยะต่อไป
-การขยายพื้นที่ใหม่ ควรเริ่มจากการหาคนที่มีใจมีลักษณะที่สนใจไฝ่เรียนรู้ คิดทำด้วยจิตอาสา แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ที่มีอยู่เดิม
-พื้นที่เดิมควรขยายเป็นศูนย์เรียนรู้ ถอดบทเรียนความสำเร็จ เป็นครูให้กับที่อื่น มีหลักสูตรการเรียนรู้ ที่ควรเป็นหลักสูตรเชิงปฏิบัติการ คือทำไปท่ามกลางการปฏิบัติ ไม่ใช่จัดอบรมแล้วก็จบกันไป
-พัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ด้วยการหนุนเสริมจากทั้งพอช. และมูลนิธิหัวใจอาสาที่ทำงานเรื่องนี้อยู่ โดยควรจัดให้มีวงสนทนาหรือกลไกเรียนรู้คู่กันระหว่างแกนนำ พอช. มูลนิธิหัวใจอาสา สสส.และคนอื่นๆที่ที่อยากมาร่วมกันทำ ซึ่งควรมีงบประมาณส่วนหนึ่งจาก พอช. มาเสริมในจุดนี้ต่อเนื่อง
-จัดทำสรุปบทเรียนและถอดความรู้ของตำบลที่ทำมาแล้ว เพื่อนำเสนอเป็นบทเรียนต่อพื้นที่อื่นๆ อย่างกรณี 12 พื้นที่ตำบลที่ทำเรื่องนี้แล้ว มีการจัดการความรู้ตนเอง ที่พร้อมจะสื่อสารถ่ายทอดต่อคนอื่นๆในตำบลและภายนอก
-จัดทำหนังสือสังเคราะห์การจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัด หรือสื่ออื่นๆขึ้น เพื่อสื่อสารขยายผลต่อวงสาธารณะ
- จัดเวทีนำเสนอต่อสาธารณะให้เข้าใจเข้ามาเรียนรู้มากขึ้น ทั้งในระดับพื้นที่ และทางสังคมให้รับรู้และเกิดกระแสตื่นตัว โดยในระยะต่อไป พอช.จะร่วมกับพื้นที่ตำบลที่ทำเรื่องนี้ จัดเวทีเสนอผล ขยายความคิดพื้นที่รูปธรรม โดยอาจจะจัดได้ในราวเดือนพฤศจิกายน ที่จะถึงนี้
คุณศิวโรจน์ จิตนิยม เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนว่าควรจะนำเอาเรื่องนี้ไปพูดไปคุยกับในการทำงานได้ทุกประเด็น ให้ทุกเรื่องเอาไปต่อยอดในงานอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากนัก วิธีการขยายเรื่องนี้อย่างเข้าใจง่ายๆน่าจะเริ่มจาก บอกมูลเหตุแห่งความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ดี มีความสุข มาเป็นตัวชี้วัด
คุณพรรณทิพย์ เพชรมาก (ผช.ผู้อำนวยการพอช.) เห็นว่าเรื่องนี้จะต้องเดินควบคู่ไปกับเรื่องอื่นๆ การกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดของการพัฒนาเป็นสิ่งที่พัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนในทุกงาน ทุกพื้นที่ต้องดำเนินการด้วยอยู่แล้ว ในงานพัฒนาจะต้องมีการขยายการเรียนรู้จากงานหนึ่งเชื่อมโยงสู่งานอื่นๆ และมีการใช้เครื่องมือต่างๆในการพัฒนาความเข้มแข็งชุมชนจัดการตัวเอง อย่างการตั้งเป้าหมายตัวชี้วัดก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเอาไปใช้แก้ไขปัญหาไปพัฒนาได้ ขณะนี้พอช.เองก็กำลังพยายามประมวลเครื่องมือการทำงานเหล่านี้ จากตัวอย่างรูปธรรม เป็นองค์ความรู้ให้ชุมชนนำไปเลือกปรับใช้ได้ในการทำงาน
คุณวรรณา สีหาทัพ (จนท.พอช.) เห็นว่าถ้าการทำงานจะเดินไปได้ แผนการทำงานเริ่มแรกที่คนทำงานคิดกันน่าจะมีการสร้างอาสาสมัครให้ไปขยายผลต่อ เริ่มต้นจากทีมอาสาที่มีความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกับพื้นที่ปฏิบัติการ โดยมีพื้นที่ทำงานที่เริ่มต้นด้วยการสร้างการเรียนรู้ไปพร้อมๆกับพื้นที่ปฏิบัติการเลย
