playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ถ้ามีใครสักคนพูดว่าคนกรุงเทพจะอดข้าวอดน้ำ ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากชนบทอย่างแน่นอน ทุกคนคงขำกลิ้ง แต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงในอีกสองเดือนถัดมา  

 

 

 

มหาอุทกภัยในครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญแก่เรามากมายหลายประการ โดยเฉพาะบทเรียนเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงของปัจจัยแห่งการยังชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม ยารักษาโรคหรือยานพาหนะเดินทางอย่างเรือ ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงสุดของคนกรุงเทพเมื่อเดือนที่ผ่านมา

             ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่คือตัวทดสอบระบบต่างๆ ของประเทศทุกระบบ ไม่จะเป็นการผลิตอาหาร การขนส่ง การสื่อสาร ฯลฯว่ามีความมั่นคง ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติมากน้อยขนาดไหน บทเรียนน้ำท่วมเมืองหลวงครั้งนี้เราพบว่า ระบบเศรษฐกิจของเรานั้นมีความเปราะบางและต้องพึ่งพิงต่อระบบโรงงานเป็นอย่างมาก เมื่อโรงงานปิดเพราะน้ำท่วม และเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ผู้คนในกรุงเทพและทั่วประเทศก็ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ไม่มีน้ำดื่ม ไม่มีส้วม ไม่มีข้าวของเครื่องใช้จำเป็น ต้องร้องขอเครื่องอุปโภคบริโภคเหล่านั้นจากคนต่างจังหวัด

            สิ่งที่หลายฝ่ายพยายามคิดออกแบบระบบเพื่อรับมือกับภัยพิบัติครั้งต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้ระบบมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทางเลือกในการเดินทางจะเป็นอย่างไร จุดรับส่งสินค้าสำรองจะเป็นอย่างไร ระบบการสื่อสารสำรองอยู่ที่ไหน ฯลฯ ปัญหาคือ ความแข็งแกร่งที่ว่านั้นเป็นความแข็งแกร่งที่อยู่บนการพึ่งพิงคนอื่นหรือแข็งแกร่งบนรากฐานของตนเอง อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งโรงงานหรือพึ่งชุมชน

            เมื่อเราไม่มีข้าวสาร น้ำปลา น้ำดื่ม มาช่วยผู้ประสบภัย เราจะไปที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ชื่อภาษาอังกฤษ แต่ที่นั่นไม่มีสินค้า เพราะโรงงานโดนน้ำท่วม หรือแม้ว่าโรงงานจะผลิตสินค้าได้ แต่ไม่มีหีบห่อที่จะบรรจุเพราะโรงงานทำหีบห่อน้ำท่วม แม้ผลิตสินค้าได้ มีหีบห่อบรรจุ แต่ขนส่งไมได้เพราะถนนถูกตัดขาด ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกในอุทกภัยครั้งต่อไป (อีกไม่นานเกินรอ)

            หน่วยจัดหาข้าวของทั้งหลาย ไม่เคยนึกถึงเลยว่าจะจัดหาอาหาร น้ำดื่มและเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ จากธุรกิจชุมชนของชาวบ้าน

            กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนรายงานว่าในปี ๒๕๕๔ มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่จดทะเบียนกับกรมรวมทั้งสิ้นกว่า ๗๗,๐๐๐ แห่ง เป็นวิสาหกิจเกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปอาหารถึงกว่า ๙,๔๐๐ แห่ง เสื้อผ้ากว่า ๘,๗๐๐ แห่ง สมุนไพรกว่า ๑,๖๐๐ แห่ง การผลิตพืชกว่า ๑๘,๐๐๐ แห่ง

            วิสาหกิจชุมชนเหล่านี้มีมากมายเกินพอไหมที่จะเป็นตัวช่วยจัดส่งอาหารและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบภัย ทำไมเราจึงนึกถึงร้านค้าปลีกชื่อภาษาอังกฤษ แทนที่จะนึกถึงวิสาหกิจชุมชนในการจัดการข้าวของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

altalt

 

             คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ระบุว่าวิสาหกิจชุมชนมีลักษณะสำคัญ ๗ ประการคือ ชุมชนเป็นเจ้าของและดำเนินการ ผลิตมาจากกระบวนการในชุมชน โดยใช้วัตถุดิบ ทรัพยากร ทุนและแรงงานในชุมชนเป็นหลัก ริเริ่ม สร้างสรรค์เป็ฯนวตกรรมของชุมชน เป็นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานภูมิปัญญาสากล มีการบูรณษการ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจและมีการพึ่งพาตนเองของครอบครัวและชุมชนเป็นเป้าหมาย

             แทนที่จะวางแผนแค่ว่าโรงงานผลิตอาหาร น้ำดื่มอยู่ที่ไหนบ้าง กำลังการผลิตเท่าไหร่ จะขนส่งอย่างไร เพื่อที่จะรับมือภัยพิบัติ หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยและขบวนองค์กรชุมชนเองต้องทำแผนที่ว่ามีวิสหากิจชุมชนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ฯลฯ ทีไหนบ้างในประเทศนี้ เมื่อยามเกิดเหตุก็ติดต่อกับวิสาหกิจนั้นโดยตรง เพื่อจัดหาของไปช่วยผู้ประสบภัย ซึ่งจะทำให้เราได้ประโยชน์หลายทางคือ ได้ช่วยผู้ประสบภัยด้วย ทำให้วิสาหกิจของชุมชนมีรายได้ มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นด้วย

            ในส่วนของขบวนองค์กรชุมชนเองก็ต้องหันหาคิดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังและตั้งปณิธานว่า ต่อแต่นี้ไป การจัดหาสิ่งของช่วยผู้ประสบภัยจะต้องติดต่อวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นและในเครือข่ายองค์กรชุมชนก่อน ติดต่อโรงสีชุมชนเพื่อหาข้าวสาร ติดต่อโรงน้ำดื่มชุมชน ร้านสมุนไพรชุมชน แหล่งต่อเรือของชุมชน ฯลฯ เมื่อหาไมได้แล้วจึงค่อยไปซื้อจากร้านค้า

            altแน่นอนว่าการติดต่อร้านค้าชุมชนเหล่านี้มีความยุ่งยากกว่าซื้อจากร้านค้าชื่อภาษาอังกฤษ คุณภาพอาจไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนอาจแพงกว่านิดหน่อย กำลังการผลิตก็ไม่เพียงพอ นั่นเป็นเพราะว่าสังคมเราทอดทิ้งเศรษฐกิจชุมชนมายาวนานและสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงโรงงานมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ภัยพิบัติครั้งนี้ควรทำให้เรานึกได้ว่า ข้าวปลาอาหารและเครื่องยังชีพที่จำเป็นทุกอย่างอยู่ในชนบท ผลิตมาจากชนบทและเราสามารถติดต่อกับผู้ผลิตที่เป็นองค์กรชุมชนในชนบทโดยตรง

            ถ้าทำได้อย่างกว้างวขวาง นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนเรื่องระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่สำคัญยิ่ง

             อย่างไรก็ตามการจัดหาข้าวของจากภายนอกมาช่วยผู้ประสบภัย ไม่ควรเป็นกิจกรรมที่เน้นหนักเป็นอันดับแรกในแผนจัดการภัยพิบัติแบบพึ่งตนเอง กิจกรรมลำดับแรกคือการทำให้ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งตนเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนน้ำมาทุกครัวเรือนต้องเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง เชื้อเพลิง ปลูกผัก เตรียมการเรื่องส้วม หาที่พักพิงสำรอง เตรียมเรือ สร้างสะพาน ฯลฯ ที่เหลือจากนั้นก็ให้องค์กรชุมชนในหมู่บ้านตำบล/ช่วยกันจัดแจง ซึ่งอาจหมายถึงที่พักรวม ที่พักสัตว์เลี้ยง โรงครัวรวม ธนาคารข้าวกลางของชุมชน ระบบน้ำดื่มสำรอง ฯลฯ

            ถ้าทุกครัวเรือนเตรียมการ ทุกหมู่บ้าน ตำบลเตรียมการเสริม การช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องการจะมีน้อยมาก การจัดหาข้าวของจากโรงงานก็แทบไม่มี แต่อย่าลืมว่าการเตรียมการระดับครอบครัวและชุมชนที่ว่านั้น ควรจัดหาข้าวของจากวิสาหกิจชุมชน ขาดเหลืออย่างไรจึงหาจากโรงงานและร้านค้า

            การจัดการภัยพิบัติของชุมชนแบบพึ่งตนเอง พึ่งวิสาหกิจชุมชนที่ว่านี้ คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยในหลักการ แต่น้อยคนนักที่จะนำไปปฏิบัติ เพราะว่า การจัดการยุ่งยาก ไม่เคยชิน หลักฐานการเงินไม่ชัดเจน...และสำหรับเจ้าหน้าที่บางคนการมีเงินทอนก็ทำลำบากกว่าเดิม

            การพัฒนาแบบพึ่งตนเองของชุมชนนั้นฉันเห็นด้วย...... ตราบใดที่ไม่กระทบกับผลประโยชน์ของข้าพเจ้าและเพื่อน

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter