“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำนี้ยังใช้ได้กับคนสุโขทัยเสมอ เมืองสุโขทัยบรรพบุรุษเลือกแล้วว่าดีที่สุด พวกเราต้องช่วยกันรักษาแผ่นดินดินเกิดของพวกเรา..อย่าทำร้ายธรรมชาติ..อย่าคิดจะเปลียนแปลงลุ่มนำยมให้มันฝืนกับความเป็นจริงโดยเด็ดขาด..บทเรียนกำลังสอนมนุษย์อยู่ให้เห็นแล้วเต็มตา”
นายสมศักดิ์ คำทองคง ประธานองค์กรชุมชนลูกพ่อขุนรามจังหวัดสุโขทัย เล่าว่า คนสุโขทัยมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายเตรียมตัวรับสถานการณ์น้ำท่วมตลอดเวลา บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงปลูกสร้างเป็นบ้านใต้ถุนสูงน้ำสามารถลอดพื้นบ้านได้ และเตรียมเรือขุดโบราณไว้ยามน้ำหลาก นี่คือวิถีชีวิตคนสุโขทัย แต่ช่วงที่ผ่านมาก็มีคนเดือดร้อนพอสมควรคือกลุ่มคนสมัยใหม่ไม่ใช่คนพื้นเพเดิมของคนสุโขทัย ที่สร้างบ้านทรงฝรั่งสวยงามและไม่เลือกทำเล และไม่ได้ตรวจเส้นทางน้ำ จึงได้รับผลกระทบอยู่พอสมควร
ชาวบ้านจะต้องรู้ว่าช่วงไหนน้ำจะต้องมา ช่วงไหนน้ำจะท่วม จึงต้องเตรียมความพร้อมกันล่วงหน้า ซึ่งจังหวัดสุโขทัยรับน้ำมาจาก ๒ จังหวัด คือแม่น้ำวัง จังหวัดลำปาง และแม่น้ำยม จังหวัดแพร่ หากระดับน้ำที่จังหวัดแพร่เพิ่มขึ้นสูงมาก ก็จะมีรถโมบายของทางอำเภอออกประกาศเตือน ชาวบ้านใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาคำนวนระเวลาการเดินทางของน้ำจากจังหวัดแพร่ถึงสุโขทัยซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ วั น คนปลายน้ำเตรียมย้ายของขึ้นที่สูง พื้นที่สุโขทัยตอนบนส่วนใหญ่เป็น สวนผลไม้ ส่วนทางตอนใต้ของจังหวัดเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังระยะยาว ชาวบ้านจึงปรับวิถีชีวิตมาเลี้ยงปลาในกระชังซึ่งได้ผลผลิตทุก ๓ เดือน สำหรับที่นา ในฤดูน้ำหลากน้ำจะเข้าพื้นที่นาทั้งหมด ชาวนาจึงยังไม่ทำนากันในช่วงนี้ เขาจะทำหลังน้ำลดแล้ว แต่ในช่วงที่น้ำเข้านาก็จะกักปลาธรรมชาติไว้ในที่นาไม่ให้กลับแม่น้ำ โดยทำเป็นคลองซอยในที่นาข้าว ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยจากการเลี้ยงปลา ๑๐๐,๐๐๐บาท/คลองซอย เลยทีเดียว ในยามน้ำแล้งคนสุโขทัยโชคดีมีน้ำใต้ดินที่ประชาชนช่วยกันขุดเจาะขึ้นมาโดยใช้แรงคนไม่ได้ใช้เครื่องจักรแต่อย่างใด
นี่คือวิถีชีวิตของคนสุโขทัยที่ต้องปรับตัวให้อยู่กับน้ำในระยะเวลาหลายเดือน พวกเขาจึงต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และอยู่ร่วมกับน้ำ ใช้ประโยชน์กับน้ำให้มากที่สุด
รายงานโดย นักสื่อสารชุมชนในพื้นที่ภัยพิบัติจังหวัดสุโขทัย
เรียบเรียง ดวงมณี เครื่องร้อน




