playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานคร ภาพของความโกลาหลอลหม่านในการอพยพหนีน้ำ การรอคอยความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ ตลอดจนการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ทางการเปิดประตูระบายน้ำ การรื้อกระสอบทราย ‘บิ๊กแบ็ก’ จนเกือบจะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างชาวบ้านที่อยู่เหนือน้ำกับชาวบ้านที่อยู่ใต้น้ำ 

 

 

          ขณะเดียวกันก็มีหลายชุมชน หลายตำบล ทั่วทุกภาคของประเทศที่ประสบกับวิกฤตน้ำท่วมเช่นเดียวกัน แต่ชาวชุมชน ชาวบ้านเหล่านั้น ต่างก็เยือกเย็น สงบนิ่ง และเตรียมรับมือกับกระแสน้ำที่จะถาโถมเข้ามาอย่างรู้ทัน โดยไม่มีท่าทีหวั่นวิตกหรือเกิดความโกลาหลแต่อย่างใด และเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกระแสน้ำได้อย่างมีความสุข ดังเช่นชาวบ้านที่ตำบลบางกระบือ จังหวัดสิงห์บุรี

 

          ตำบลบางกระบือ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดสิงห์บุรี เป็นชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดและย่านเศรษฐกิจการค้าของเมืองออกไปทางถนนสายสิงห์บุรี-ชัยนาทเพียง 2-3 กิโลเมตร มีทั้งหมด 8 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มี 6 หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีพื้นที่ประมาณ 17.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 11,000 ไร่ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 6,000 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือทำนาประมาณ 80 % นอกนั้นรับจ้าง ค้าขาย และรับราชการ

 

          ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านจึงคุ้นเคยและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับแม่น้ำ บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างโดยยกใต้ถุนสูง ในช่วงฤดูน้ำหลากกระแสน้ำจะเอ่อท้นตลิ่งขึ้นมา ชาวบ้านก็จะยกข้าวของขึ้นที่สูง มีข้าวสาร ปลาแห้ง ปลาเค็ม ปลาร้า ปลาเจ่าฯลฯ เป็นเสบียงตลอดฤดูน้ำหลาก หากอยากจะกินปลาสดในท้องนาก็มีให้จับไม่อดไม่อยากมีเรือพายเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา แต่ในอดีตนั้นฤดูน้ำหลากมักจะกินระยะเวลาไม่นาน เพียงไม่กี่วันน้ำที่เอ่อท้นก็จะไหลลงคูคลองหนองบึงต่างๆ

 

          ส่วนในช่วงฤดูแล้งระดับน้ำจะลดลงจากขอบตลิ่งไม่ต่ำกว่า 10 เมตร จนแลเห็นเป็นหาดทรายยาวไกล ในช่วงฤดูแล้งนี่เอง ในยุคที่การค้าควายยังเฟื่องฟู ทุกๆ ปีขบวน ‘นายฮ้อย’ ที่ต้อนฝูงควายนับพันๆ ตัวจากภาคอีสานมาขายยังทุ่งนาภาคกลางจะใช้ร่องน้ำตื้นๆ พากองคาราวานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาขึ้นฝั่งที่ตัวเมืองสิงห์บุรีและหยุดพักแรมก่อนจะเดินทางต่อไป บริเวณที่พักของคาราวานค้าควายจึงเรียกกันติดปากว่า “บางกระบือ” และกลายเป็นชื่อตำบลในเวลาต่อมา

  

คนกับเขื่อน : วิถีชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

            เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เจ้าทุยเริ่มหายไปจากท้องนา เมื่อมี ‘ควายเหล็ก’ ที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าเข้ามาแทน ‘นายฮ้อย’ ที่เคยคุมกองคาราวานข้ามแม่น้ำก็กลับคืนถิ่น บ้านเมืองเจริญขึ้น มีร้านค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย มีการตัดถนนหนทางต่างๆ มีการขุดคลองส่งน้ำเข้าสู่ผืนนา หลังจากการสร้างเขื่อนแห่งแรกในแม่น้ำเจ้าพระยาเสร็จสิ้นลง

          “เขื่อนเจ้าพระยา” เป็นเขื่อนทดน้ำเพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตสร้างกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นก่อนที่จะส่งเข้าไปยังแม่น้ำและคลองส่งน้ำต่างๆ ในภาคกลางและอ่าวไทย รวมทั้งหมด 17 จังหวัด เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2495 และแล้วเสร็จในปี 2500 ทำหน้าที่ระบายน้ำจากภาคเหนือเข้าสู่ที่ราบลุ่มภาคกลาง ตัวเขื่อนมีความยาว 237.5 เมตร และสูง 16.5 เมตร มีประตูระบายน้ำเมื่อเกิดอุทกภัย อัตราระบายน้ำสูงสุด 3,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่การระบายน้ำจะไม่ให้เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา

            เขื่อนแห่งนี้มีการริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทานชาวฮอลแลนด์ ได้เสนอแนวคิดต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อให้ก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมา แต่ประเทศสยามในขณะนั้นไม่มีงบประมาณเพียงพอ โครงการนี้จึงถูกระงับไป จนกระทั่งในปี 2491 กรมชลประทานจึงเสนอโครงการต่อรัฐบาล ในขณะนั้นและได้รับการอนุมัติ โดยใช้เงินกู้จากธนาคารโลกในปี 2493 จำนวน 18 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดำเนินการก่อสร้างในเวลาต่อมา

            ร้อยโทบุญชอบ สมัครวงษ์ แกนนำพัฒนาตำบลบางกระบือ อายุ 61 ปี อดีตนายทหารสังกัดศูนย์การบินทหารบกจังหวัดลพบุรี ซึ่งเกิดและเติบโตอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามาตลอดชีวิต ทบทวนวิถีชีวิตของคนบางกระบือว่า ตนเองเกิดในปี พ.ศ.2493 เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาสร้างเสร็จขึ้นมาในปี 2500 ตนได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาแล้ว จึงยังจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี เมื่อถึงเดือนกันยายนหรือย่างเข้าเดือนสิบ ซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก

            ชาวบ้านก็จะเตรียมตัว ‘ยาเรือ’ หรือเอาชันมาทาอุดรอยรั่วซ่อมแซมเรือ ช่วยกัน ‘ปลูกสะพาน’ สำหรับขึ้นลงเรือหรือเอาไว้สำหรับใส่บาตร ส่วนพระสงฆ์ก็จะยาเรือเอาไว้เพื่อพายเรือไปบิณฑบาตเช่นกัน ใครที่มีข้าวของตั้งอยู่ในลานบ้านก็จะยกหรือเอาเชือกมาแขวนกับขื่อบ้านเพื่อให้พ้นน้ำ

altalt

            “เมื่อก่อนพอถึงช่วงหน้าน้ำ ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะเตรียมข่ายเอาไว้ดักปลา ได้ทั้งปลาตะเพียน ปลาหมอตัวใหญ่ๆ เนื้อนี้หวานมัน กุ้งฝอยก็เยอะ เอามาทำกะปิ เด็กๆ ก็สนุกสนาน ได้เล่นน้ำ ได้จับปลา แต่เมื่อก่อนน้ำจะท่วมไม่เยอะ ราวๆ คืบกว่าๆ หรือประมาณ 20 เซ็นติเมตร และก็ท่วมไม่นาน สูงสุดก็ประมาณ 20 วัน น้ำก็จะระบายลงไปตามหนอง ตามบึง เป็นธรรมชาติของฤดูน้ำหลาก” ร้อยโทบุญชอบหรือ “ลุงชอบ” ย้อนเวลากลับไปสู่วัยเยาว์

            ก่อนที่จะมีเขื่อนเจ้าพระยานั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกข้าวเพียงปีละครั้งก็พอกินไปได้ตลอดทั้งปี ข้าวที่ปลูกก็จะเป็นข้าว ‘ซังยาว’ ซึ่งมีคุณสมบัติในการทนต่อน้ำได้ดี เมื่อถึงฤดูน้ำหลากต้นข้าวก็ยืดลำต้นให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นน้ำ หากน้ำมากต้นข้าวก็อาจจะสูงได้เกือบ 2 เมตร เช่น ข้าวพันธุ์นางงาม บุญมา   และก้นแก้ว หากเป็นที่ดอนก็จะเป็นข้าวพันธุ์เหลืองประทิวซึ่งมีความสูงของลำต้นน้อยกว่า ข้าวที่ปลูกทั้งหมดไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะท้องนาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อีกทั้งซังข้าวที่เปื่อยแช่น้ำและขี้ควายก็เป็นปุ๋ยชั้นดี 

            เมื่อมีเขื่อนเจ้าพระยา มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ชาวนาก็เริ่มทำนาปีละ 2 ครั้ง เจ้าหน้าที่เกษตรก็มาส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตมากกว่าเก่า ข้าวพื้นเมืองจึงสูญพันธุ์ไป ราวปี 2509 ลุงชอบบอกว่า เริ่มมีรถไถนาหรือ “ควายเหล็ก” เข้ามาแล้ว ชาวบ้านเรียกว่า “รถไถผาลพ่วง” คนที่มีเงินจึงซื้อควายเหล็กมาใช้เพราะทำงานได้เร็วกว่าเจ้าทุยเป็นสิบเท่า ทั้งยังเป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงฐานะหน้าตาของเจ้าของได้เป็นอย่างดี เมื่อทำนาเพิ่มขึ้น ดินก็ไม่ได้พัก ความอุดมสมบูรณ์จึงลดน้อยลง ปุ๋ยเคมีจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนขี้ควายและซังข้าว ชาวนาในยุคนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจเมื่อเห็นผลผลิตในไร่นาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลมาจาก “เขื่อน รถไถ และปุ๋ยเคมี”

             เมื่อมีคุณอนันต์ก็ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน รถไถหรือปุ๋ยเคมีก็ตาม

            กล่าวเฉพาะเขื่อน ลุงชอบบอกว่าเท่าที่ตนเองจำความได้ หลังจากมีเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว จังหวัดสิงห์บุรีซึ่งอยู่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาลงมาประมาณ 40-50 กิโลเมตรก็เริ่มเกิดน้ำท่วมตั้งแต่ราวปี 2504 และปี 2507 แต่ในช่วงนั้นระดับน้ำที่ท่วมยังไม่สูงมาก เพราะยังไม่มีสิ่งก่อสร้างไปกั้นขวางทางเดินของน้ำ แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น มีการขยายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนการตัดถนนหนทางต่างๆ ไปกีดขวางทางเดินของน้ำ เมื่อถึงช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำจึงไหลไม่สะดวกหรือไม่มีทางระบาย นับตั้งแต่ปี 2521 น้ำจึงเริ่มท่วมสิงห์บุรีหนักขึ้นและถี่ขึ้น โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมาท่วมอีกในปี 2524, 2538, 2539, 2545, 2549, 2550 และ 2553 ซึ่งในช่วงหลังๆ นี้ระดับน้ำสูงไม่ต่ำกว่า 1 เมตร บางพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มก็อาจจะสูงถึง 2 เมตรหรือมากกว่า สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินไร่นา บางปีชาวบ้านและลูกเล็กเด็กแดงหลายคนต้องพลอยสังเวยชีวิตไปกับกระแสน้ำ

            น้ำที่หลากมาท่วมชาวบ้านในจังหวัดสิงห์บุรีและตำบลบางกระบือนั้น เป็นน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนเจ้าพระยา เพราะเป็นเขื่อนที่สร้างเพื่อทดน้ำสำหรับใช้ในการเกษตร ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำ หากปีใดปริมาณน้ำเหนือเขื่อนที่ไหลมาจากทางภาคเหนือเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี และลงมาสู่เขื่อนเจ้าพระยาที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท   มีปริมาณมาก   เขื่อนเจ้าพระยาก็จะต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณมากเช่นกัน เพราะเป็นเขื่อนสำหรับทดน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ไม่ใช่เป็นเขื่อนสำหรับกักเก็บน้ำ และหากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตราตั้งแต่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไป ก็จะทำให้พื้นที่ใต้เขื่อนตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงมาเกิดน้ำท่วม เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ  และนครปฐม 

 
 
