playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altกรุงเทพฯ/เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจอาสา เสนอ “ผ่าวิกฤตมหาอุทกภัย ก้าวอย่างยั่งยืนสู่ชุมชนที่ปลอดภัย” ในการประชุม ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือภัยพิบัติเครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคี ที่ประกอบด้วย สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค สภาองค์กรชุมชน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ณ ห้องประชุม 301-302 พอช.

 

อาจารย์ไพบูลย์ ระบุว่า ก้าวอย่างยั่งยืนของชุมชนปลอดภัย จะเกิดขึ้นได้ในวิกฤตของโลกที่เกิดจากความไม่สมดุลย์ เพราะมีการเอาเปรียบระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติมากเกินไป เราต้องน้อมนำปรัชญาเศรษกิจพอเพียงมาใช้จึงจะช่วยโลกให้พ้นจากวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าได้

         อาจารย์ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประชากรโลก 7,000 ล้านคน มีจำนวนมากเกินกว่า 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับทรัพยากรของโลกที่มีอยู่ คน 20 เปอร์เซ็นต์แรก บริโภค 55 เปอร์เซ็นต์  ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายกลับบริโภคไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้ง คุณธรรมและความดีมีน้อยลง และถูกลดทอนลงเรื่อยๆ นับเป็นภาระที่หนักอึ้งของโลก กับทรัพยากรที่มีอยู่ เราต้องหันมาใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมทั้งใช้ชีวิตที่ไม่ทำลายสิงแวดล้อม และต้องลดจำนวนประชากรลง ถ้าจำนวนประชากรประมาณ 3 พันล้านคน โลกจะอยู่สบายขึ้น

 

         เมื่อสังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตมหาอุทกภัย นับเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าได้เรียนรู้และทำงานจริงจังทั้งประเทศ ความร้ายแรงที่จะเกิดในอนาคตก็จะน้อยลงกว่าปัจจุบัน และการทำให้ชุมชนปลอดภัย จะต้องมองทั้งโลก โดยเน้นเรื่องความดี ความสามารถ และความสุข ลดวัตถุนิยมลงให้น้อยที่สุด

 

         ส่วนข้อเสนอในการสร้างประเทศไทยใหม่ และจัดการน้ำอย่างขนานใหญ่ นั้นอาจารย์ไพบูลย์ มองว่าจะมีทางเลือกที่ให้ถกเถียงกันไม่จบ คณะกรรมการฟื้นฟูประเทศไทยใหม่ และคณะกรรมการจัดการน้ำทั้ง 2 คณะ ต้องมีวิสัยทัศน์การจัดการที่เหมาะสม ที่สำคัญต้องไม่ลืมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ทุกระดับ ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด ระดับชาติ โดยใช้กระบวนการที่ดี ซึ่งปัจจุบันรัฐยังจัดกระบวนการไม่เป็น จนเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง อย่างที่ประตูน้ำคลองสามวา หรือที่อื่นๆ ซึ่งปัญหาความขัดแย้งบ้านเรามีความซับซ้อนมาก ต้องใช้ทำงานแบบแนวราบ ที่นับว่าเป็นเรื่องยากมาก ถ้าแก้ปัญหาประเทศได้ประชาชนทั้งหมดต้องมาร่วมกัน และต้องไม่เอาจุดยืนของแต่ละฝ่ายเป็นตัวตั้ง

 

“ในยามวิกฤตเช่นนี้ องค์กรชุมชน เราต้องถือเรื่องการจัดการและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญ” โดยที่อาจารย์ไพบูลย์ ได้เสนอแนวคิด วิธีการ แบ่งเป็นประเด็นดังนี้

 

การป้องกันระยะไกลมาก ต้องมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ชะลอและลดจำนวนประชากรให้เข้าระดับสมดุล อนุรักษ์และพัฒนาทรพัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อมนุษย์ โดยปรับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจาก “บริโภคนิยม/วัตถุนิยม/ ยื้อแย่งแข่งขันนิยม” มาเป็น “พอเพียงนิยม/คุณธรรมความดีนิยม/เอื้อเฟื้อแบ่งปันนิยม”

 

การป้องกันระยะไกล อ.ไพบูลย์ มองว่า ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับการจัดการธรรมชาติ รวมถึงน้ำ ป่า อากาศ ทั้งระบบ ที่เชื่อมโยงบูรณาการครบวงจร ทั้งภายในประเทศและที่เกี่ยวโยงกับประเทศข้างเคียง รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในเชิงการวางผังเมืองและผังชนบททุกมิติ รวมถึงระบบคมนาคม การขนส่ง ถนนหนทาง เขตอุตสาหกรรม เขตพาณิชยกรรม เขตที่อยู่อาศัย เขตป่า เขตพื้นที่สีเขียว ฯลฯ

 

การป้องกันระยะปานกลาง เลือกดำเนินการบางส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับการจัดการธรรมชาติและการวางผังเมืองและชนบทที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก และใช้เวลาไม่นานนักเช่น การทำแก้มลิงขนาดใหญ่ในบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ การทำเหมืองฝายและประตูน้ำที่เหมาะสม การปรับหรือสร้างถนนและทางเดินของน้ำที่เหมาะสม การจัดทำระบบป้องกันไฟป่าและหมอกควัน ระบบป้องกันอันตรายจากพายุ และคลื่นยักษ์สึนามิ ระบบการป้องกันอุบัติเหตุ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ

 

