บทความนี้เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถหาทางออกประเทศไทยที่ชัดเจนได้ และนำเสนอแนวทางที่น่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง โดยจะพิจารณาถึง 1)สภาพสังคมที่เป็นจริงแต่ไม่มีการยอมรับ และนำมาใช้ในการแก้ปัญหา 2)อะไรคือสาเหตุที่นำมาสู่สภาพเช่นนั้น และจะมีแนวทางที่จะแก้ไขได้อย่างไร 3)การปฏิรูปมีอะไรบ้าง มีกี่อย่าง และอะไรสำคัญที่สุด พิจารณาจากสภาพปัญหาของสังคมโดยรวม และปัญหาความแตกแยกที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน 4)แนวทางการปฏิรูปโดยประชาชนและอุปสรรค
สำหรับทางออกของประเทศไทย เหตุที่หาไม่พบเพราะ 1)ไม่ยอมรับหรือให้ความสำคัญเพียงพอกับสภาพความเป็นจริงของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแตกแยกที่มีลักษณะภูมิภาคเป็นสำคัญ คือ ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ในภาคใต้และกรุงเทพฯ ไม่พอใจกับนโยบายและการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประชากรในภาคเหนือและอีสานสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์[1] 2)ในการพิจารณาหาทางออก แทนที่จะให้ความสำคัญกับสภาพสังคม กลับไปพิจารณาประชุมถกเถียงกันในการบังคับใช้ข้อกฎหมาย(รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายทั่วไป) ซึ่งเมื่อมีการปฏิรูปเกิดขึ้นย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปแทบทั้งสิ้น และ 3)มีการดื้อดึง เห็นแก่พรรคพวกและผลประโยชน์ และเอาชนะกันโดยไม่คิดถึงประเทศชาติและส่วนรวม
การไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการแตกแยกทางทัศนะ ความคิด และความต้องการของภูมิภาคเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งในการหาทางออกของประเทศและการปฏิรูป การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกนี้อย่างชัดเจน และการเลือกตั้งจะไม่สามารถสร้างความปรองดองขึ้นมาได้ หากมีแต่จะทำให้ความแตกแยกนั้นรุนแรงขึ้น เพราะเสมือนกลไกอื่นๆของสังคมตะวันตกในปัจจุบัน การเลือกตั้งมีการแพ้ชนะอย่างเด็ดขาดจึงไม่สามารถสร้างความปรองดองได้[2] ในการที่จะหาทางลดทอนความขัดแย้งลง เราจำเป็นที่จะต้องค้นหาสาเหตุของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สาเหตุของความแตกแยกนั้นมาจากการประพฤติปฏิบัติของรัฐบาลส่วนกลาง ที่มีอำนาจมากมายเหนือท้องถิ่น ภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากการรวมศูนย์อำนาจที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่นั้นมา มีแต่จะเสริมเพิ่มอำนาจของรัฐบาลราชการส่วนกลางมากขึ้นเป็นลำดับ การรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ก็มีส่วนดีอยู่เหมือนกัน คือทำให้นโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิผลโดยเร็ว เฉกเช่นในสมัยรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ แต่รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนั้น จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องมีความเที่ยงธรรม ความยุติธรรม ไม่ขูดรีดทรัพยากรและไม่ทำให้ราษฎรในภูมิภาคส่วนใดส่วนหนึ่งเดือดร้อน
รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งต้องถือว่าเป็นพิธีกรรมสำคัญของระบอบประชาธิปไตย[3] รัฐบาลไทยนั้นผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการเลือกตั้งเพราะนายกรัฐมนตรีและส่วนมากของรัฐมนตรีเป็นผู้นำ หัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรคของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง จึงเป็นการยากแต่จำเป็น ที่รัฐบาลจะต้องแยกตัวออกจากพรรคการเมืองของตน กล่าวคือจะต้องเป็นรัฐบาลของประเทศและประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลของพรรคการเมืองและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองของตนเท่านั้น
น่าเสียดายที่นักการเมืองของไทยไม่สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้ นักการเมืองเมื่อขึ้นมามีอำนาจ ก็ใช้อำนาจในการหาประโยชน์ให้ตนเอง พวกพ้อง พรรคการเมืองของตน ตลอดจนกลุ่มคนที่สนับสนุนตนเองหรือพรรคของตน เป็นที่สังเกตกันทั่วไปและเสมอว่านักการเมืองที่ขึ้นมามีอำนาจ มักจะร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตา ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง ภรรยา ญาติพี่น้อง และ/หรือพรรคพวก มีนักการเมืองผู้หนึ่งเคยพูดว่า ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ยากจนข้นแค้นอดอยากปากแห้ง ซึ่งหมายความว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลหรือส่วนหนึ่งของรัฐบาลก็จะร่ำรวย การคอร์รัปชั่นมีมากมาย และมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อรัฐบาลมีโครงการใหญ่ๆเพิ่มขึ้น ความจริงเหล่านี้เป็นที่ทราบกันทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนั้นแล้วจะสังเกตได้ว่า นักการเมืองผู้ขึ้นมามีอำนาจ มักจะผันเอาเงินส่วนรวมที่มาจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ ไปบำรุงบำเรอคนในท้องถิ่นที่สนับสนุนตนในการเลือกตั้ง ยิ่งกว่านั้นยังไม่สนับสนุนช่วยเหลือหรือตอบสนอง ความต้องการและความจำเป็น(needs)ของประชากรกลุ่มที่ไม่สนับสนุนตนและพรรคของตน ดังที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเคยบอกว่าเป็นการลงโทษกลุ่มคนที่ไม่ลงคะแนนให้พรรคของตน
ในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยในประเทศไทย ความแตกแยกในทางความคิดความเห็นในทางการเมืองนั้น มีลักษณะแตกต่างกันตามภูมิภาคคือ คนใต้และคนกรุงเทพฯสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ในขณะที่คนในภาคเหนือและภาคอีสานสนับสนุนอีกพรรคหนึ่ง พฤติกรรมการกระทำของนักการเมืองและพรรคการเมืองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมทำให้ความแตกร้าวระหว่างภูมิภาครุนแรงขึ้น เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากคนในภาคเหนือและอีสานนั้นข่มเหงรังแกคนภาคใต้และไม่ให้ความยุติธรรมแก่คนกรุงเทพฯในทางตรงกันข้ามหากมีรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากคนในภาคใต้และกรุงเทพฯ คนภาคเหนือและภาคอีสานก็อาจจะร้องว่ารัฐบาลลำเอียง ช่วยเหลือแต่คนภาคใต้
ในปัจจุบัน เมื่อรัฐบาลส่วนกลางมีโครงการมหึมาที่อยากจะทำในภูมิภาคใดและประชากรในภูมิภาคนั้นไม่ต้องการ ประชากรในภูมิภาคไม่อาจขัดขวางได้ เพราะรัฐบาลส่วนกลางมีอำนาจมากล้นเหลือ ทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย จนทำให้การชุมนุมประท้วงและการใช้ความรุนแรงกลายเป็นวิธีการเดียว ที่จะทำให้เขาขัดขวางการกระทำที่เขาเห็นว่าเป็นการข่มเหงรังแกเขาได้ การที่จะลดความแตกแยกขัดแย้งเช่นนี้ลงได้ มีทางเดียว คือ การลดอำนาจของรัฐส่วนกลางลง และเพิ่มอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้น การกระจายอำนาจเป็นวิธีการเดียวที่จะเอื้อให้ท้องถิ่นสามารถที่จะปกป้องทรัพยากรของตนได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการที่รุนแรง
ในกระบวนการหาทางออกประเทศไทย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการหาวิธีการระงับความรุนแรงในการขัดแย้ง และหาวิธีการปรองดอง ได้พบว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ขัดแย้งมีความเห็นร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และที่ได้พบแล้วสิ่งนั้นคือ การปฏิรูปประเทศไทย แต่การปฏิรูปเป็นนามธรรม มีความหมายกว้างขวาง ครอบคลุมหลายสิ่งหลายอย่าง จึงไม่อาจปฏิบัติได้ เท่าที่ได้เห็นจากการนำเสนอของบุคคลต่างๆก็มีที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ
1)การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการในการเลือกตั้ง
2)การกระจายอำนาจ
3)การปฏิรูปการถือครองที่ดิน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
4)การเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการเก็บภาษีอากร
5)ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
6)การปฏิรูปตำรวจ ไม่ให้เป็นกองทัพของรัฐบาลส่วนกลางแต่เป็นผู้รักษาความ
สงบของท้องถิ่น
7)การปฏิรูปการศึกษา
ฯลฯ
การที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปขึ้นในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นที่จะต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง การที่จะคอยให้ประชาชนเลือกนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะต้องเลือกว่าจะทำสิ่งใดเป็นสิ่งแรก แล้วให้ประชาชนลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่ จึงจะทำให้การปฏิรูปเริ่มต้นได้
ในการที่จะเลือกทำการปฏิรูปอะไรก่อนหลัง จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าจะปฏิรูปไปเพื่ออะไร เท่าที่มองเห็นมีสองประการคือ 1)เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ และ 2)เพื่อลดหรือระงับความขัดแย้ง ความจริงวัตถุประสงค์ของทั้งสองอย่างนี้ไม่ขัดแย้งกัน เพราะการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำก็จะลดและระงับความขัดแย้งได้
การปฏิรูปที่ได้รับการนำเสนอว่า ควรจะรีบทำก่อนโดยเร็ว คือ การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง และการกระจายอำนาจอีกอย่างหนึ่ง การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งนั้น นำเสนอโดยนักกฎหมายและนักการเมือง และได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ส่วนการกระจายอำนาจนั้นเสนอโดยชาวบ้านนักพัฒนาเอกชนด้วยเสียงอ่อยๆ และคนไม่ค่อยสนใจ[4] แต่บทความนี้ใคร่จะเสนอว่า การแก้ไขกฎเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้หากพิจารณาทัศนคติ ความเห็น และความต้องการของคู่ขัดแย้ง ข้อเสนอนี้เป็นไปได้แต่ในอุดมคติและความฝัน แต่ปฏิบัติไม่ได้ในความเป็นจริง ส่วนการกระจายอำนาจนั้นน่าที่จะลดความขัดแย้งลงได้ ถ้ามีการลดอำนาจของรัฐส่วนกลางและรัฐบาลกลางเป็นหลักการที่สำคัญ
การแก้ไขกฎเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเกิดการขัดแย้งกันในรายละเอียดของทุกข้อที่จะเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละข้อย่อมทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบในการเลือกตั้ง จึงจะทำให้เกิดการโต้เถียงขัดแย้งกันไม่รู้จบ การแก้ไขจึงเกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนการกระจายอำนาจนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะทุกท้องถิ่นในภูมิภาคย่อมอยากมีอำนาจการปกครองตนเอง และหลุดพ้นจากแอกของการอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลในส่วนกลาง ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้ “เชียงใหม่จัดการตนเอง” “ปัตตานีปกครองตนเอง” ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)ได้เสนอในรายงานในรูปเอกสารหนังสือชื่อ แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย: ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(14 พฤษภาคม 2554) ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จำเป็นจะต้องทำเรื่องหนึ่งโดยด่วน คณะกรรมการชุดนี้ประกอบขึ้นด้วยบุคคลจากหลายฝ่ายรวมทั้ง ศาสตราจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้อย่างออกหน้าและเป็นผู้ที่รัฐบาลชุดนี้ฟัง ศาสตราจารย์นิธิเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมเสนอเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และสนับสนุนอย่างแข็งขัน ความจริงศาสตราจารย์นิธิเป็นกรรมการคนสำคัญ เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้
รายงานของคณะกรรมการปฏิรูปเล่มนี้ได้ให้เหตุผลของความจำเป็นในการกระจายอำนาจไว้มากมายและน่าฟัง ซึ่งจะหาอ่านได้ในรายงานเรื่อง แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)หน้า 151-187[5] ซึ่งขอคัดลอกบางส่วนมาเป็นตัวอย่างดังนี้
“การควบคุมบ้านเมืองโดยศูนย์อำนาจที่เมืองหลวงทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในบางด้าน อำนาจรัฐที่รวมศูนย์มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในหลายที่หลายแห่ง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิธีกำหนดนโยบายจากส่วนกลางนั้น ยิ่งส่งผลให้ท้องถิ่นไร้อำนาจในการจัดการเรื่องปากท้องของตน
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมให้เลวลงด้วยเงื่อนไขของยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ
การที่รัฐไทยยังคงรวมศูนย์อำนาจบังคับบัญชาสังคมไว้อย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องสังคมไทยจากอิทธิพลข้ามชาตินั้น นับเป็นภาวะวิกฤตที่คุมคามชุมชนท้องถิ่นต่างๆเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นแทบจะป้องกันตนเองไม่ได้เลย เมื่อต้องเผชิญกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทุนมากกว่า
เมื่อสังคมถูกทำให้อ่อนแอ ท้องถิ่นถูกทำให้อ่อนแอ และประชาชนจำนวนมากถูกทำให้อ่อนแอ ปัญหาที่ป้อนกลับมายังศูนย์อำนาจจึงมีปริมาณท่วมท้น ทำให้รัฐบาลทุกรัฐบาล ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องที่ล้นเกิน ครั้นแก้ไขไม่สำเร็จทุกปัญหาก็กลายเป็นประเด็นการเมือง...”(คปร.หน้า 152-153)
การลดอำนาจรัฐบาลส่วนกลางจึงมีความสำคัญมาก เป็นการช่วยให้ท้องถิ่นสามารถป้องกันตนเอง รักษาทรัพยากรของตนเองได้
“สำหรับการวางแผนพัฒนาพื้นที่(เช่นแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือการให้สัมปทานเพื่อพัฒนาเหมืองแร่) รัฐบาลก็ยังคงนำเสนอทิศทางการวางแผนต่อท้องถิ่นต่างๆได้ แต่การตัดสินใจจะต้องมาจากท้องถิ่น ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นเท่านั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประสานงานกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และต้องเคารพในการตัดสินใจของท้องถิ่น ที่อาจกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ของตน ซึ่งแตกต่างไปจากแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ก็เป็นได้...”(คปร. หน้า 172)
ความสำคัญของการกระจายอำนาจที่จะลดทอนหรือระงับความขัดแย้งมีสองประการที่สำคัญคือ 1)ทำให้ท้องถิ่นสามารถที่จะป้องกันตนเองจากการขูดรีด ข่มเหงโดยรัฐบาลกลางได้ 2)จำกัดการต่อสู้ขัดแย้งให้ไปมีเวทีที่ในแต่ละท้องถิ่นแทนที่จะรวมกันต่อสู้ขัดแย้งกันในเมืองหลวง(กรุงเทพฯ) การต่อสู้ขัดแย้งในท้องถิ่นเป็นการขัดแย้งของกลุ่มคนจำนวนน้อย ในพื้นที่เล็กๆซึ่งทำให้สามารถตกลงปรองดองกันได้โดยง่าย
เมื่อเริ่มต้นบทความ เราได้พิจารณาเห็นว่า การที่การพิพาทขัดแย้งกันจะระงับและเกิดการปรองดองได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีจุดร่วม คือ สิ่งที่จะทำร่วมกันได้ ซึ่งเราพบแล้วว่า คือ การปฏิรูป แต่การปฏิรูปเป็นนามธรรม มีความหมายครอบคลุมสิ่งที่จะปฏิบัติได้หลายอย่าง การที่จะให้เกิดการปฏิรูปได้ จำเป็นที่จะต้องจัดเรียงความสำคัญและความเป็นไปได้ จากการจัดเรียงความสำคัญ โดยถือว่าการปฏิรูปควรมีส่วนสำคัญในการแก้ไขลดทอนความขัดแย้ง เราพบว่า การกระจายอำนาจ เป็นสิ่งที่อาจยอมรับได้โดยคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และอาจสามารถระงับข้อพิพาทระหว่างภูมิภาคซึ่งเป็นความขัดแย้งพื้นฐานได้
ปัญหาต่อมาคือว่า จะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างไร และเมื่อไร แน่นอนว่าการปฏิรูปควรจะเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้ แต่ปัญหาก็ยังมีว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ในความเห็นของผม ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นเดี๋ยวนี้ เพื่อดำเนินการกระจายอำนาจ ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้จะต้องผูกพันรัฐบาลชุดนี้หรือ “รัฐบาล”ในภายภาคหน้าให้ปฏิบัติตาม คณะกรรมการชุดนี้จะพิจารณากำหนดรายละเอียดของกระบวนการกระจายอำนาจว่าจะต้องทำอะไร อย่างไร เมื่อไร และใครเป็นผู้ทำ ในเรื่องการกระจายอำนาจได้มีคนหลายฝ่ายหลายกลุ่ม ไม่ใช่แต่เพียงคณะกรรมการปฏิรูปชุดของคุณอานันท์เท่านั้น ที่ได้ศึกษาพิจารณาในรายละเอียด ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นการยากที่คณะกรรมการชุดนี้จะทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว
ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ ผมคิดว่าปัญหาเรื่องนี้จะลดน้อยลงไปเมื่อคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่าควรจะมีการกระจายอำนาจ ความจริงคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ควรเรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูป ควรจะมีชื่อว่า “คณะกรรมการกระจายอำนาจ”
บทความนี้ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ดังต่อไปนี้
1)ไม่ควรแต่งตั้งให้นักการเมือง เป็นกรรมการชุดนี้ เพราะการปฏิรูปนั้นทำโดยประชาชน และนักการเมืองมักมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับการกระจายอำนาจ
2)ไม่ควรแต่งตั้งให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือ นายตำรวจ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้เข้ามาเป็นกรรมการ เพราะในการกระจายอำนาจ จำเป็นต้องลดอำนาจของรัฐส่วนกลางโดยการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค(คปร. หน้า 164)
3)คณะกรรมการควรมีจำนวนไม่มากเกินไป ไม่ควรมีจำนวนเกิน 20 คน ทางที่ดีควรมีประมาณ 10 ถึง 15 คน แต่ 20 คนก็พอทำได้ เพราะข้อเสนอหรือคำสั่งของคณะกรรมการจะไม่ได้มาจากการลงคะแนน(โวต)เอาแพ้เอาชนะกัน หากจะได้มาจากการถกเถียง ให้เหตุผลกันจนเกิดการตกลงร่วมกัน การใช้วิธีการเช่นนี้จะสำเร็จได้ผู้ร่วมประชุมต้องมีจำนวนน้อย ถ้ามีจำนวนมากจะพูดกันไม่รู้เรื่อง
4)ในการประชุมห้ามไม่ให้มีการโวตลงคะแนน การตัดสินใจทุกเรื่องทุกครั้งจะต้องมาจากความเห็นร่วมกันของกรรมการทุกคน
5)ประธานกรรมการมี 2 คน ได้มาจากการเสนอแต่งตั้งโดยทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันฝ่ายละหนึ่งคน แล้วประธานทั้งสองคนร่วมกันสรรหา แต่งตั้งกรรมการที่เหลือทุกคน
6)ในการแต่งตั้งประธานกรรมการ ขอให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งคนที่ตนคิดว่าเป็นกลาง โดยแต่ละฝ่ายจะต้องนำเสนอคนกลางที่ฝ่ายตรงข้ามรับได้ และเมื่อประธานทั้ง 2 คนเลือกกรรมการก็ขอให้พยายามเลือกคนที่เป็นกลางและมีความรู้ความสามารถที่จะทำการกระจายอำนาจได้
ข้อ 6 นี้เป็นข้อที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคู่ขัดแย้งเห็นแก่ตัว เอาแต่ผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นแก่ส่วนรวม เสนอแต่งตั้งประธานผู้สนับสนุนฝ่ายตนเท่านั้น การกระจายอำนาจก็เป็นไปไม่ได้ จะเกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ทะเลาะกันไม่รู้จบ ดังนั้นจึงขอให้แต่ละฝ่ายเสนอคนกลางที่ฝ่ายตรงข้ามรับได้ หากคิดว่าคนกลางไม่มีหาไม่ได้ ก็ขอให้เสนอคนที่ตนคิดว่าค่อนข้างจะสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นคนที่มีคุณธรรม มีความยุติธรรม และมีหิริโอตะปะ
บทความนี้มีความประสงค์ที่จะลดทอนหรือระงับความขัดแย้งเป็นหลัก โดยอาศัยการหาจุดร่วม ความเห็นร่วมเป็นฐาน เพื่อสร้างความปรองดอง เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ ผู้เขียนบทความนี้มีความเชื่อว่าการกระจายอำนาจ โดยการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นและลดทอนอำนาจของส่วนกลาง จะทำให้ท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆสามารถป้องกันตนเองจากการข่มเหงรังแกโดยรัฐและรัฐบาลส่วนกลางได้ จะได้ไม่ต้องเดินขบวนเข้ามาประท้วงที่กรุงเทพฯ และจะทำให้ความขัดแย้งต่างๆจำกัดอยู่ภายในท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ระงับได้โดยง่าย เพราะผู้ขัดแย้งมีจำนวนจำกัด คือ จำนวนน้อยอาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน และต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้การเจรจาปรองดองกันเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นการลดอำนาจของรัฐและรัฐบาลลง จะทำให้การต่อสู้แย่งชิงการเป็นรัฐบาลลดน้อยลงด้วย เพราะผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะได้จากการเป็นรัฐบาลก็จะลดน้อยลง การกระจายอำนาจจึงน่าจะมีผลทำให้ความขัดแย้งลดความรุนแรงลงในทุกระดับ
อุปสรรคที่สำคัญ ของการกระจายอำนาจมีสองประการ ประการแรก ความหวาดกลัวว่าจะทำให้ท้องถิ่นถูกปกครองโดยกลุ่มอิทธิพลหรือมาเฟีย จากประสบการณ์ผู้เขียนพบว่า กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นจะแผลงฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายทหารชั้นผู้ใหญ่และ/หรือนักการเมืองที่มีอำนาจระดับประเทศ ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจในส่วนกลางดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็จะเป็นเพียงนักเลงท้องถิ่น ที่ต้องพึ่งประชาชนในท้องถิ่น ดังนั้นเมื่อได้รับเลือกขึ้นมามีตำแหน่งในการปกครอง ก็จะต้องทำประโยชน์ให้ประชากรในท้องถิ่นพอสมควร ประการที่สอง คือ ความหวาดกลัวความแตกแยก บางท้องถิ่นจะแยกตัวออกไปเป็นอิสระ หรือไปรวมตัวอยู่กับประเทศอื่น ความกลัวนี้สืบทอดมาจากสมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคล่าอาณานิคมเมื่อประเทศมหาอำนาจประสงค์เข้ามายึดครองพื้นที่การปกครอง แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่การขยายอาณาเขตยึดพื้นที่ทางการเมืองการปกครองอย่างแต่ก่อน หากแต่เป็นการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ วิธีการต่อสู้จึงต้องเปลี่ยนไป โดยการสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และสามารถปกป้องรักษาทรัพยากรของตนไว้ให้ได้ คนในชาติจะต้องรักและสามัคคีกันไว้ ถ้าหากแตกแยกกัน ต่อสู้กัน ประเทศมหาอำนาจแต่ละฝ่ายก็จะเข้ามาแทรกแซง เพราะประเทศมหาอำนาจเองก็แข่งขันกัน เพื่อขยายอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าการรบพุ่งต่อสู้กันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เป็นสงครามกลางเมืองภายในประเทศเล็กๆทั้งสิ้น ตั้งแต่สงครามเกาหลีมาจนถึงสงครามในตะวันออกกลาง ความจริงสงครามเหล่านี้เป็นสงครามตัวแทน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจแทบทั้งสิ้น ถ้าหากเราทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน ก็จะเปิดโอกาสให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงสนับสนุนให้เราฆ่ากันเอง เพื่อผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น[6]
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ในทุกท้องถิ่นยังมีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ จะไม่มีส่วนใดของประเทศแยกตนออกไปเป็นอิสระ หรือแยกออกไปรวมกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้เขียนมีความเชื่อว่าประชากรของประเทศไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคนจำนวนน้อยมากที่ไม่มีความจงรักภักดี อนึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นองค์กรของประเทศโดยรวม ทำหน้าที่ต่อสู้ป้องกันประเทศและประชาชนจากการรุกรานของอริราชศัตรู ตลอดจนรักษาความมั่นคงของประเทศ ศาลสถิตยุติธรรมปฏิบัติงานในนามของพระมหากษัตริย์ จึงเป็นสถาบันของประเทศโดยรวม รัฐบาลส่วนกลางยังมีหน้าที่สำคัญในการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ และงานที่สำคัญอื่นๆที่จำเป็นซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการในการกระจายอำนาจ
นอกจากนั้นแล้ว ปัจจุบันนี้ส่วนต่างๆของประเทศมีการยึดโยงแลกเปลี่ยนกันในด้านเศรษฐกิจ การติดต่อคมนาคมอย่างแน่นแฟ้นจนยากที่จะตัดขาดแยกออกไปได้ ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีความหวาดกลัวเป็นห่วงอย่างในสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ 5 อีกต่อไป.
เชิงอรรถ
ข้อที่ 1 อาจมีข้อโต้แย้งว่าในภาคอีสานและภาคเหนือเองก็มีความแตกแยก คือ ระหว่างคนในเมือง และคนชนบท ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นความแตกแยกระหว่างคนส่วนน้อย จำนวนน้อยที่อยู่ในเมืองกับคนอื่นๆทั้งในเมืองและชนบทที่มีจำนวนมากกว่ามาก ดังนั้นจะไม่รุนแรงและอาจระงับได้โดยง่าย บทความนี้ถือว่า กรุงเทพฯเป็นท้องถิ่นหรือภูมิภาคหนึ่ง ต่างหากจากรัฐบาล
ข้อที่ 2 คนที่คิดว่าการเลือกตั้งสามารถสร้างความปรองดองได้ เป็นชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมภายใต้ระบบทุนนิยมที่คนมีความเป็นปัจเจกสูง แข่งขันต่อสู้ซึ่งกันและกัน ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นจึงต้องอาศัยกฎกติกาอันแข็งกร้าวที่จะตัดสินเวลาเกิดการพิพาทกันว่าใครถูกใครผิด การตัดสินว่าใครถูกใครผิด ใครชนะใครแพ้ จะระงับการต่อสู้ขัดแย้งพิพาทกันได้ก็เมื่อคนในสังคมนั้นยอมรับและปฏิบัติตามกฎกติกา แต่จะเป็นเพียงยุติความขัดแย้งไม่ได้สร้างความปรองดองเพราะหลังจากการตัดสินใครถูกใครผิด ใครชนะใครแพ้ คู่ขัดแย้งก็ยังโกรธกันไม่มองหน้ากันไปตลอดชีวิต ระบบกฎหมายในปัจจุบันที่ลอกเลียนมาจากตะวันตก ทำให้การตัดสินของศาลเป็นการตัดสินแบบแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด
ข้อที่ 3 การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของระบบประชาธิปไตย เหมือนการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน สังคมเป็นประชาธิปไตยได้โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับสามารถเป็นสังคมพุทธได้โดยไม่ต้องมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา ในอดีตสังคมกรีกสมัยโบราณคนในชุมชนสามารถมาร่วมประชุมกัน ถกเถียงตัดสินปัญหาต่างๆในการปกครองได้ ซึ่งเรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง เช่นเดียวกัน ในอดีตก็เคยมีสังคมพุทธที่ไม่กราบบูชาพระพุทธรูป ไม่มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา แต่คนไทยปัจจุบันโดยทั่วไปจะโวยว่า “สังคมพุทธอะไร ไม่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูป” ทั้งๆที่ในความจริงสังคมที่ไม่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูป อาจมีความเป็นพุทธมากกว่าสังคมไทยก็ได้
เช่นเดียวกันสังคมอุตสาหกรรมตะวันตก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่อยากจะครองโลก จะร้องโวยว่า สังคมใดประเทศใดไม่มีการเลือกตั้งสังคมนั้นประเทศนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย และด้วยการที่มีอำนาจมากๆ จึงทำให้ประชาชนในประเทศเล็กประเทศน้อยสยบยอมที่จะร้องออกมาแบบเดียวกันเสมือนการเลือกตั้งเป็นยาครอบจักรวาลแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
ข้อที่ 4 การที่ผู้ดำเนินการในรายการไม่ฟังข้อเสนอของชาวบ้าน นักพัฒนาเอกชน แต่จะให้ความสนใจอย่างยิ่งกับคำพูดของนักกฎหมายก็เพราะสนใจในเรื่องที่จะใช้การเลือกตั้งเป็นทางออกในการระงับการพิพาทตามความเห็นของประเทศตะวันตก ทั้งนี้มีรากฐานมาจากความรู้สึกที่ว่าประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกเจริญกว่าเรารวยกว่าเรา มีอำนาจมากกว่าเรา ฉะนั้นการกระทำของเขา ข้อเสนอของเขาและความคิดของเขาจะต้องดีวิเศษกว่าเราแน่ ผมขอให้จงนั่งพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง ในเรื่องความคิดความเห็นของชาวต่างประเทศบางเรื่องมีประโยชน์แน่ แต่เรื่องการลดความรุนแรงและสร้างความปรองดองผมคิดว่าไม่ใช่
ถ้าดูในประวัติศาสตร์ และปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเห็นการขัดแย้งพิพาทกันในประเทศตะวันตก เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งนั้น การทะเลาะกันระหว่างนิกายคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ ก็มีการเผาจนตายคนเห็นต่างที่ถูกหาว่าเป็นแม่มดจำนวนมากมาย ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มด้วยการประหารล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอินเดียนแดงที่เคยครองทวีปอเมริกาแต่เดิม แล้วก็ต่อสู้เพื่อิสรภาพกับอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมที่นั้น ต่อมาเมื่อมีความขัดแย้งกันเองระหว่างเหนือใต้ก็จบลงด้วยสู้รบกันอย่างรุนแรง มีคนตายจำนวนมาก จนกว่าฝ่ายเหนือเป็นฝ่ายชนะ ความขัดแย้งภายในประเทศต่างๆในทวีปยุโรป ก็เต็มไปด้วยความรุนแรง ดังเช่นสงครามล้มกษัตริย์ในอังกฤษโดยครอมเวล(Cromwell) ปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และการปฏิวัติล้มพระเจ้าซาร์ ในการต่อสู้ทำสงครามเหล่านี้ มีคนตายเป็นแสนเป็นล้าน ดังนั้นจะพูดว่าชาวสังคมอุตสาหกรรมตะวันตกรู้ดีกว่าเราในเรื่องการปรองดองนั้น คงไม่ถูกต้องเป็นแน่
เมื่อสามสิบหรือสี่สิบปีมาแล้ว ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ศาสตราจารย์เบนนาดิก แอนเดอร์สัน(หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า อาจารย์เบน) เคยบอกผมว่า วัฒนธรรมอเมริกันเป็นวัฒนธรรมแห่งความรุนแรง(Culture of Violence) ผมคิดว่าจริง ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์อเมริกา และสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐได้กระทำในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอินโดจีน การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฆ่าคนเป็นล้านๆคนในพริบตาเดียวนั้นโหดร้ายทารุณเพียงใด รุนแรงพอๆกับที่นาซีเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว นอกจากนั้นแล้วยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าจำเป็นหรือเปล่าที่สหรัฐฯจะต้องทิ้งระเบิดปรมาณู เพราะญี่ปุ่นจะยอมแพ้อยู่แล้ว ในเรื่องนี้ถ้าคำพูดของเพื่อนสนิทคนอเมริกันบอกผมจะยิ่งแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจรุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯสมัยนั้นยิ่งขึ้น เพื่อนคนนั้นบอกผมว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ใช้ระเบิดปรมาณูถ้าญี่ปุ่นเป็นคนผิวขาว(ชาวตะวันตก) น่าสนใจที่มีหนังสือ ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเขียนอเมริกันเล่มหนึ่งพูดว่า การที่ประเทศตะวันตกเจริญกว่าประเทศอื่นๆก็เป็นเพราะปืนและเชื้อโรค
ที่เขียนมาให้อ่านครั้งนี้ ก็เพื่อเตือนเพื่อนคนไทยว่าอย่านับถือชาวตะวันตก(ชาวต่างชาติ)มากนัก ความจริงสิ่งที่ประเทศตะวันตกทำหลายอย่างก็มีประโยชน์น่าทำตาม ปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่คือ เมื่อนับถือใครเห็นใครเก่งเรื่องอะไร ก็มักจะเห็นเขาดีเก่งไปทุกเรื่องทุกอย่าง ซึ่งไม่จริง คนแต่ละคนดีในบางเรื่องและเลวในบางเรื่อง เก่งบางอย่าง ชำนาญในบางอย่าง พลาดในบางเรื่อง โง่ในบางเรื่อง ผมสงสัยว่าคนไทยชอบยาครอบจักรวาล กินแล้วแก้ได้ทุกโรค ไม่ชอบยาแก้เฉพาะโรค แต่ยาครอบจักรวาลมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงนัก การใช้ต้องระมัดระวัง
ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้อเสนอของชาวบ้าน นักพัฒนาผู้นั้นไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร คือ เรื่องการอยากเป็นนิติรัฐ คือเชื่อว่าจะทำให้เกิดความสงบได้ และประเทศประชาธิปไตยในโลกตะวันตกนั้นเป็นนิติรัฐ การเป็นนิติรัฐคือเป็นประเทศที่ประชาชนนับถือ ยึดมั่น เชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎหมาย การเป็นนิติรัฐช่วยทำให้การเลือกตั้งทำให้เกิดความสงบได้(แต่ปรองดองไม่ได้) เหตุที่การเลือกตั้งทำให้เกิดความสงบไม่ได้ก็เพราะคนไม่เชื่อถือกฎเกณฑ์การเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายใช้ทั่วไป คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับกฎเกณฑ์นี้ การถกเถียงกันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนที่เถียงกันอยู่ก็ไม่ใช่สมาชิกของนิติรัฐ คุยกันเถียงกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่เกิดการปรองดอง มีแต่การจะพูดว่า ให้เจรจาให้ปรองดองเท่านั้น
ข้อที่ 5 ความจริงรายงานเล่มนี้พิมพ์ออกแจกจ่ายไปถึง 30,000 เล่ม แต่ผมเข้าใจว่ามีคนจำนวนมากไม่ได้อ่าน ผมขอให้ทุกคนศึกษาข้อมูลในหนังสือเล่มนี้แล้วพิจารณาไตร่ตรอง เข้าใจว่าจะเข้าใจการปฏิรูปได้ดีขึ้น
ข้อที่ 6 จะเห็นได้จากเชิงอรรถข้างต้นที่กล่าวมาแล้วว่าสำหรับการปรองดองนั้น ความเห็นของคนตะวันตก ที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรระหว่างประเทศจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าใดเลย องค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันนั้น ตกอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งสิ้น ส่วนนโยบายปัจจุบันของประเทศมหาอำนาจ ปัจจุบันก็มุ่งไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ประชาธิปไตยเป็นเรื่องรอง เป็นเพียงเหตุผลให้การขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและขยายเขตการขูดรีดทรัพยากรของประเทศเล็กๆที่มีอำนาจน้อย ดูมีความชอบธรรม ไม่น่าเกลียดเท่านั้น การที่จะชักชวนต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องความขัดแย้งของเราไทยกันเอง จึงเป็นการชักศึกเข้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเราเกิดมีทรัพยากรที่มีค่า เช่น น้ำมันที่ประเทศมหาอำนาจอยากได้จนน้ำลายไหล เรื่องการทะเลาะเบาะแวงในประเทศของเราควรจัดการได้โดยคนไทยกันเอง ไม่ควรให้ประเทศอื่นแทรกแซง.
[1] เชิงอรรถ ข้อที่ 1
[2] เชิงอรรถ ข้อที่ 2
[3] เชิงอรรถ ข้อที่ 3
[4] เชิงอรรถ ข้อที่ 4
[5] เชิงอรรถ ข้อที่ 5
[6] เชิงอรรถ ข้อที่ 6