คุณนวลฉวี บุญจันทร์ เสริมปัจจัยความสำเร็จการทำงานว่า “สิ่งที่เราได้คือการรวมพลังของคนมาสร้างความดี นั่นคือเป้าหมาย” การประมวลความสามารถคนในชุมชนหาคนเด่นๆลงมาเรียนรู้ทำงานร่วมกัน ลงไปเป็นทีมแบ่งหน้าที่การทำงาน การขยับงานในอนาคตของสมุทรสาครขยายในอำเภอบ้านแพ้วก่อนจาก12 ตำบล ตอนนี้เหลืออีก 4 ตำบล ไปด้วยใจร่วมเรียนรู้สานต่อการทำงานเชื่อมต่อท้องถิ่น มีแผนท้องถิ่นจัดการตนเองในระดับอำเภอ มีแผนจัดสมัชชาในระดับจังหวัด โดยเริ่มที่ตำบลบ้านแพ้ว เชิญหอการค้า อบจ.นายอำเภอ มาร่วมรับฟังมาเปิดงาน และขยายไปทุกอำเภอเมื่อมีโอกาส ขับเคลื่อนด้วยกลไกจากสภาองค์กรชุมชนตำบลสู่เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัด
ท้ายสุด อาจารย์ไพบูลย์ ท่านแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อปัจจัยความสำเร็จและแนวทางการขับเคลื่อน ดังนี้ ความเห็นแรก คือ ใช้ตัวชี้วัดทำให้เกิดการรวมพลัง เป็นวัตถุประสงค์จริงเป็นทั้งผลลัพธ์และเป็นเครื่องมือ เกิดพลังสร้างสรรค์ เกิดความร่วมแรงร่วมใจกัน มีเหตุให้มาช่วยกันคิดได้สะดวก หรือจะเรียกว่าเป็นกระบวนการใช้ตัวชี้วัดก็ควรที่จะทำต่อไป ส่วนที่อยากจะเสริม คือ
ประการที่หนึ่ง ถ้าทำกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ต้องเป็นตัวชี้วัดที่สามารถเปรียบเทียบได้ ไม่ต้องมาก ตัวชี้วัดเพียงไม่กี่ตัวก็สามารถสะท้อนการพัฒนาหลายด้านอยู่แล้ว อย่างตัวชี้วัดความดีวัดความซื้อสัตย์ก็สามารถอธิบายสะท้อนหลายอย่างสะท้อนความดีทั้งหลาย
ตัวชี้วัดการพัฒนาคนของยูเอ็นดีพีที่ใช้ทั่วโลกมีเพียงสามตัว ตัวชี้วัด”โลกแห่งความสุข” ก็มีเพียงสามตัวเหมือนกัน วัดน้อยแต่วัดได้จริงเปรียบเทียบได้ต่อเนื่องสำคัญกว่า ถ้าตำบลไหนทำได้พยายามพัฒนาให้ตัวชี้วัดชัดเจนมีแหล่งที่มาแน่นอนวัดเป็นช่วงๆ สามเดือน หกเดือน เปรียบเทียบได้จะยิ่งเป็นการดี ตัวชี้วัดจะนำมาสู่การระดมความคิดสร้างสรรค์กัน ถ้าเปรียบเทียบได้เราจะได้เรียนรู้จากข้อแตกต่างนั้นมากขึ้น
ประการที่สอง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเวทีวันนี้อยากให้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ อาจจะต่างอำเภอต่างจังหวัดบ้างชนบทบ้างเมืองบ้าง ก็เห็นความแตกต่าง เริ่มต้นให้ดีซักที่หนึ่งจะเป็นฐานขยายไปยังพื้นที่อื่นๆเหมือนเราปลูกต้นไม้ดีๆซักต้นก็จะแพร่พันธุ์ไปได้มากดังตัวอย่างของภาคตะวันตกที่ขยายไปได้ในขณะนี้
ประการที่สาม การเชื่อมต่อกับแผนงานดัชนีความก้าวหน้าแห่งชาติ ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมมือกับสสส.ทำอยู่ คุณสุเทพ ไชยขันธุ์ น่าจะประสานเรื่องนี้ได้ คำนึงถึงแผนงานของสสส.เรื่องนี้ ทั้งนี้จะให้แผนงานดัชนีความก้าวหน้าแห่งชาติเน้นที่ชุมชน “ตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ ต้องเกิดจากเป้าหมายตัวชี้วัดของชุมชนท้องถิ่น” เรื่องการวัดความเจริญก้าวหน้าที่เน้นความสุข เน้นจิตใจ ไม่ได้เน้นการพัฒนาวัตถุ และอยากให้เป็นการพัฒนาในระดับท้องถิ่น
คำสอนสุดท้ายของพระพุทธทาสที่ว่า “ขอให้ช่วยกันหาทางออกจากวัตถุนิยม” การปรับเปลี่ยนจิตสำนึก วิถีชีวิต ความพอเหมาะพอควรและพอดี เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้คนมีความสุข ในเบื้องต้นเป็นการแก้ปัญหาของเราเอง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี หวังว่าการตั้งเป้าหมายตัวชี้วัดจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยตัวเราเอง ช่วยท้องถิ่นเรา ช่วยสังคมเรา ก่อนที่จะเจ็บตัวมากกว่านี้ เป็นคำทิ้งท้ายของอาจารย์ไพบูลย์ก่อนจบเวทีการสนทนา