สภาองค์กรชุมชน : เวทีของคนสู้น้ำ
 

            เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแทบจะไม่เว้นปี ชาวบ้านจึงเริ่มหาหนทางแก้ไขปัญหาและเตรียมรับมือกับมวลน้ำที่จะมาเยี่ยมเยือนเสมือนญาติมิตรที่รู้จักกัน อาศัยว่าชาวตำบลบางกระบือทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนร่วมกันมาก่อน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงชาวบ้านทั้งตำบลให้เข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ประชาญ มีสี แกนนำชุมชนรุ่นใหม่วัย 40 ปี เล่าว่า ตำบลบางกระบือมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมพัฒนาชุมชนหลายเรื่องด้วยกัน เช่น มีกลุ่มผู้ใช้น้ำ กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มเด็กและเยาวชน ฯลฯ แต่กลุ่มเหล่านี้ในช่วงแรกยังเป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมเฉพาะด้าน และทำเฉพาะในหมู่บ้านของตัวเอง ยังไม่มีการเชื่อมโยงกันทั้งตำบล ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาในแต่ละปี ชาวบ้านแต่ละหมู่จึงช่วยเหลือหรือหาทางป้องกันเอาเอง เรียกว่า “ต่างคน ต่างทำ” บางคนก็รอแต่ข้าวของบรรเทาทุกข์จากภายนอกที่จะมาแจก    การพูดคุยปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาหรือหาทางป้องกันน้ำท่วมจึงเป็นไปในลักษณะของการปรับทุกข์หรือ “เล่าสู่กันฟัง” เสียมากกว่า ตามประสาเพื่อนบ้านหัวอกเดียวกัน

            จนกระทั่งมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือขึ้นมาในเดือนกรกฎาคมปี 2551 แล้ว การนำปัญหาเรื่องน้ำมาพูดคุยจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เพราะมีสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีให้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ในช่วงปีแรกๆ ชาวบ้านก็ยังไม่มีทิศทางหรือ รูปธรรมในการจัดการกับปัญหาที่ชัดเจน คงมีเพียงกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์ลำน้ำแม่ลาแหล่งกำเนิดของปลาช่อนที่โด่งดังของจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งต่อมาในปี 2552 สภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือจึงได้เสนอของบประมาณจากสภาพัฒนาการเมือง เพื่อนำมาทำโครงการดังกล่าว และได้รับงบประมาณจำนวน 490,000 บาท เช่น มีการปลูกต้นไม้น้ำริมตลิ่งเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา และปล่อยพันธุ์ปลาลงในลำน้ำแม่ลา การจัดตั้งกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลำน้ำแม่ลา ฯลฯ

            ต่อมาในปี 2553 การใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีระดมสมองป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจึงเริ่มเห็นผลชัดขึ้น มีการเปิดประชุมสภาฯ หลายครั้ง โดยการเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมชลประทานในพื้นที่มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำปีนั้นว่า มีปริมาณมากน้อยเพียงใด เพื่อหาทางป้องกันและเตรียมตัวอพยพโยกย้ายผู้คนและสิ่งของ   แต่ที่สำคัญก็คือ ในที่ประชุมสภาฯ ได้มีการเสนอให้มีการจัดฝึกอบรมชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับน้ำ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีชาวบ้านเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมไปแล้วหลายราย เช่นในปี 2549 มีเด็กเสียชีวิตจำนวน 4 ราย นอกจากนี้ยังมีการเสนอแผนการฝึกซ้อมอพยพผู้คน ฯลฯ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ จนนำไปสู่การฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในเวลาต่อมา

            “เราจะย้ายบ้านหนีน้ำท่วมก็ไม่ได้ เพราะชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นพวกเราจึงมีแนวคิดตรงกันว่าเราจะอยู่กับน้ำได้อย่างไรให้มีความสุข และใช้ชีวิตได้เป็นปกติ”  ประชาญกล่าวถึงหลักคิดของชาวบางกระบือ

            ในช่วงเดือนตุลาคม 2553 ตำบลบางกระบือและพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดสิงห์บุรีเกิดน้ำท่วมประจำปีอีกครั้ง เฉพาะในตำบลบางกระบือมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1 รายสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือได้เตรียมแผนฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วม และเตรียมแผนในการรับมือกับภัยน้ำท่วมที่จะมาถึงในปี 2554 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ประมาณ 900,000 บาท เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูและฝึกอบรมด้านอาชีพ จัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ กองทุนปุ๋ยชีวภาพ ซ่อมแซมบ้านเรือนผู้ประสบภัย และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติตำบล โดยจะมีกิจกรรมฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเพื่อรับมือกับภัยน้ำด้วย

            ร้อยโทบุญชอบ สมัครวงษ์ ในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือ กล่าวว่า หลังจากสภาองค์กรชุมชนได้รับงบประมาณจาก พอช.แล้ว ในเดือนเมษายน 2554 ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กนักเรียน สภาองค์กรฯ จึงได้เป็นแม่งานในการจัดฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในตำบลขึ้นมาเป็นรุ่นแรก จำนวนประมาณ 60 คน เด็กและเยาวชนที่เข้าอบรมมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง หรือเรียนอยู่ในระดับชั้น ม.1 ขึ้นไป โดยในเบื้องต้นจะฝึกอบรมการว่ายน้ำ ฝึกให้คุ้นเคยกับอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต เช่น การสวมเสื้อชูชีพ การใช้ห่วงยาง การใช้เชือกช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ การใช้เชือกทำเป็นสะพานหรือใช้เป็นหลักยึดเพื่อข้ามน้ำ ฯลฯ ใช้เวลาอบรม 3 วัน 2 คืน

            ต่อมาในเดือนพฤษภาคมจึงได้จัดอบรมเป็นรุ่นที่ 2 ในรุ่นนี้จะฝึกอบรมเพื่อต่อยอดความรู้จากรุ่นที่ 1 เช่น ฝึกการกางเต๊นท์ การทำอาหาร การหุงข้าวโดยใช้ถ่านหรือฟืน การทำแพจากไม้ไผ่ การถ่อแพ การพายเรือ และการขับเรือยนต์ เพื่อให้มีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ

            “ส่วนรุ่นที่ 3 ฝึกในเดือนกรกฎาคม คราวนี้เราพาเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ไปฝึกที่กองพันลาดตระเวน ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อฝึกให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การพึ่งพาช่วยเหลือกัน เช่น การแบกเรือยาง การพายเรือยาง ฝึกการดำน้ำลึก 6 ฟุตโดยใช้อุปกรณ์ช่วยในการหายใจ คือฝึกคล้ายกับหน่วยซีลหรือหน่วยจู่โจมของทหาร แต่ไม่หนักเท่า เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าอบรมมีประสบการณ์ในการทำงานเป็นทีมเวิร์ค สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้”  อดีตนายทหารที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชนใช้ประสบการณ์จากชีวิตจริงมาจัดทำเป็นหลักสูตรสอนลูกหลานบอกเล่าถึงเนื้อหาในการอบรม

 

คนอยู่คู่น้ำ : อยู่อย่างมีความสุข ไม่ใช่จมอยู่ในความทุกข์

            ก่อนจะถึงฤดูกาลที่น้ำจะมาเยี่ยมเยือนประจำปี ในเดือนสิงหาคม 2554 สภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือได้เปิดประชุมอีกครั้ง เพื่อรับฟังความคิดและแนวทางป้องกันภัยจากน้ำครั้งนี้แขกคนสำคัญที่สภาองค์กรชุมชนฯ เชิญมาก็คือ   เจ้าหน้าที่จากกรมชลประทาน เพื่อมาให้ข้อมูลถึงปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และการคาดการณ์สถานการน้ำ นอกจากนี้ยังเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมโยธา ผังเมือง และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยมาชี้แจงข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือกับน้ำ โดยมีชาวบ้านและสมาชิกสภาองค์กรชุมชนฯ มาร่วมประชุมกันอย่างคึกคัก

            ร้อยโทบุญชอบ กล่าวว่า ในที่ประชุมสภาฯ ชาวบ้านทุกคนต่างก็อยากจะรู้ว่าปีนี้น้ำจะท่วมสิงห์บุรีและบางกระบือหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่จากกรมชลประทานก็ไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ คงเป็นเพราะกลัวว่าชาวบ้านจะแตกตื่น เมื่อปิดประชุมสภาฯ แล้ว ตนจึงเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงกระซิบบอกว่า “พี่ปีนี้น้ำท่วมแน่ๆ เพราะปริมาณน้ำมากเหลือเกิน เขื่อนคงเอาไม่อยู่ ”

            คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ ไม่ได้ทำให้ลุงชอบและชาวบ้านที่รู้ข่าวในภายหลังตื่นตกใจ

เพราะชาวบ้านมีประสบการณ์ในการเผชิญกับน้ำท่วมมาเกือบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงปีหลังๆ ที่ชักจะถี่ขึ้น ซึ่งชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเพราะสภาพดินฟ้าอากาศมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกกันว่าเกิดภาวะ โลกร้อน” นั่นเอง แต่ที่สำคัญก็คือ ชาวบ้านได้เตรียมแผนในการรับมือกับแขกที่ไม่ได้ตั้งใจเชื้อเชิญในปีนี้เอาไว้แล้ว ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงไม่ได้ตระหนกตกใจ

            “เมื่อก่อนน้ำก็ท่วมอยู่แล้ว แต่ไม่มากเท่า คงเป็นเพราะน้ำในลำคลองและแม่น้ำต่างๆ ตื้นเขิน มีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ กีดขวางทางเดินของน้ำ ทางราชการเคยเอากระสอบทรายมากั้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ก็กั้นไม่อยู่ พวกเราจึงมาคุยกัน และมีความเห็นร่วมกันว่า หากน้ำมีปริมาณมาก ถ้าจะทำแนวป้องกันน้ำให้แน่นหนาอย่างไร  ก็คงจะเอาไม่อยู่ คงต้องปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติของเขา แต่พวกเราต้องอยู่กับน้ำให้ได้ และต้องอยู่อย่างมีความสุข ไม่ใช่อยู่อย่างลำบากลำบน จมอยู่ในความทุข์”  ลุงชอบบอกถึงแนวคิดที่ตกผลึกมาจากประสบการณ์ของชาวบ้าน

alt

            การเตรียมการที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำนั้น ลุงชอบกล่าวว่า ขั้นแรกก็มีการสำรวจเรือว่ามีอยู่จำนวนเท่าใดในตำบล เพื่อจะซื้อกาวเหล็กมาอุดรอยรั่วและซื้อสีมาทากันสนิมสำหรับเรือเหล็ก ส่วนเรือไม้ก็เอาชัน น้ำมันยาง และปูนแดงมายาเพื่ออุดรอยแตก รอยรั่ว เพื่อใช้เป็นพาหนะสัญจรไปมาในช่วงน้ำท่วม โดยใช้งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนมาจาก พอช. และมีทีมช่างชุมชนออกไปให้คำแนะในการซ่อมแซมเรือ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าในตำบลมีเรือทั้งหมด 971 ลำ จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,939 ครอบครัว 

            นอกจากนี้ก็มีการเตรียมการตั้งเต๊นท์ผ้าใบริมถนนสายหลักที่อยู่ติดกับหมู่บ้าน คือถนนสายชัยนาท-สิงห์บุรี เพื่อเป็นสถานที่รองรับสำหรับครอบครัวที่อยู่ริมแม่น้ำและอยากจะอพยพขึ้นมา มีการเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ไฟฉาย เทียนไข ถังและถุงใส่ขยะ ฯลฯ มีการยกข้าวของและขนย้ายทรัพย์สินต่างๆ ขึ้นสู่ที่สูง นำรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ออกไปจอดในที่ปลอดภัย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีการเตรียมคณะทำงานเพื่อคอยช่วยเหลือชาวบ้าน มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น การขนถุงยังชีพไปแจกจ่าย การขนย้ายผู้ป่วย ฯลฯ

            ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากที่ชาวบ้านเตรียมการรับมือกับน้ำได้ไม่นานนัก เมื่อระดับน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาที่รองรับน้ำจากทางภาคเหนือที่ไหลลงมามีปริมาณมากขึ้น เขื่อนเจ้าพระยาที่ปกติจะระบายน้ำออกมาไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเพื่อไม่ให้พื้นที่ใต้เขื่อนเกิดน้ำท่วม จึงเริ่มระบายน้ำออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ จากระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนน้ำเจ้าพระยาเริ่มเอ่อท้นท่วมอำเภอต่างๆ ในจังหวัดชัยนาทที่อยู่ใต้เขื่อน รวมทั้ง อ.อินทร์บุรี อ.เมือง จ.สิงห์บุรี, อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

            ส่วนตำบลบางกระบือที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี น้ำเริ่มท่วมตั้งแต่ประมาณวันที่ 7 กันยายนเป็นต้นมา ซึ่งถือว่าปีนี้น้ำมาเร็วกว่าปกติ ข้าวที่ยังสุกไม่เต็มที่ก็จำต้องเกี่ยวขึ้นมา บางรายเกี่ยวไม่ทันก็ต้องปล่อยให้ข้าวจมน้ำ ในช่วงที่น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงสุด เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำออกมาในอัตราสูงสุดถึง 3,717 ลูกบาศ์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ตำบลบางกระบือมีระดับน้ำท่วมในบางพื้นที่สูงสุดถึง 2 เมตรเศษ หรือท่วมเกินหัวนักบาส    เก็ตบอลที่ตัวสูงๆ เสียอีก 

            ในระหว่างที่น้ำท่วมพื้นที่นั้น ชาวตำบลบางกระบือส่วนใหญ่ก็ยังอาศัยอยู่บนเรือนชั้นบน

โดยหุงหาอาหารและทำกินอยู่บนเรือน มีการสับคัทเอ้าท์ไฟชั้นล่างเพื่อป้องกันไฟดูด ส่วนคนที่อยู่บ้านชั้นเดียว หากไม่ไปพักอาศัยกับญาติพี่น้อง ก็จะหอบเอาเสื่อ หมอนมุ้ง ผ้าห่ม และข้าวของที่จำเป็นออกไปอยู่อาศัยในเต้น์ผ้าใบริมถนนที่ไม่ถูกน้ำท่วม ซึ่งชาวบ้านได้เตรียมเอาไว้แล้ว โดยมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเต็นท์ทั้งหมดประมาณ 35 คน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในบ้าน บางวันคนที่อยู่บนเรือนชั้นบนก็จะพายเรือออกไปพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในเต๊นท์ มีข้าวปลาอาหารก็นำมาแบ่งปันกันกิน

            แม้จะอยู่ในภาวะน้ำท่วม แต่เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนา ชาวตำบลบางกระบือก็ยังมีแก่ใจที่จะทำบุญตามประเพณี โดยเฉพาะในวันออกพรรษาราวกลางเดือนตุลาคม ชาวบ้านได้ร่วมกันตักบาตรเทโว แต่เนื่องจากวัดในตำบลถูกน้ำท่วม ชาวบ้านจึงนิมนต์พระมาที่หมู่บ้าน โดยให้เยาวชนที่ผ่านการฝึกหัดขับขี่เรือยนต์จนมีความชำนาญแล้วนั่นแหละ เป็นนายท้ายนำเรือยนต์มารับส่งพระเพื่อรับบาตรจากชาวบ้าน ถือเป็นการทดสอบภาคปฏิบัติหลังจากที่ได้อบรมไปแล้ว 3 รุ่น

            ภัทรพร ว่องเจริญ  อายุ 19 ปี  สมาชิกชมรม “มือวัยใสห่วงใยลำแม่ลา”  นักศึกษาคณะจิตวิทยาปี 1 ม.จุฬาลงกรณ์ ฯ กล่าวว่า ตัวเธอเองได้เข้าร่วมฝึกอบรมการรับมือกับน้ำท่วมด้วย ได้หัดพายเรือ ถ่่อแพ ทำให้มีความมั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้ และรู้ว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมจะทำอย่างไร เมื่อเกิดน้ำท่วมจริงๆ จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในชมรมเดียวกันออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน    เอาถุงยังชีพไปแจก ช่วยกันทำความสะอาดวัดที่ถูกน้ำท่วม 

            “นอกจากนี้หนูยังใช้ความรู้ด้านจิตวิทยาเบื้องต้นที่เรียนมา ช่วยพูดคุยปลุกปลอบใจ เพื่อนๆ ไม่ให้เกิดความเครียด บางครั้งก็ใช้อินเตอร์เน็ต ใช้เฟซบุ๊คแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลเรื่องน้ำกับเพื่อนๆ ที่ฝึกอบรมรุ่นเดียวกัน ถือว่าการฝึกอบรมครั้งนี้เป็นประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นๆ มาก แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานสมบุกสมบันเหมือนกับเพื่อนผู้ชาย แต่ก็ทำให้เรามีประสบการณ์ในการรับมือกับภาวะน้ำท่วม” ตัวแทนชาวตำบลบางกระบือรุ่นใหม่กล่าว

            ไม่เพียงแต่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระดับตำบลเท่านั้น แต่ชาวตำบลบางกระบือยังได้ร่วมกับภาคประชาสังคมในจังหวัดสิงห์บุรีผนึกพลังเป็นเครือข่ายเพื่อประสานงานช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น ร่วมกับเครือข่าย สสส.(สำนักงานส่งเสริมสนับสนุนสุขภาพ) เครือข่ายมือใหม่วัยใส ฯลฯ 

            ประชาญ มีสี  ซึ่งเป็นตัวแทนประสานงานของชาวตำบลบางกระบือ กล่าวว่า เครือข่ายจะทำหน้าที่ประสานงานด้านข้อมูลเป็นหลัก โดยเฉพาะข้อมูลของพื้นที่ที่ประสบภัยและต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เช่น พื้นที่ใดต้องการอาหาร น้ำดื่ม ฯลฯ เมื่อมีสมาชิกเครือข่ายหรือผู้ที่เดือดร้อนแจ้งมา ตนก็จะประสานไปยังเครือข่ายเพื่อให้จัดเรือนำสิ่งของต่างๆ ไปแจกจ่ายให้ทั่วถึง หรือหากมีหน่วยงานใดต้องการนำสิ่งของไปบริจาคให้กับชาวบ้าน เครือข่ายก็จะจัดคนพาไปยังพื้นที่ที่ประสบภัย

 

แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส : ภูมิปัญญาของคนบางกระบือ

            สถานการณ์น้ำท่วมตำบลบางกระบือและพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มต้นเมื่อประมาณวันที่ 7 กันยายน จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 ปริมาณน้ำจึงลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ หากใครได้ไปที่ตำบลบางกระบือก็ยังพอมองเห็นคราบน้ำที่ฝากร่องรอยการมาเยือนเอาไว้บนผนังบ้าน    ซึ่งมีความสูงจากระดับพื้นดินเกือบ 2 เมตร หรือมากกว่านั้นหากบ้านหลังใดอยู่ในพื้นที่ต่ำ ส่วนน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ลดลงจากระดับที่เคยขึ้นสูงสุดลงมาเกือบ 20 เมตร

            ระยะเวลากว่า 70 วันเศษที่ชาวตำบลบางกระบือใช้ชีวิตร่วมกับสายน้ำ นอกจากบ้านเรือนและไร่นาบางส่วนจะได้รับความเสียหายซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นที่น่ายินดีว่าไม่มีชาวบ้านรายใดต้องสังเวยชีวิตให้กับกระแสน้ำเหมือนเช่นกับปีอื่นๆ ที่ผ่านมา ชาวบางกระบือยังคงใช้ชีวิตร่วมกับสายน้ำได้อย่างมีความสุข และยังมีอารมณ์ขัน พวกเขาร่วมกันจัดแข่งขันเรือพายในระหว่างที่น้ำยังท่วมตำบลถึง 3 ครั้ง สร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับชาวบ้านจนข่าวทีวีหลายช่องยังต้องนำไปออกอากาศทั่วประเทศ

            ร้อยโทบุญชอบหรือ “ลุงชอบ” บอกเหตุผลว่า การจัดแข่งเรือก็เพื่อความสนุกสนาน คลายความเครียด และอยากทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าคนบางกระบือสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับในอดีต เมื่อถึงหน้าน้ำในช่วงเดือน 11 ตามวัดต่างๆ ก็จะจัดการแข่งขันเรือยาวขึ้นมา เสียงไชโยโห่ร้องจะดังลั่นไปทั่วคุ้งน้ำ คนชนะก็จะดีอกดีใจ พายเรือ กลับบ้านด้วยความสุข บ้างก็ร้องเพลงเรือ เพลงฉ่อยเป็นที่สนุกสนาน ส่วนคนที่แพ้ก็จะพายเรือกลับบ้านแบบเงียบๆ

            นอกจากนี้พวกเขายังช่วยกันแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยมีกิจกรรมพัฒนาต่างๆ ที่ต่อ ยอดมาจากโครงการพัฒนาในชุมชนที่มีอยู่เดิมในช่วงก่อนน้ำจะท่วม เช่น โครงการ “ผักสวย ฝั่งงาม”, “คอนโดปลา”  และการฟื้นฟูอาชีพต่างๆ เพื่อทำเป็นอาชีพเสริมในช่วงที่น้ำท่วมขัง ไม่สามารถออกไปทำไร่ ทำนาได้ เช่น การทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ การเพาะเห็ด และถั่วงอก ฯลฯ

            ประชาญ มีสี  แกนนำคนรุ่นใหม่ไฟแรง พูดถึงโครงการ “ผักสวย ฝั่งงาม” ว่า โครงการนี้่เกิดขึ้นมาจากการประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ เพื่อรับเมื่อกับภาวะนำท่วม โดยมีสมาชิกที่เข้าประชุมได้เสนอแนวความคิดในการปลูกผักบนแพในช่วงฤดูน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา โดยได้ทดลองทำไปแล้วและได้ผลดี เมื่อเกิดน้ำท่วมในปีนี้จึงได้ทำกันอย่างจริงจัง

            “วิธีการก็คือ เราจะใช้ไม้ไผ่นำมาต่อเป็นแพ ขนาดประมาณ 2 เมตร X 4 เมตร แล้วใช้มุ้งไนล่อนเก่าๆ หรือตาข่ายมารองบนแพ ใส่ดินและปุ๋ยลงไป หากมีดินโคลนหรือผักตบชวาก็ใช้แทนได้ เอากล้าผักที่เพาะแล้วลงไปปลูก เช่น คะน้า ผักกาด ผักบุ้ง แล้วผูกแพเข้ากับหลักเพื่อไม่ให้แพลอยไปกับกระแสน้ำ ตอนนี้ทำไปแล้ว 20 แพ ผักที่ปลูกบนแพเราก็จะให้คนที่อยู่ใกล้ๆ คอยดูแล แต่ไม่ต้องรดน้ำ เพราะรากของผักจะดูดซับน้ำจากดินที่อยู่ด้านล่าง เมื่อผักโตจนเก็บกินได้แล้ว เราก็จะนำไปให้ผู้สูงอายุหรือคนที่พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพื่อเอาไปทำอาหาร” ประชาญอธิบาย และบอกด้วยว่า ผักที่ปลูกรุ่นแรกเก็บกินได้แล้ว และกำลังจะปลูกผักในรุ่นต่อไป แม้ว่าน้ำจะไม่ท่วมแต่ก็ยังปลูกได้ โดยลากแพลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา และจะขยายพื้นที่ปลูกผักออกไปให้เต็มความยาว 6 กิโลเมตรตามแนวพื้นที่ริมฝั่งในตำบล เมื่อผักเติบโตเขียวขจีก็จะทำให้ชายฝั่งแลดูสวยงาม สมกับชื่อโครงการ “ผักสวย ฝั่งงาม”

alt

            โครงการ “คอนโดปลา” โครงการนี้ต่อยอดมาจากการอนุรักษ์ลำน้ำแม่ลาที่ไหลผ่านตำบลบางกระบือ อันเป็นแหล่งกำเนิดของปลาช่อนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสิงห์บุรี แต่ปัจจุบันปลาช่อนในลำน้ำแม่ลามีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารปลาช่อนลดลง ชาวตำบลบางกระบือจึงร่วมกันฟื้นฟูและช่วยกันอนุรักษ์ลำน้ำ้แม่ลาเอาไว้ โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2551 มีพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 500 ไร่ เช่น มีการเพาะพันธุ์ต้นไม้ที่ชอบขึ้นอยู่ริมฝั่งน้ำกว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของลูกปลาช่อนและปลาอื่นๆ   เช่น ต้นกรด จิก ปลิก ตะไคร้น้ำ หวัดไก่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยปลาช่อนและปลาอื่นๆ ลงในลำน้ำแม่ลาเพื่อให้แพร่กระจายขยายพันธุ์ต่อไป

            ส่วนชื่อของโครงการ “คอนโดปลา” นั้น  มีที่มาจากพืชริมน้ำที่นำไปปลูกเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งอนุบาลลูกปลา และเป็นแหล่งอาหารด้วย เช่น ตะไคร้น้ำ จะมีปลาเล็กหรือลูกปลาเข้าไปอยู่อาศัย ต้นปลิก มดโปร่งจะชอบเข้าไปทำรัง โดยมดจะช่วยกันขนดินขึ้นไปแล้วใช้น้ำลายของตัวเองผสมกับดินเพื่อทำรัง แต่รังก็ไม่ค่อยแข็งแรง เมื่อโดนลมพัดแรงๆ รังมดจะตกลงมา กลายเป็นแหล่งอาหารของปลา ต้นกรด เป็นเสมือนโรงพยาบาลของปลา เป็นไม้น้ำที่มียางสีขาว ยางของต้นกรดที่ซึมออกมาจะค่อยๆ ไหลลงสู่น้ำ ทำให้ผิวน้ำบริเวณที่ต้นกรดขึ้นมีสีขาวนวล ปลาที่มีแผลบริเวณลำตัวก็จะว่ายมายังต้นกรด แล้วเอาลำตัวถูกับต้นเพื่อให้ยางไม้ซึมเข้าไปในผิวเป็นการรักษาแผล

            ต้นจิก ยอดจิกใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก กุ้งฝอยชอบเข้าไปอยู่อาศัย แล้วปลากระทิงก็จะเข้ามากินเป็นอาหาร ยอน้ำ กิ่งและใบบางส่วนจะอยู่ในน้ำ ปลาบางชนิดจะเข้าไปทำรังอยู่อาศัย

ต้นหวัดไก่  ใบเป็นอาหารของปลา เมื่อไก่เป็นหวัดไม่สบาย ไก่ก็จะเข้ามาอยู่อาศัยอยู่ในพุ่ม อาการป่วยก็จะหายไป ฯลฯ

            “นี่คือภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่สะสมมาจากประสบการณ์และวิถีชีวิตที่อยู่กับลำน้ำ เราจึงต้องอนุรักษ์ลำน้ำแม่ลาเอาไว้ และจากการศึกษาวิจัยของนักวิชาการทำให้เรารู้ว่า สาเหตุที่ปลาช่อนแม่ลามีรสชาติอร่อยนั้น เป็นเพราะว่าในลำน้ำแม่ลา มีกุ้ง หอย ปู ปลา และมีแพลงก์ตอนต่างๆ เป็นแหล่งอาหารของปลาช่อนที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ปลาช่อนในลำน้ำแม่ลามีไขมันในกล้ามเนื้อมากกว่าปลาช่อนในแหล่งน้ำอื่นๆ ถึง 1 เท่าตัว ปลาช่อนแม่ลาจึงมีความหวานมัน และมีรสชาติอร่อยกว่าปลาช่อนในแหล่งน้ำอื่น” ประชาญกล่าว

            แกนนำรุ่นใหม่กล่าวอีกว่า ยังมีโครงการที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ลำน้ำแม่ลาด้วย คือโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 120 ครอบครัว มีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ประมาณ 1,200 ไร่   หรือคิดเป็น 25 % ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดในตำบล สามารถลดต้นทุนการทำนาจากเดิมที่ใช้สารเคมีลงได้หลายเท่าตัว คือมีค่าใช้จ่ายต่อไร่ประมาณ 2,000-3,000 บาทเท่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือ นอกจากจะมีผลดีต่อสุขภาพของชาวนาแล้ว ก็ยังทำให้ลำน้ำแม่ลามีสภาพดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะหากมีการทำเกษตรอินทรีย์เต็มพื้นที่ ลำน้ำแม่ลาก็จะไม่เป็นแหล่งสะสมของสารเคมีอีกต่อไป กุ้ง หอย ปู และปลาช่อนก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารและเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนของคนบางกระบือตลอดไป

 

กองทุนภัยพิบัติและข้อเสนอของคนบางกระบือ

            แม้ว่าวิกฤตน้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบหลายสิบปีนี้จะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครรู้ว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญนี้จะมาเยี่ยมเยือนอีกเมื่อใด ชาวบางกระบือก็เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น มีการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553 โดยให้ชาวบ้านร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนครอบครัวละ 100 บาทต่อปี ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 47,000 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนสำรองในการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก เมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ฯลฯ 

            นอกจากนี้ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบางกระบือ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 กำหนดการออมเป็นปีๆ ละ 365 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 1,359 คน มีเงินกองทุนประมาณ 800,000 บาทเศษ ช่วยเหลือสมาชิกที่คลอดบุตรรายละ 1,000 บาท เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลเกิน 3 คืนขึ้นไป ช่วยเหลือครั้งละ 500 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 2 ครั้ง   เสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ 1 ปี ช่วยเหลือ 10,000 บาท และช่วยจัดงานศพอีก 3,000 บาท ฯลฯ

            สำหรับแนวทางในการเตรียมรับมือกับภัยน้ำท่วมในพื้นที่ในระยะยาว เพื่ออยู่ร่วมกับน้ำต่อไปนั้น ชาวตำบลบางกระบือได้ข้อสรุปดังนี้ 

            1.จะต้องมีการจัดหาเรือยนต์ที่รับนำ้หนักได้มาก ประจำการอยู่ในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ลำ สำหรับรับ-ส่งคนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินไปโรงพยาบาล เพื่อความสะดวก รวดเร็ว เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีเรือพายลำเล็ก หากมีคนเจ็บป่วยหรือมีเหตุฉุกเฉินก็จะไม่ทันกาล

            2.หากปีใดมีน้ำท่วมสูงเกินจากตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาเกิน 3 เมตร จำเป็นจะต้องอพยพชาวบ้านทั้งหมด เพราะระดับน้ำจะสูงขึ้นไปท่วมถึงชั้นบน ดังนั้นชาวบ้านจึงเตรียมพื้นที่บริเวณสะพานข้ามคลองชลประทาน (ชาวบ้านเรียกว่า “ฝาครอบคลอง”) ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างถนนสายสิงห์บุรี-ชัยนาทกับถนนเข้าหมู่บ้าน โดยจะต้องประสานงานกับกรมทางหลวงและกรมชลประทาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับคันคลองให้สูงพ้นน้ำ (ประมาณ 1.50 เมตร) แล้วสร้าง “ฝาครอบคลอง” ขึ้นมา เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่พักพิงชั่วคราว ซึ่งฝาครอบคลองนี้จะต้องสร้างเป็นระยะๆ เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนชาวบ้าน

            3.ต้องทำสะพาน “น็อคดาวน์” เชื่อมระหว่างหมู่บ้านกับถนนใหญ่ เพราะหมู่บ้านหลายแห่งอยู่ห่างไกลจากถนนใหญ่ ชาวบ้านต้องพายเรือไกล หากมีสะพานก็จะทำให้เกิดความสะดวก สะพานน็อคดาวน์นี้อาจใช้โครงเหล็กนั่งร้านมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วใช้ไม้ไผ่ปูพื้น   เมื่อน้ำลดก็ถอดสะพานเหล็กออกได้

            4.สำหรับชาวบ้านที่ปลูกสร้างบ้านชั้นเดียว ซึ่งในตำบลบางกระบือมีอยู่ประมาณ 50 หลัง

จะต้องยกให้เป็นบ้านสองชั้น โดยบ้านที่สร้างด้วยไม้อาจใช้วิธีการยกบ้านขึ้นแล้วต่อเสาบ้านให้สูงขึ้น ส่วนบ้านที่ก่อสร้างด้วยอิฐหรือปูนอาจจะต้องก่อสร้างใหม่ (ขณะนี้ชาวบ้านส่งเรื่องขอความช่วยเหลือผ่านจังหวัดไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยชาวบ้านพร้อมที่จะร่วมสมทบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้าน)

            5.ต้องมีการพูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างชาวบ้านด้วยกัน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง เนื่องจากที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ทำนาก็ต้องการทำคันกั้นเลียบถนนสายสิงห์บุรี-ชัยนาทเพื่อเป็นแนวป้องกันไม่ให้น้ำท่วมไร่นา แต่ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำก็ไม่ต้องการให้ทำคันกั้น เพราะจะทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนเสียหาย ดังนั้นจะต้องใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เป็นเวทีพูดคุย สร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง

            

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

            1.ให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยการขุดห้วย หนอง คลอง บึง ให้สามารถกักเก็บน้ำและระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว     โดยเชื่อมโยงกับจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขา

            2.ให้ปรับวิถีการทำนาของเกษตรกรจากปีละ 3 ครั้ง เป็นปีละไม่เกิน 2 ครั้ง โดยให้เว้นการทำนาในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี และให้นำพันธุ์ข้าวที่สามารถทนต่อน้ำท่วมมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก หรือปลูกพืชทดแทนที่ใช้เวลาน้อย โดยให้หน่วยงานหลัก คือชลประทาน เกษตร และ ธกส.ร่วมมือกันกำหนดแผนงานที่สอดคล้องกัน

            3.รัฐไม่ควรประกาศเขตภัยพิบัติ และนำงบประมาณมหาศาลมาละลายในช่วงเกิดอุทกภัย

            4.ให้มีการสร้างฝายหรือเขื่อนยางใต้เขตสิงห์บุรีหรือจังหวัดอ่างทอง เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้น และระบายน้ำออกในช่วงฤดูน้ำหลากเข้าสู่แก้มลิง พร้อมทั้งขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา สันทราย รวมทั้งลำน้ำสาขา อีกทั้งให้มีการสำรวจและขุดคลองส่งน้ำเจ้าพระยา 2 เพื่อรองรับปริมาณน้ำในช่วงน้ำหลาก

            5.ปรับปรุงมาตรการในการรับมือกับภัยน้ำท่วม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและการเตือนภัย การให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าจากหน่วยงานต่างๆ ควรทำอย่างเป็นระบบและมีการประสานงานกับพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ตกหล่น และต้องกำหนดแนวทางการฟื้นฟูหลังน้ำลดที่เป็นรูปธรรมและสามารถทำได้จริง โดยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม

            alt6.ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการเปิด-ปิดน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ กลาง และขนาดย่อย โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

            7.สนับสนุนภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชน และชุมชนท้องถิ่นในการจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติระดับพื้นที่ โดยให้ภาครัฐส่งเสริมบทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมแบบบูรณาการ โดยให้ผู้นำของชุมชนมีส่วนร่วมพิจารณาการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนต่างๆ และในระยะแรกให้กำหนดเป็นตำบลต้นแบบการจัดการตนเองกรณีภัยพิบัติประมาณ 3 ตำบล และทดลองศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อนำบทเรียนมาปรับใช้กับตำบลอื่นๆ ในระยะต่อไป

 

            นี่คือข้อเสนอและประสบการณ์ของคนบางกระบือที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสายน้ำได้อย่างเป็นปกติสุข ตลอดระยะเวลากว่า 70 วันที่บ้านเรือนจมอยู่กับสายน้ำ พวกเขาไม่ได้ฟูมฟาย บ่นท้อต่อโชคชะตา หรือรอรับการช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาวางแผนรับมือร่วมกัน การจัดสรรแบ่งหน้าที่กันทำงาน ตลอดจนการปรับตัวให้เข้ากับสภาพน้ำ ทำให้พวกเขาฝ่าวิกฤตน้ำในครั้งนี้มาได้ แม้จะเกิดความเสียหายบ้างแต่ก็ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเหมือนกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา...

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter