![]() คลองบางบัว : ภาพทางเดินเท้าในชุมชนริมคลองบางบัว ซึ่งชาวชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ |
พิพิธภัณฑ์การออกแบบเฮวิตท์ คูเปอร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ได้จัดแสดงนิทรรศการ “Design With the Other 90 Percent : Cities” ณ ห้องโถงส่วนหน้าของอาคารที่ทำการสหประชาชาติ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
นิทรรศการที่จัดแสดงครั้งนี้แสดงความหลากหลายของการออกแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจเพื่อผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม โดยไม่ได้มุ่งเน้นความสวยงามแต่ค่อนไปทางความเรียบง่าย ใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไปหรือวัสดุเหลือใช้ไม่มีค่าสำหรับคนทั่วไป แต่จุดประกายความคิดให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่มีใครคิดอย่างนี้มาก่อน” การออกแบบที่เน้นความประหยัด ช่วยหาทางออกที่ฉลาดสุด ๆ ในการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของคนจนหลายล้านคนทั่วโลก ถึงขั้นที่ว่าเป็นการสร้างโลกใหม่เลยที่เดียว
มีโครงการหนึ่งชื่อ Text to Change ซึ่งเกิดจากความร่วมมือขององค์กรด้านการสื่อสารและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกับหน่วยงานที่ให้บริการโทรศัพท์ในท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุข ในการให้ข้อมูลด้านสุขอนามัยผ่าน cellphone
อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากเมืองไนโรบี ประเทศเคนยา ชุมชนไคเบอร่า ซึ่งเป็นชุมชนแออัดที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกามีปัญหาแตกต่างออกไป การใช้ไม้และถ่านเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจขณะที่ท้องถนนเต็มไปด้วยขยะ สถาปนิกชาวไนโรบีจึงออกแบบครัวของชาวชุมชน โดยใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงแทนไม้และถ่าน
ในกรณีของประเทศไทย โครงการบ้านมั่นคงได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนแออัด ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,500 ชุมชนทั่วประเทศ แนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงชาวชุมชนให้เป็นแกนหลักในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีอื่น ๆ ในการออกแบบและพัฒนาชุมชนให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ชุมชนบางบัวเป็นชุมชนบุกรุกตลอดแนวคลองบางบัว เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวยากจนกว่า 1,000 ครอบครัว เพราะชุมชนนี้เป็นชุมชนบุกรุกจึงไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย ความไม่มั่นคงนี้สะท้อนให้เห็นด้วยลักษณะทางกายภาย ทางเดินไม้ง่อนแง่นเหนือน้ำเน่าเชื่อมบ้านเรือนที่ก่อสร้างลวก ๆ ง่อนแง่นพอ ๆ กัน สถาปนิกชุมชนจากสถาบันพัฒนาองค์กรและมหาวิทยาลัยศรีปทุมได้ทำงานร่วมกับชาวชุมชนในการวางผังชุมชนและออกแบบบ้านใหม่ตามความต้องการของชุมชน ซึ่งมีทั้งบ้านแถว บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ชาวบ้านรื้อบ้านเดิมออกจากคลองและสร้างบ้านใหม่บนฝั่งริมคลองเดิมโดยใช้วัสดุจากบ้านเดิมบางส่วน เช่น ประตู หน้าต่างไม้ ชุมชนใหม่นี้สร้างโอกาสใหม่ให้ชาวชุมชนในการตั้งถิ่นฐานอย่างมั่นคง
นอกจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคแล้ว โครงการบ้านมั่นคงยังให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิการเช่า 30 ปีแก่ชาวชุมชน นับเป็นครั้งแรกที่ชาวชุมชนได้รับการยอมรับถึงการมีอยู่ตามกฎหมาย และยับยั้งการไล่ที่ซึ่งเป็นวงจรเดิม ๆ ที่ทำให้คนจนยากจนลงและสูญเสียโอกาสลงเรื่อย ๆ นอกจากก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่แล้วชาวชุมชนยังตัดสินใจใช้เงินสินเชื่อก่อสร้างศูนย์ชุมชนเพื่อดูแลเด็ก คนแก่ คนพิการ รวมทั้งห้องสมุดชุมชนอีกด้วย
ซินเทีย สมิท ผู้รับผิดชอบการจัดนิทรรศการครั้งนี้ กล่าวว่า “การสร้างบ้านเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่ยากคือการสร้างชุมชน เมืองเต็มไปด้วยความซับซ้อน สิ่งที่นักออกแบบที่ดีต้องนำเสนอคือจะสร้างรูปแบบที่มาจากความคิดง่าย ๆ ได้อย่างไร การออกแบบที่ดีจะต้องเชื่อมโยงปัญหากับความต้องการของชาวบ้านซึ่งจะเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนเรากำลังพูดถึงคนเป็นพันล้านคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด คุณจะมองว่าคนพันล้านคนเป็นปัญหาหรือเป็นทางออกก็ได้”
ซินเทีย สมิท ยังกล่าวอีกว่า “เราอยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนอพยพเข้าเมืองขนานใหญ่คนจนกว่าพันล้านคนอาศัยอยู่ในชุมชนบุกรุกหรือสลัม สหประชาชาติประมาณการว่าจำนวนผู้อยู่อาศัยในสลัมจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวในช่วงปี 2030 และเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในปี 2050 นั่นหมายถึง หนึ่งในสามของประชากรในโลกจะอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดในบราซิล เอควาดอร์ อัฟริกาใต้ ตูนีเซีย หรือเนปาน ชุมชนเหล่านี้เกิดขึ้นตามยถากรรม ทรุดโทรม และขยายตัวไม่มีที่สิ้นสุด”
ซินเทีย สมิท ใช้เวลา 2-3 ปี เดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาว่าการออกแบบจะช่วยปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนเหล่านี้ได้อย่างไร บทเรียนจากชุมชนบางบัวแสดงให้เราเห็นว่า ชาวชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง ชาวชุมชนจำนวนมากมายในสลัมในอินเดีย บังคลาเทศ อัฟริกาใต้ และแม้แต่บางเมืองในอเมริกร ถูกกันออกจากกระบวนการพัฒนา บทเรียนที่ซินเทียสรุปได้จากการเดินทางทั่วโลกคือ การปรับปรุงชุมชนทั้งหลายในโลกนี้จะสำเร็จได้เมื่อชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
สมสุข บุญญะบัญชา เลขาธิการมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย สรุปไว้ว่าคนจนเป็นทั้งผู้สร้างและหาวิธีแก้ไขปัญหาความยากจน ที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคพื้นฐานแบบองค์รวม โดยแก้ไปพร้อม ๆ กันไม่ได้แก้ทีละเรื่อง
จากบทความเรื่อง Rescued by Design
โดย ไมเคิล คิมมัลแมน ตีพิมพ์ในนิตยสาร นิวยอร์ค ไทม์ ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2554
นาฎวิภา ชลิตานนท์ แปล





