playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

         บทความนี้เป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถหาทางออกประเทศไทยที่ชัดเจนได้  และนำเสนอแนวทางที่น่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง  โดยจะพิจารณาถึง 1)สภาพสังคมที่เป็นจริงแต่ไม่มีการยอมรับ และนำมาใช้ในการแก้ปัญหา 2)อะไรคือสาเหตุที่นำมาสู่สภาพเช่นนั้น  และจะมีแนวทางที่จะแก้ไขได้อย่างไร  3)การปฏิรูปมีอะไรบ้าง มีกี่อย่าง  และอะไรสำคัญที่สุด พิจารณาจากสภาพปัญหาของสังคมโดยรวม  และปัญหาความแตกแยกที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน  4)แนวทางการปฏิรูปโดยประชาชนและอุปสรรค

 

                   สำหรับทางออกของประเทศไทย  เหตุที่หาไม่พบเพราะ 1)ไม่ยอมรับหรือให้ความสำคัญเพียงพอกับสภาพความเป็นจริงของสังคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแตกแยกที่มีลักษณะภูมิภาคเป็นสำคัญ คือ ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ในภาคใต้และกรุงเทพฯ  ไม่พอใจกับนโยบายและการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ประชากรในภาคเหนือและอีสานสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์[1]  2)ในการพิจารณาหาทางออก  แทนที่จะให้ความสำคัญกับสภาพสังคม  กลับไปพิจารณาประชุมถกเถียงกันในการบังคับใช้ข้อกฎหมาย(รัฐธรรมนูญ  กฎหมายเลือกตั้ง  กฎหมายทั่วไป)  ซึ่งเมื่อมีการปฏิรูปเกิดขึ้นย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปแทบทั้งสิ้น  และ  3)มีการดื้อดึง  เห็นแก่พรรคพวกและผลประโยชน์  และเอาชนะกันโดยไม่คิดถึงประเทศชาติและส่วนรวม

 

                  akin-070257 การไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการแตกแยกทางทัศนะ  ความคิด  และความต้องการของภูมิภาคเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งในการหาทางออกของประเทศและการปฏิรูป  การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์  แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกนี้อย่างชัดเจน  และการเลือกตั้งจะไม่สามารถสร้างความปรองดองขึ้นมาได้  หากมีแต่จะทำให้ความแตกแยกนั้นรุนแรงขึ้น  เพราะเสมือนกลไกอื่นๆของสังคมตะวันตกในปัจจุบัน  การเลือกตั้งมีการแพ้ชนะอย่างเด็ดขาดจึงไม่สามารถสร้างความปรองดองได้[2]  ในการที่จะหาทางลดทอนความขัดแย้งลง  เราจำเป็นที่จะต้องค้นหาสาเหตุของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

         สาเหตุของความแตกแยกนั้นมาจากการประพฤติปฏิบัติของรัฐบาลส่วนกลาง  ที่มีอำนาจมากมายเหนือท้องถิ่น  ภูมิภาคต่างๆ  เนื่องจากการรวมศูนย์อำนาจที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5  และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่นั้นมา  มีแต่จะเสริมเพิ่มอำนาจของรัฐบาลราชการส่วนกลางมากขึ้นเป็นลำดับ  การรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ก็มีส่วนดีอยู่เหมือนกัน  คือทำให้นโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิผลโดยเร็ว  เฉกเช่นในสมัยรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัตน์  แต่รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนั้น  จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องมีความเที่ยงธรรม  ความยุติธรรม  ไม่ขูดรีดทรัพยากรและไม่ทำให้ราษฎรในภูมิภาคส่วนใดส่วนหนึ่งเดือดร้อน

 

                   รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งต้องถือว่าเป็นพิธีกรรมสำคัญของระบอบประชาธิปไตย[3]  รัฐบาลไทยนั้นผูกพันอย่างใกล้ชิดกับการเลือกตั้งเพราะนายกรัฐมนตรีและส่วนมากของรัฐมนตรีเป็นผู้นำ หัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรคของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง  จึงเป็นการยากแต่จำเป็น  ที่รัฐบาลจะต้องแยกตัวออกจากพรรคการเมืองของตน  กล่าวคือจะต้องเป็นรัฐบาลของประเทศและประชาชนทั้งประเทศ  ไม่ใช่รัฐบาลของพรรคการเมืองและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองของตนเท่านั้น

 

                    น่าเสียดายที่นักการเมืองของไทยไม่สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้  นักการเมืองเมื่อขึ้นมามีอำนาจ  ก็ใช้อำนาจในการหาประโยชน์ให้ตนเอง  พวกพ้อง  พรรคการเมืองของตน  ตลอดจนกลุ่มคนที่สนับสนุนตนเองหรือพรรคของตน  เป็นที่สังเกตกันทั่วไปและเสมอว่านักการเมืองที่ขึ้นมามีอำนาจ  มักจะร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตา  ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง  ภรรยา ญาติพี่น้อง  และ/หรือพรรคพวก  มีนักการเมืองผู้หนึ่งเคยพูดว่า  ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ยากจนข้นแค้นอดอยากปากแห้ง  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าได้เป็นรัฐบาลหรือส่วนหนึ่งของรัฐบาลก็จะร่ำรวย  การคอร์รัปชั่นมีมากมาย  และมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อรัฐบาลมีโครงการใหญ่ๆเพิ่มขึ้น  ความจริงเหล่านี้เป็นที่ทราบกันทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

                   นอกจากนั้นแล้วจะสังเกตได้ว่า  นักการเมืองผู้ขึ้นมามีอำนาจ  มักจะผันเอาเงินส่วนรวมที่มาจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ  ไปบำรุงบำเรอคนในท้องถิ่นที่สนับสนุนตนในการเลือกตั้ง  ยิ่งกว่านั้นยังไม่สนับสนุนช่วยเหลือหรือตอบสนอง  ความต้องการและความจำเป็น(needs)ของประชากรกลุ่มที่ไม่สนับสนุนตนและพรรคของตน  ดังที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเคยบอกว่าเป็นการลงโทษกลุ่มคนที่ไม่ลงคะแนนให้พรรคของตน

 

                   ในสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยในประเทศไทย  ความแตกแยกในทางความคิดความเห็นในทางการเมืองนั้น  มีลักษณะแตกต่างกันตามภูมิภาคคือ  คนใต้และคนกรุงเทพฯสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง  ในขณะที่คนในภาคเหนือและภาคอีสานสนับสนุนอีกพรรคหนึ่ง  พฤติกรรมการกระทำของนักการเมืองและพรรคการเมืองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ย่อมทำให้ความแตกร้าวระหว่างภูมิภาครุนแรงขึ้น  เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากคนในภาคเหนือและอีสานนั้นข่มเหงรังแกคนภาคใต้และไม่ให้ความยุติธรรมแก่คนกรุงเทพฯในทางตรงกันข้ามหากมีรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากคนในภาคใต้และกรุงเทพฯ  คนภาคเหนือและภาคอีสานก็อาจจะร้องว่ารัฐบาลลำเอียง  ช่วยเหลือแต่คนภาคใต้

 

                   ในปัจจุบัน  เมื่อรัฐบาลส่วนกลางมีโครงการมหึมาที่อยากจะทำในภูมิภาคใดและประชากรในภูมิภาคนั้นไม่ต้องการ  ประชากรในภูมิภาคไม่อาจขัดขวางได้  เพราะรัฐบาลส่วนกลางมีอำนาจมากล้นเหลือ  ทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย  จนทำให้การชุมนุมประท้วงและการใช้ความรุนแรงกลายเป็นวิธีการเดียว  ที่จะทำให้เขาขัดขวางการกระทำที่เขาเห็นว่าเป็นการข่มเหงรังแกเขาได้  การที่จะลดความแตกแยกขัดแย้งเช่นนี้ลงได้  มีทางเดียว คือ การลดอำนาจของรัฐส่วนกลางลง  และเพิ่มอำนาจให้แก่ท้องถิ่น  ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า  การกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้น  การกระจายอำนาจเป็นวิธีการเดียวที่จะเอื้อให้ท้องถิ่นสามารถที่จะปกป้องทรัพยากรของตนได้โดยไม่ต้องใช้วิธีการที่รุนแรง

 

                   ในกระบวนการหาทางออกประเทศไทย  ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการหาวิธีการระงับความรุนแรงในการขัดแย้ง  และหาวิธีการปรองดอง  ได้พบว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคู่ขัดแย้งมีความเห็นร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  และที่ได้พบแล้วสิ่งนั้นคือ การปฏิรูปประเทศไทย  แต่การปฏิรูปเป็นนามธรรม  มีความหมายกว้างขวาง  ครอบคลุมหลายสิ่งหลายอย่าง  จึงไม่อาจปฏิบัติได้  เท่าที่ได้เห็นจากการนำเสนอของบุคคลต่างๆก็มีที่สำคัญดังต่อไปนี้  คือ 

 

                   1)การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการในการเลือกตั้ง

 

                   2)การกระจายอำนาจ

 

                   3)การปฏิรูปการถือครองที่ดิน  เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ

 

                   4)การเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการเก็บภาษีอากร

 

                   5)ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

 

                   6)การปฏิรูปตำรวจ  ไม่ให้เป็นกองทัพของรัฐบาลส่วนกลางแต่เป็นผู้รักษาความ

 

                   สงบของท้องถิ่น

 

                   7)การปฏิรูปการศึกษา

 

                             ฯลฯ

 

 

 

                   การที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปขึ้นในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นที่จะต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง  การที่จะคอยให้ประชาชนเลือกนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้  คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะต้องเลือกว่าจะทำสิ่งใดเป็นสิ่งแรก  แล้วให้ประชาชนลงมติว่าเห็นด้วยหรือไม่  จึงจะทำให้การปฏิรูปเริ่มต้นได้

 

                   ในการที่จะเลือกทำการปฏิรูปอะไรก่อนหลัง  จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าจะปฏิรูปไปเพื่ออะไร  เท่าที่มองเห็นมีสองประการคือ 1)เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ  และ 2)เพื่อลดหรือระงับความขัดแย้ง  ความจริงวัตถุประสงค์ของทั้งสองอย่างนี้ไม่ขัดแย้งกัน  เพราะการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำก็จะลดและระงับความขัดแย้งได้

 

                   การปฏิรูปที่ได้รับการนำเสนอว่า  ควรจะรีบทำก่อนโดยเร็ว คือ การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง  และการกระจายอำนาจอีกอย่างหนึ่ง  การแก้ไขกฎเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งนั้น  นำเสนอโดยนักกฎหมายและนักการเมือง  และได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น  ส่วนการกระจายอำนาจนั้นเสนอโดยชาวบ้านนักพัฒนาเอกชนด้วยเสียงอ่อยๆ  และคนไม่ค่อยสนใจ[4]  แต่บทความนี้ใคร่จะเสนอว่า  การแก้ไขกฎเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนั้น  เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้หากพิจารณาทัศนคติ  ความเห็น  และความต้องการของคู่ขัดแย้ง  ข้อเสนอนี้เป็นไปได้แต่ในอุดมคติและความฝัน  แต่ปฏิบัติไม่ได้ในความเป็นจริง  ส่วนการกระจายอำนาจนั้นน่าที่จะลดความขัดแย้งลงได้  ถ้ามีการลดอำนาจของรัฐส่วนกลางและรัฐบาลกลางเป็นหลักการที่สำคัญ

 

                   การแก้ไขกฎเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งนั้นเป็นไปไม่ได้  เพราะจะเกิดการขัดแย้งกันในรายละเอียดของทุกข้อที่จะเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละข้อย่อมทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบในการเลือกตั้ง  จึงจะทำให้เกิดการโต้เถียงขัดแย้งกันไม่รู้จบ  การแก้ไขจึงเกิดขึ้นไม่ได้  ส่วนการกระจายอำนาจนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้  เพราะทุกท้องถิ่นในภูมิภาคย่อมอยากมีอำนาจการปกครองตนเอง  และหลุดพ้นจากแอกของการอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลในส่วนกลาง  ดังจะเห็นได้จากการเรียกร้องให้ “เชียงใหม่จัดการตนเอง”  “ปัตตานีปกครองตนเอง” ฯลฯ  นอกจากนั้นแล้ว  การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)ได้เสนอในรายงานในรูปเอกสารหนังสือชื่อ แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย: ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(14 พฤษภาคม 2554)  ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จำเป็นจะต้องทำเรื่องหนึ่งโดยด่วน  คณะกรรมการชุดนี้ประกอบขึ้นด้วยบุคคลจากหลายฝ่ายรวมทั้ง ศาสตราจารย์นิธิ  เอี่ยวศรีวงศ์  ผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้อย่างออกหน้าและเป็นผู้ที่รัฐบาลชุดนี้ฟัง  ศาสตราจารย์นิธิเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมเสนอเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  และสนับสนุนอย่างแข็งขัน  ความจริงศาสตราจารย์นิธิเป็นกรรมการคนสำคัญ  เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้

 

                   รายงานของคณะกรรมการปฏิรูปเล่มนี้ได้ให้เหตุผลของความจำเป็นในการกระจายอำนาจไว้มากมายและน่าฟัง  ซึ่งจะหาอ่านได้ในรายงานเรื่อง แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยคณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)หน้า 151-187[5] ซึ่งขอคัดลอกบางส่วนมาเป็นตัวอย่างดังนี้

 

 

 

          การควบคุมบ้านเมืองโดยศูนย์อำนาจที่เมืองหลวงทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ  กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในบางด้าน  อำนาจรัฐที่รวมศูนย์มีส่วนทำลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในหลายที่หลายแห่ง  ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิธีกำหนดนโยบายจากส่วนกลางนั้น  ยิ่งส่งผลให้ท้องถิ่นไร้อำนาจในการจัดการเรื่องปากท้องของตน

 

          ยิ่งไปกว่านั้น  สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมให้เลวลงด้วยเงื่อนไขของยุคโลกาภิวัตน์  ซึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

 

          การที่รัฐไทยยังคงรวมศูนย์อำนาจบังคับบัญชาสังคมไว้อย่างเต็มเปี่ยม  แต่กลับมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องสังคมไทยจากอิทธิพลข้ามชาตินั้น  นับเป็นภาวะวิกฤตที่คุมคามชุมชนท้องถิ่นต่างๆเป็นอย่างยิ่ง  เพราะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นแทบจะป้องกันตนเองไม่ได้เลย  เมื่อต้องเผชิญกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทุนมากกว่า

 

          เมื่อสังคมถูกทำให้อ่อนแอ  ท้องถิ่นถูกทำให้อ่อนแอ  และประชาชนจำนวนมากถูกทำให้อ่อนแอ  ปัญหาที่ป้อนกลับมายังศูนย์อำนาจจึงมีปริมาณท่วมท้น  ทำให้รัฐบาลทุกรัฐบาล  ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องที่ล้นเกิน  ครั้นแก้ไขไม่สำเร็จทุกปัญหาก็กลายเป็นประเด็นการเมือง...(คปร.หน้า 152-153)

 

 

 

                   การลดอำนาจรัฐบาลส่วนกลางจึงมีความสำคัญมาก  เป็นการช่วยให้ท้องถิ่นสามารถป้องกันตนเอง  รักษาทรัพยากรของตนเองได้

 

          สำหรับการวางแผนพัฒนาพื้นที่(เช่นแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้  หรือการให้สัมปทานเพื่อพัฒนาเหมืองแร่)  รัฐบาลก็ยังคงนำเสนอทิศทางการวางแผนต่อท้องถิ่นต่างๆได้  แต่การตัดสินใจจะต้องมาจากท้องถิ่น  ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นเท่านั้น  รัฐบาลจึงจำเป็นต้องประสานงานกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด  และต้องเคารพในการตัดสินใจของท้องถิ่น  ที่อาจกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ของตน  ซึ่งแตกต่างไปจากแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ก็เป็นได้...(คปร. หน้า 172)

 

 

 

                    ความสำคัญของการกระจายอำนาจที่จะลดทอนหรือระงับความขัดแย้งมีสองประการที่สำคัญคือ 1)ทำให้ท้องถิ่นสามารถที่จะป้องกันตนเองจากการขูดรีด  ข่มเหงโดยรัฐบาลกลางได้  2)จำกัดการต่อสู้ขัดแย้งให้ไปมีเวทีที่ในแต่ละท้องถิ่นแทนที่จะรวมกันต่อสู้ขัดแย้งกันในเมืองหลวง(กรุงเทพฯ)  การต่อสู้ขัดแย้งในท้องถิ่นเป็นการขัดแย้งของกลุ่มคนจำนวนน้อย  ในพื้นที่เล็กๆซึ่งทำให้สามารถตกลงปรองดองกันได้โดยง่าย

 

                   เมื่อเริ่มต้นบทความ  เราได้พิจารณาเห็นว่า  การที่การพิพาทขัดแย้งกันจะระงับและเกิดการปรองดองได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีจุดร่วม คือ สิ่งที่จะทำร่วมกันได้  ซึ่งเราพบแล้วว่า คือ การปฏิรูป  แต่การปฏิรูปเป็นนามธรรม  มีความหมายครอบคลุมสิ่งที่จะปฏิบัติได้หลายอย่าง  การที่จะให้เกิดการปฏิรูปได้  จำเป็นที่จะต้องจัดเรียงความสำคัญและความเป็นไปได้  จากการจัดเรียงความสำคัญ  โดยถือว่าการปฏิรูปควรมีส่วนสำคัญในการแก้ไขลดทอนความขัดแย้ง  เราพบว่า การกระจายอำนาจ  เป็นสิ่งที่อาจยอมรับได้โดยคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย  และอาจสามารถระงับข้อพิพาทระหว่างภูมิภาคซึ่งเป็นความขัดแย้งพื้นฐานได้

 

                   ปัญหาต่อมาคือว่า  จะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างไร  และเมื่อไร  แน่นอนว่าการปฏิรูปควรจะเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้  แต่ปัญหาก็ยังมีว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  ในความเห็นของผม  ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นเดี๋ยวนี้  เพื่อดำเนินการกระจายอำนาจ  ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้จะต้องผูกพันรัฐบาลชุดนี้หรือ รัฐบาลในภายภาคหน้าให้ปฏิบัติตาม  คณะกรรมการชุดนี้จะพิจารณากำหนดรายละเอียดของกระบวนการกระจายอำนาจว่าจะต้องทำอะไร  อย่างไร  เมื่อไร  และใครเป็นผู้ทำ  ในเรื่องการกระจายอำนาจได้มีคนหลายฝ่ายหลายกลุ่ม  ไม่ใช่แต่เพียงคณะกรรมการปฏิรูปชุดของคุณอานันท์เท่านั้น  ที่ได้ศึกษาพิจารณาในรายละเอียด  ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นการยากที่คณะกรรมการชุดนี้จะทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว

 

                   ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้  ผมคิดว่าปัญหาเรื่องนี้จะลดน้อยลงไปเมื่อคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายเห็นร่วมกันว่าควรจะมีการกระจายอำนาจ  ความจริงคณะกรรมการชุดนี้  ไม่ควรเรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูป  ควรจะมีชื่อว่า คณะกรรมการกระจายอำนาจ

 

                   บทความนี้ขอเสนอข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ดังต่อไปนี้

 

          1)ไม่ควรแต่งตั้งให้นักการเมือง  เป็นกรรมการชุดนี้  เพราะการปฏิรูปนั้นทำโดยประชาชน  และนักการเมืองมักมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับการกระจายอำนาจ

 

          2)ไม่ควรแต่งตั้งให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือ นายตำรวจ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้เข้ามาเป็นกรรมการ เพราะในการกระจายอำนาจ  จำเป็นต้องลดอำนาจของรัฐส่วนกลางโดยการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค(คปร. หน้า 164)

 

          3)คณะกรรมการควรมีจำนวนไม่มากเกินไป  ไม่ควรมีจำนวนเกิน 20 คน  ทางที่ดีควรมีประมาณ 10 ถึง 15 คน  แต่ 20 คนก็พอทำได้  เพราะข้อเสนอหรือคำสั่งของคณะกรรมการจะไม่ได้มาจากการลงคะแนน(โวต)เอาแพ้เอาชนะกัน  หากจะได้มาจากการถกเถียง  ให้เหตุผลกันจนเกิดการตกลงร่วมกัน  การใช้วิธีการเช่นนี้จะสำเร็จได้ผู้ร่วมประชุมต้องมีจำนวนน้อย  ถ้ามีจำนวนมากจะพูดกันไม่รู้เรื่อง

 

          4)ในการประชุมห้ามไม่ให้มีการโวตลงคะแนน  การตัดสินใจทุกเรื่องทุกครั้งจะต้องมาจากความเห็นร่วมกันของกรรมการทุกคน

 

          5)ประธานกรรมการมี 2 คน  ได้มาจากการเสนอแต่งตั้งโดยทั้ง 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกันฝ่ายละหนึ่งคน  แล้วประธานทั้งสองคนร่วมกันสรรหา  แต่งตั้งกรรมการที่เหลือทุกคน

 

          6)ในการแต่งตั้งประธานกรรมการ  ขอให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งคนที่ตนคิดว่าเป็นกลาง  โดยแต่ละฝ่ายจะต้องนำเสนอคนกลางที่ฝ่ายตรงข้ามรับได้  และเมื่อประธานทั้ง 2 คนเลือกกรรมการก็ขอให้พยายามเลือกคนที่เป็นกลางและมีความรู้ความสามารถที่จะทำการกระจายอำนาจได้

 

                   ข้อ 6 นี้เป็นข้อที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคู่ขัดแย้งเห็นแก่ตัว  เอาแต่ผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง  ไม่เห็นแก่ส่วนรวม  เสนอแต่งตั้งประธานผู้สนับสนุนฝ่ายตนเท่านั้น  การกระจายอำนาจก็เป็นไปไม่ได้  จะเกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย  ทะเลาะกันไม่รู้จบ  ดังนั้นจึงขอให้แต่ละฝ่ายเสนอคนกลางที่ฝ่ายตรงข้ามรับได้  หากคิดว่าคนกลางไม่มีหาไม่ได้  ก็ขอให้เสนอคนที่ตนคิดว่าค่อนข้างจะสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้าม  แต่เป็นคนที่มีคุณธรรม  มีความยุติธรรม  และมีหิริโอตะปะ

 

                   บทความนี้มีความประสงค์ที่จะลดทอนหรือระงับความขัดแย้งเป็นหลัก  โดยอาศัยการหาจุดร่วม  ความเห็นร่วมเป็นฐาน  เพื่อสร้างความปรองดอง  เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้  ผู้เขียนบทความนี้มีความเชื่อว่าการกระจายอำนาจ  โดยการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นและลดทอนอำนาจของส่วนกลาง  จะทำให้ท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆสามารถป้องกันตนเองจากการข่มเหงรังแกโดยรัฐและรัฐบาลส่วนกลางได้  จะได้ไม่ต้องเดินขบวนเข้ามาประท้วงที่กรุงเทพฯ  และจะทำให้ความขัดแย้งต่างๆจำกัดอยู่ภายในท้องถิ่น  ซึ่งจะทำให้ระงับได้โดยง่าย  เพราะผู้ขัดแย้งมีจำนวนจำกัด คือ จำนวนน้อยอาศัยอยู่ใกล้เคียงกัน  และต้องพึ่งพาอาศัยกัน  ทำให้การเจรจาปรองดองกันเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น  นอกจากนั้นการลดอำนาจของรัฐและรัฐบาลลง  จะทำให้การต่อสู้แย่งชิงการเป็นรัฐบาลลดน้อยลงด้วย  เพราะผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะได้จากการเป็นรัฐบาลก็จะลดน้อยลง  การกระจายอำนาจจึงน่าจะมีผลทำให้ความขัดแย้งลดความรุนแรงลงในทุกระดับ

 

                   อุปสรรคที่สำคัญ ของการกระจายอำนาจมีสองประการ  ประการแรก ความหวาดกลัวว่าจะทำให้ท้องถิ่นถูกปกครองโดยกลุ่มอิทธิพลหรือมาเฟีย  จากประสบการณ์ผู้เขียนพบว่า  กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นจะแผลงฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  เช่น  ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด  นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่  นายทหารชั้นผู้ใหญ่และ/หรือนักการเมืองที่มีอำนาจระดับประเทศ  ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจในส่วนกลางดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ก็จะเป็นเพียงนักเลงท้องถิ่น  ที่ต้องพึ่งประชาชนในท้องถิ่น  ดังนั้นเมื่อได้รับเลือกขึ้นมามีตำแหน่งในการปกครอง  ก็จะต้องทำประโยชน์ให้ประชากรในท้องถิ่นพอสมควร  ประการที่สอง คือ ความหวาดกลัวความแตกแยก บางท้องถิ่นจะแยกตัวออกไปเป็นอิสระ  หรือไปรวมตัวอยู่กับประเทศอื่น  ความกลัวนี้สืบทอดมาจากสมัยรัชกาลที่ 5  ในยุคล่าอาณานิคมเมื่อประเทศมหาอำนาจประสงค์เข้ามายึดครองพื้นที่การปกครอง  แต่สถานการณ์ปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปแล้ว  ไม่ใช่การขยายอาณาเขตยึดพื้นที่ทางการเมืองการปกครองอย่างแต่ก่อน  หากแต่เป็นการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ  วิธีการต่อสู้จึงต้องเปลี่ยนไป  โดยการสร้างชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง  และสามารถปกป้องรักษาทรัพยากรของตนไว้ให้ได้  คนในชาติจะต้องรักและสามัคคีกันไว้  ถ้าหากแตกแยกกัน  ต่อสู้กัน  ประเทศมหาอำนาจแต่ละฝ่ายก็จะเข้ามาแทรกแซง  เพราะประเทศมหาอำนาจเองก็แข่งขันกัน  เพื่อขยายอำนาจอิทธิพลทางเศรษฐกิจ  จะเห็นได้ว่าการรบพุ่งต่อสู้กันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา  เป็นสงครามกลางเมืองภายในประเทศเล็กๆทั้งสิ้น  ตั้งแต่สงครามเกาหลีมาจนถึงสงครามในตะวันออกกลาง  ความจริงสงครามเหล่านี้เป็นสงครามตัวแทน  เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจแทบทั้งสิ้น  ถ้าหากเราทะเลาะวิวาทต่อสู้กัน  ก็จะเปิดโอกาสให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงสนับสนุนให้เราฆ่ากันเอง  เพื่อผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น[6]

 

                   ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  ตราบใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ในทุกท้องถิ่นยังมีความจงรักภัคดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์  จะไม่มีส่วนใดของประเทศแยกตนออกไปเป็นอิสระ  หรือแยกออกไปรวมกับประเทศเพื่อนบ้าน  ผู้เขียนมีความเชื่อว่าประชากรของประเทศไทยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  มีคนจำนวนน้อยมากที่ไม่มีความจงรักภักดี  อนึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพ  ดังนั้น  กองทัพจึงเป็นองค์กรของประเทศโดยรวม  ทำหน้าที่ต่อสู้ป้องกันประเทศและประชาชนจากการรุกรานของอริราชศัตรู  ตลอดจนรักษาความมั่นคงของประเทศ  ศาลสถิตยุติธรรมปฏิบัติงานในนามของพระมหากษัตริย์  จึงเป็นสถาบันของประเทศโดยรวม  รัฐบาลส่วนกลางยังมีหน้าที่สำคัญในการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ  และงานที่สำคัญอื่นๆที่จำเป็นซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการในการกระจายอำนาจ

 

                   นอกจากนั้นแล้ว  ปัจจุบันนี้ส่วนต่างๆของประเทศมีการยึดโยงแลกเปลี่ยนกันในด้านเศรษฐกิจ  การติดต่อคมนาคมอย่างแน่นแฟ้นจนยากที่จะตัดขาดแยกออกไปได้   ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีความหวาดกลัวเป็นห่วงอย่างในสมัยรัชกาลที่  4  และที่ 5 อีกต่อไป.

 

เชิงอรรถ

 

 

 

 

 

ข้อที่ 1  อาจมีข้อโต้แย้งว่าในภาคอีสานและภาคเหนือเองก็มีความแตกแยก คือ ระหว่างคนในเมือง  และคนชนบท  ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นความแตกแยกระหว่างคนส่วนน้อย  จำนวนน้อยที่อยู่ในเมืองกับคนอื่นๆทั้งในเมืองและชนบทที่มีจำนวนมากกว่ามาก  ดังนั้นจะไม่รุนแรงและอาจระงับได้โดยง่าย  บทความนี้ถือว่า  กรุงเทพฯเป็นท้องถิ่นหรือภูมิภาคหนึ่ง  ต่างหากจากรัฐบาล

 

 

 

ข้อที่ 2  คนที่คิดว่าการเลือกตั้งสามารถสร้างความปรองดองได้  เป็นชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมภายใต้ระบบทุนนิยมที่คนมีความเป็นปัจเจกสูง  แข่งขันต่อสู้ซึ่งกันและกัน  ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  ดังนั้นจึงต้องอาศัยกฎกติกาอันแข็งกร้าวที่จะตัดสินเวลาเกิดการพิพาทกันว่าใครถูกใครผิด  การตัดสินว่าใครถูกใครผิด ใครชนะใครแพ้  จะระงับการต่อสู้ขัดแย้งพิพาทกันได้ก็เมื่อคนในสังคมนั้นยอมรับและปฏิบัติตามกฎกติกา  แต่จะเป็นเพียงยุติความขัดแย้งไม่ได้สร้างความปรองดองเพราะหลังจากการตัดสินใครถูกใครผิด  ใครชนะใครแพ้  คู่ขัดแย้งก็ยังโกรธกันไม่มองหน้ากันไปตลอดชีวิต  ระบบกฎหมายในปัจจุบันที่ลอกเลียนมาจากตะวันตก  ทำให้การตัดสินของศาลเป็นการตัดสินแบบแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด

 

 

 

ข้อที่ 3  การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของระบบประชาธิปไตย  เหมือนการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบัน  สังคมเป็นประชาธิปไตยได้โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับสามารถเป็นสังคมพุทธได้โดยไม่ต้องมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา  ในอดีตสังคมกรีกสมัยโบราณคนในชุมชนสามารถมาร่วมประชุมกัน  ถกเถียงตัดสินปัญหาต่างๆในการปกครองได้  ซึ่งเรียกว่าประชาธิปไตยทางตรง  เช่นเดียวกัน  ในอดีตก็เคยมีสังคมพุทธที่ไม่กราบบูชาพระพุทธรูป  ไม่มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา  แต่คนไทยปัจจุบันโดยทั่วไปจะโวยว่า สังคมพุทธอะไร  ไม่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูป  ทั้งๆที่ในความจริงสังคมที่ไม่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูป  อาจมีความเป็นพุทธมากกว่าสังคมไทยก็ได้

 

                   เช่นเดียวกันสังคมอุตสาหกรรมตะวันตก  โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจที่อยากจะครองโลก  จะร้องโวยว่า  สังคมใดประเทศใดไม่มีการเลือกตั้งสังคมนั้นประเทศนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย  และด้วยการที่มีอำนาจมากๆ  จึงทำให้ประชาชนในประเทศเล็กประเทศน้อยสยบยอมที่จะร้องออกมาแบบเดียวกันเสมือนการเลือกตั้งเป็นยาครอบจักรวาลแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

 

 

 

ข้อที่ 4  การที่ผู้ดำเนินการในรายการไม่ฟังข้อเสนอของชาวบ้าน  นักพัฒนาเอกชน  แต่จะให้ความสนใจอย่างยิ่งกับคำพูดของนักกฎหมายก็เพราะสนใจในเรื่องที่จะใช้การเลือกตั้งเป็นทางออกในการระงับการพิพาทตามความเห็นของประเทศตะวันตก  ทั้งนี้มีรากฐานมาจากความรู้สึกที่ว่าประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกเจริญกว่าเรารวยกว่าเรา  มีอำนาจมากกว่าเรา  ฉะนั้นการกระทำของเขา  ข้อเสนอของเขาและความคิดของเขาจะต้องดีวิเศษกว่าเราแน่  ผมขอให้จงนั่งพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง  ในเรื่องความคิดความเห็นของชาวต่างประเทศบางเรื่องมีประโยชน์แน่  แต่เรื่องการลดความรุนแรงและสร้างความปรองดองผมคิดว่าไม่ใช่

 

                   ถ้าดูในประวัติศาสตร์  และปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น  ผมเห็นการขัดแย้งพิพาทกันในประเทศตะวันตก  เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งนั้น  การทะเลาะกันระหว่างนิกายคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์  ก็มีการเผาจนตายคนเห็นต่างที่ถูกหาว่าเป็นแม่มดจำนวนมากมาย  ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มด้วยการประหารล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอินเดียนแดงที่เคยครองทวีปอเมริกาแต่เดิม  แล้วก็ต่อสู้เพื่อิสรภาพกับอังกฤษ  ซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมที่นั้น  ต่อมาเมื่อมีความขัดแย้งกันเองระหว่างเหนือใต้ก็จบลงด้วยสู้รบกันอย่างรุนแรง  มีคนตายจำนวนมาก  จนกว่าฝ่ายเหนือเป็นฝ่ายชนะ  ความขัดแย้งภายในประเทศต่างๆในทวีปยุโรป  ก็เต็มไปด้วยความรุนแรง  ดังเช่นสงครามล้มกษัตริย์ในอังกฤษโดยครอมเวล(Cromwell)  ปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16  และการปฏิวัติล้มพระเจ้าซาร์  ในการต่อสู้ทำสงครามเหล่านี้  มีคนตายเป็นแสนเป็นล้าน  ดังนั้นจะพูดว่าชาวสังคมอุตสาหกรรมตะวันตกรู้ดีกว่าเราในเรื่องการปรองดองนั้น  คงไม่ถูกต้องเป็นแน่

 

                   เมื่อสามสิบหรือสี่สิบปีมาแล้ว  ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ศาสตราจารย์เบนนาดิก  แอนเดอร์สัน(หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า อาจารย์เบน)  เคยบอกผมว่า  วัฒนธรรมอเมริกันเป็นวัฒนธรรมแห่งความรุนแรง(Culture of Violence)  ผมคิดว่าจริง  ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์อเมริกา  และสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐได้กระทำในสงครามโลกครั้งที่ 2  และสงครามอินโดจีน  การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฆ่าคนเป็นล้านๆคนในพริบตาเดียวนั้นโหดร้ายทารุณเพียงใด  รุนแรงพอๆกับที่นาซีเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว  นอกจากนั้นแล้วยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าจำเป็นหรือเปล่าที่สหรัฐฯจะต้องทิ้งระเบิดปรมาณู  เพราะญี่ปุ่นจะยอมแพ้อยู่แล้ว  ในเรื่องนี้ถ้าคำพูดของเพื่อนสนิทคนอเมริกันบอกผมจะยิ่งแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจรุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯสมัยนั้นยิ่งขึ้น  เพื่อนคนนั้นบอกผมว่า  สหรัฐอเมริกาจะไม่ใช้ระเบิดปรมาณูถ้าญี่ปุ่นเป็นคนผิวขาว(ชาวตะวันตก)  น่าสนใจที่มีหนังสือ  ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเขียนอเมริกันเล่มหนึ่งพูดว่า  การที่ประเทศตะวันตกเจริญกว่าประเทศอื่นๆก็เป็นเพราะปืนและเชื้อโรค

 

                   ที่เขียนมาให้อ่านครั้งนี้  ก็เพื่อเตือนเพื่อนคนไทยว่าอย่านับถือชาวตะวันตก(ชาวต่างชาติ)มากนัก  ความจริงสิ่งที่ประเทศตะวันตกทำหลายอย่างก็มีประโยชน์น่าทำตาม  ปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่คือ  เมื่อนับถือใครเห็นใครเก่งเรื่องอะไร  ก็มักจะเห็นเขาดีเก่งไปทุกเรื่องทุกอย่าง  ซึ่งไม่จริง  คนแต่ละคนดีในบางเรื่องและเลวในบางเรื่อง  เก่งบางอย่าง  ชำนาญในบางอย่าง  พลาดในบางเรื่อง  โง่ในบางเรื่อง  ผมสงสัยว่าคนไทยชอบยาครอบจักรวาล  กินแล้วแก้ได้ทุกโรค  ไม่ชอบยาแก้เฉพาะโรค  แต่ยาครอบจักรวาลมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงนัก  การใช้ต้องระมัดระวัง

 

                   ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้อเสนอของชาวบ้าน  นักพัฒนาผู้นั้นไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร  คือ  เรื่องการอยากเป็นนิติรัฐ  คือเชื่อว่าจะทำให้เกิดความสงบได้  และประเทศประชาธิปไตยในโลกตะวันตกนั้นเป็นนิติรัฐ  การเป็นนิติรัฐคือเป็นประเทศที่ประชาชนนับถือ  ยึดมั่น  เชื่อฟัง  และปฏิบัติตามกฎหมาย  การเป็นนิติรัฐช่วยทำให้การเลือกตั้งทำให้เกิดความสงบได้(แต่ปรองดองไม่ได้)  เหตุที่การเลือกตั้งทำให้เกิดความสงบไม่ได้ก็เพราะคนไม่เชื่อถือกฎเกณฑ์การเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายใช้ทั่วไป  คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับกฎเกณฑ์นี้  การถกเถียงกันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า  คนที่เถียงกันอยู่ก็ไม่ใช่สมาชิกของนิติรัฐ  คุยกันเถียงกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  ไม่เกิดการปรองดอง  มีแต่การจะพูดว่า  ให้เจรจาให้ปรองดองเท่านั้น

 

 

 

ข้อที่ 5  ความจริงรายงานเล่มนี้พิมพ์ออกแจกจ่ายไปถึง 30,000 เล่ม  แต่ผมเข้าใจว่ามีคนจำนวนมากไม่ได้อ่าน  ผมขอให้ทุกคนศึกษาข้อมูลในหนังสือเล่มนี้แล้วพิจารณาไตร่ตรอง  เข้าใจว่าจะเข้าใจการปฏิรูปได้ดีขึ้น

 

 

 

ข้อที่ 6  จะเห็นได้จากเชิงอรรถข้างต้นที่กล่าวมาแล้วว่าสำหรับการปรองดองนั้น  ความเห็นของคนตะวันตก  ที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรระหว่างประเทศจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าใดเลย  องค์กรระหว่างประเทศปัจจุบันนั้น  ตกอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจตะวันตกทั้งสิ้น  ส่วนนโยบายปัจจุบันของประเทศมหาอำนาจ  ปัจจุบันก็มุ่งไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก  ประชาธิปไตยเป็นเรื่องรอง  เป็นเพียงเหตุผลให้การขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและขยายเขตการขูดรีดทรัพยากรของประเทศเล็กๆที่มีอำนาจน้อย  ดูมีความชอบธรรม  ไม่น่าเกลียดเท่านั้น  การที่จะชักชวนต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องความขัดแย้งของเราไทยกันเอง  จึงเป็นการชักศึกเข้าบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยเราเกิดมีทรัพยากรที่มีค่า  เช่น  น้ำมันที่ประเทศมหาอำนาจอยากได้จนน้ำลายไหล  เรื่องการทะเลาะเบาะแวงในประเทศของเราควรจัดการได้โดยคนไทยกันเอง  ไม่ควรให้ประเทศอื่นแทรกแซง.

 



[1] เชิงอรรถ ข้อที่ 1

[2] เชิงอรรถ ข้อที่ 2

[3] เชิงอรรถ ข้อที่ 3

[4]  เชิงอรรถ ข้อที่ 4

[5] เชิงอรรถ ข้อที่ 5

[6] เชิงอรรถ  ข้อที่ 6

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter