ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่น เตรียมรับมือตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ๓ โซน เพื่อรองรับผู้ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ๗,๐๐๐ ครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมวางแผนรับมือกับผู้อพยพจากพื้นที่ฝั่งภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม เช่น มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง หลักสี่ สะพานสูง และบางเขน
นายเจษฎา มิ่งสมร คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคตะวันออก กล่าวว่า เราเริ่มตั้งศูนย์เมื่อวัที่ ๑๔ ต.ค. ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับ ชมรมผู้สูงอายุ สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง ได้มีการหารือในการแก้ไขปัญหาพี่น้องแปดริ้วที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำท่วม เพื่อรองรับผู้ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ๗,๐๐๐ ครัวเรือน โดยตั้งศูนย์ปฏบัติการฯ ของชุมชน ๓ โซน ประกอบด้วย (๑.) ศูนย์หัวไทร ต.หัวไทร อ.บางคล้า ดูแล ๓ อำเภอ ๖ ตำบล ประกอบด้วย อ.คลองเขื่อน ๒ ตำบล ต.บางโรง และต.ก้อนแก้ว , อ.ราชสาส์น ๒ ตำบล คือ ตำบลเมืองน้อย และตำบลเมืองใหม่ อ.บางคล้า ตำบลหัวไทร , ตำบลบางกระเจ็ด ตำบลปากน้ำ และบางคล้าบางส่วน (๒.) ศูนย์ อ.บางน้ำเปรี้ยว ดูและ ๗ ตำบล ต.ดอนฉิมพลี ต.ดอนเกาะกา ต.บึงน้ำรักษ์ ต.สิงห์โตทอง ต.หมอนทอง (ชุมชนมุสลิม) ต.บางขนาด และ ต.โยธะกา สำหรับศูนย์ที่ (๓.) ศูนย์อำเภอเมือง เป็นศูนย์ที่เตรียมการไว้สำหรับรองรับและรับมือจากพื้นที่ฝั่งภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม เช่น มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง หลักสี่ สะพานสูง และบางเขน ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบมากขึ้น
ทั้งนี้น้ำที่ท่วมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรานี้มีอยู่สองลักษณะ คือ เป็นน้ำท่วมทุ่ง และน้ำท่าที่เอ่อเข้ามาจากแม่น้ำบางประกง เราได้วางแผนการบริหารจัดการภัยพิบัติ ภาคประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ ๓ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ได้มีการวางแผนและปฏิบัติการลงไปช่วยสนับสนุนการจัดศูนย์ปฎิบัติการภัยพิบัติระดับตำบล และจังหวัด จัดทำระบบข้อมูลผู้เดือดร้อนในพื้นที่ การสนับสนุนปัจจัยสี่และจัดระบบการบริหารจัดการศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติ ประสานงานภาคี เพือหนุนเสริม เตรียมการจัดทำก้อนจุลินทรีย์ (อีเอ็มบอล) เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเน่าเสีย ระยะที่สอง คือ การทำแผนเยียวยา/ฟื้นฟู(ช่วง ๓ เดือน) คณะทำงานทำการเชื่อมโยง และสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของขบวนองค์กรชุมชน ในการจัดทำแผนเยียวยา/ฟื้นฟู การลงปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยา/ฟื้นฟู โดยจัดขบวนการฟื้นฟูในระดับตำบล เช่น ที่อยู่อาศัย วิถีการผลิต อาชีพ ฯลฯ การทำกิจกรรมรณรงค์ ระดมทุน จัดตั้งกองทุน จัดการภัยพิบัติของตำบล/จังหวัด และการจัดทำแผนฟื้นฟูภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชนเสนอต่อจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“สำหรับผู้ที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์ เราจะมีกระบวนการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น การทำอีเอ็มบอล การทำน้ำยาป้องกันน้ำกัดท้าว ทำน้ำมันเขียว การเพาะถั่วงอก เป็นต้น หากใครเข้ามาพักที่นี่จะได้เรียนรู้ ถือว่าวิกฤติเรื่องน้ำท่วมถือเป็นโอกาสในการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน”
อย่างไรก็ดีได้มีการระดมทุนจากสมาชิกสวัสดิการองค์กรชุมชนในระดับตำบลที่มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการอยู่แล้วให้สมทบคนละบาท เป็นกองทุนระดับจังหวัด ภายใต้ชื่อ “กองทุนฟื้นฟูภัยพิบัติจังหวัดฉะเชิงเทรา” ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระดับจังหวัด และในระดับโซนก็จะมีกองทุนระดับโซนเช่นกัน เป็นกองทุนในระดับตำบล เพื่อเป็นการวางแผนรับมือในปีถัดไป ทั้งนี้ในระดับจังหวัดศูนย์ฯ ได้มีการเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ได้รับความเดือดร้อนร่วมกับศปภ.จังหวัดฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา รวมทั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) มีการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนในการการเชื่อมโยงศูนย์ในระดับตำบลและจังหวัดในการบริหารจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเรื่องภัยพิบัติในระดับภาคตะวันออก หากมีการอพยพจากพื้นที่ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา จังหวัดฉะเชิงเทรามีความพร้อมที่จะรองรับพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน และวันนี้เป็นความยินดีที่จะเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างคนที่อยากมาให้ความช่วยเหลือ มีทั้งหมด ๕ จุด คือ จ.สระบุรี , จ.ฉะเชิงเทรา , จ.นครปฐม , จ.ชลบุรี และ จ.ราชบุรี
นายเจษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจังหวัดฉะเชิงเทราคณะทำงานฯ ได้มีการวาแผนระยะยาวเพื่อปฏิบัติการในการจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น ในเรื่องของจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติโดยขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ ตำบลหรือจังหวัด สำหรับพื้นที่ที่จะประสบภัยได้มีการเตรียมการจัดทำแผนป้องกัน เช่น การจัดทำผังชุมชนทั้งระดับตำบลหรือจังหวัด พื้นที่รองรับผู้ประสบภัย การปรับวิถีการผลิต การปรับโครงสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อรับมือการจัดการภัยพิบัติในระดับตำบล รวมถึงการจัดทำแผนป้องกันโดยมีการจัดการองค์ความรู้หรือชุดประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ
“สิ่งที่น่าสนใจคือชาวบ้านฉะเชิงเทราไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาให้ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว และวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องว่ากล่าวหรือโทษใคร ผมถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะถ่ายเทความรู้ของทุกฝ่ายไม่ว่าจะบริหารจัดการดีหรือไม่ดี เราถือเป็นบทเรียน” พี่เจษฎากล่าวทิ้งท้าย