การป้องกันระยะใกล้ สร้างกำแพงกั้นริมแม่น้ำ คู คลอง/ การปรับหรือพัฒนาระบบทางเดินของน้ำใกล้ชุมชนทั้งในชนบทและเมือง การปรับหรือพัฒนาถนน คู คลอง ทั้งในชนบทและในเมือง/ การปรับหรือพัฒนาอาคารบ้านเรือนให้สามารถป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม โคลนถล่ม พายุ ไฟไหม้ ฯลฯ ได้ดีขึ้น/ การสำรวจจุดเสี่ยงประเภทต่างๆ และดำเนินการป้องกันความเสี่ยงนั้นๆ

 

การเตรียมความพร้อม มีระบบเตือนภัยประเภทต่างๆ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ยานพาหนะ อุปกรณ์ ฯลฯ การเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อาหาร เครื่องใช้ เวชภัณฑ์ การเตรียมความพร้อมด้านการจัดการรวมถึงความพร้อมขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ความพร้อมของบุคลากรในแต่ละประเภท ความพร้อมด้านการสื่อสารด้วยวิธีต่างๆ การจัดทำคู่มือ เอกสาร การให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจ การฝึกซ้อมเป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มประสิทธฺภาพของการเตรียมความพร้อม และความสามารถในการเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉิน

 

การเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน (ภัยพิบัติ) เมื่อเตรียมความพร้อมแล้ว ต้องดำเนินการตามแผนเตรียมความพร้อม และปรับเปลี่ยนหรือสร้างสรรค์วิธีการและอื่นๆ ให้เหมาะกับสถานการณ์จริงอย่างทันเวลา การรักษาและเสริมสร้างกำลังใจ ความสามัคคี รวมพลังสร้างสรรค์ ร่วมมือประสานงานระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลและใช้การสื่อสารอย่างถูกต้องเหมาะสม เพียงพอ สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ

 

การบรรเทาและฟื้นฟู ต้องจัดการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยองค์กรอื่นๆเป็นฝ่ายสนับสนุน ความทันต่อเวลา ความเหมาะสมของลำดับก่อนหลัง และปริมาณการช่วยเหลือสนับสนุนในการบรรเทาและฟื้นฟู การผสมผสานการบรรเทาและฟื้นฟูกับการพัฒนาและอภิวัฒน์ (ใช้วิกฤตเป็นโอกาส)

 

การพัฒนาและอภิวัฒน์ สังคมควรศึกษาเรียนรู้ สร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมจากประสบการณ์จริง จากแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ จากการจัดการความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและอภิวัฒน์ที่ดียิ่งขึ้น การพัฒนาและอภิวัฒน์เกี่ยวกับการจัดการและพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ การพัฒนาและอภิวัฒน์เกี่ยวกับระบบป้องกันและการเตรียมความพร้อมในระยะ ระดับ มิติ และด้วยวิธีการต่างๆ

 

บทบาทและการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ อาจารย์ชี้ว่า นับตั้งแต่ชุมชน องค์กรชุมชน ภาคประชาชน ควรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และมีส่วนร่วมสูงในการจัดการภัยพิบัติทุกระยะ ทุกระดับ ทุกด้าน ทุกมิติ และในทุกวิธีการ/ หน่วยงานภายนอกชุมชนทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลาง องค์การอื่นๆ ของรัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์การจากต่างประเทศ ควรเป็นฝ่ายสนับสนุนและร่วมมือประสานงานกันอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยมีชุมชน และประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ

 

การศึกษาวิจัย เครือข่ายการเรียนรู้และความร่วมมือ ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่มากพอและดีพอ ควรมีเครือข่ายที่มีองค์ประกอบต่างๆ ตามความสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดการความรู้ และพัฒนาเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติในระยะ ระดับ มิติ และวิธีการต่างๆ ตามที่เห็นร่วมกันว่าเป็นประโยชน์ โดยมีกิขกรรมร่วมกันเป็นระยะๆ ตามที่เห็นร่วมกันว่าเหมาะสม

 

         altทั้งนี้ อาจารย์ไพบูลย์ ได้ย้ำถึงหลักการสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น หรือการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ที่ต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยประชาชน ชุมชน องค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญ ซึ่งต้องร่วมมือกับท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) และหน่วยงาน องค์กรภายนอก ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัย สถาบันศาสนา เป็นฝ่ายหนุนเสริมสนับสนุน

 

        โดยมีเป้าหมายรูปธรรมที่มีตัวชี้วัด มีวิธีการเหมาะสมลงมือปฏิบัติ วัดผลประเมินผลได้ และเรียนรู้ปรับปรุงพัฒนา วงจรการพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไป   

 

        อย่างไรก็ตามภาพรวม “การจัดการภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วม บูรณาการ และครบวงจร” ที่ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมกันจัดการภัยพิบัติในทุกขั้นตอน เริ่มจากการเตรียมความพร้อม การเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน การบรรเทาและฟื้นฟู การพัฒนาและอภิวัฒน์ การป้องกันระยะไกล ปานกลาง ระยะใกล้ ร่วมมือทั้งในชุมชน ระหว่างชุมชน จนถึงในระดับชาติ ทำให้ครบวงจร และหวังว่าจะไม่หยุดแม้เมื่อน้ำลดระดับสู่ภาวะปกติแล้ว อาจารย์สรุปในตอนท้าย

        นอกจาก 12 รายการที่จะทำก่อนตาย ที่เหลือเพียงข้อเดียว คือได้อยู่ร่วมฉลอง 84 พรรษาของพระองค์ท่าน ชุมชนที่ปลอดภัย เป็นสิ่งที่อาจารย์ไพบูลย์ หวังอยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แม้นจะไม่มีโอกาสได้ร่วมยินดีก็ตาม...

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter