playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altประเด็นที่น่าจับตามองของการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 17 (COP17: Conference of the Parties) เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องเงินๆ ทองๆ เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะเงินที่จะมาสนับสนุนการลดโลกร้อนและการปรับตัวต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนั้น (หรือกลุ่มประเทศที่เรียกว่า G77 ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย) แทนที่จะสนับสนุนอย่างตรงไปตรงมา กลับถูกบิดเบือนให้เป็นภาระหนี้ก้อนใหม่ของประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องไปกู้มาจากประเทศพัฒนาแล้ว

การประชุมคู่ขนานของเครือข่ายภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ที่มหาวิทยาลัย Kwazulu ที่เมืองเดอเบิร์น ในประเด็นเรื่อง Climate finance การเงินเรื่องโลกร้อน

           การพัฒนาตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม หรือเมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วได้โหมใช้ทรัพยากรของโลกและเชื้อเพลิงจากถ่านหินจำนวนมหาศาล ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มากถึง สามในสี่ ขณะที่มีประชากรเพียง หนึ่งในห้าของโลกเท่านั้น หรืออาจเปรียบเทียบได้ถึง สัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่อคนมากกว่าคนในประเทศกำลังพัฒนาถึง 10 เท่า หากพิจารณาหลักความเป็นธรรมที่ทุกคนในโลกนี้มีสิทธิที่เท่าทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนา และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และความสามารถของโลกในการรับก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เราจะเห็นว่าบรรยากาศของโลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ของตนเอง จึงกล่าวได้ว่าประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายเป็น หนี้การลดการปล่อยก๊าซ” (Mitigation Debt) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 

           พร้อมกันนี้โลกที่ร้อนขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้มากที่สุด คือประชากรในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน แต่กลับต้องมารับภาระผลกระทบ และต้องพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายจึงยังเป็น หนี้การปรับตัว” (Adaptation Debt) กับประเทศกำลังพัฒนาด้วยเช่นกัน

          แต่กลไกการเจรจาระหว่างประเทศในปัจจุบันหรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) ไม่ได้นำเอาปัญหา หนี้การลดการปล่อยก๊าซ และ หนี้การปรับตัว มาเป็นพื้นฐานในการเจรจา รวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วพยายามบิดเบือนการเงินเรื่องโลกร้อน ให้ผ่านกลไกของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เป็นต้น แทนที่จะให้ผ่านกลไกประเทศภาคีอนุสัญญาฯ หรือ COP (ซึ่งมีความเสมอภาคของประเทศภาคีอนุสัญญาฯ มากกว่ากลไกอื่นๆในขณะนี้) เป็นผู้จัดการการเงิน และเป็นการให้เงินใช้หนี้โดยตรงกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ความแตกต่างของการจัดการการเงินเรื่องโลกร้อนระหว่างสองกลไกนี้ คือ ในกรณีใช้กลไกอนุสัญญาฯ ประเทศภาคีจะเป็นคนกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้เงิน ในขณะที่การใช้กลไกผ่านธนาคารโลกหรือสถาบันการเงินอื่นๆนั้น ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้ามามีบทบาทกำหนดเงื่อนไขการใช้เงิน altโดยที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับภาระใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นการบิดเบือน หนี้การลดการปล่อย และหนี้การปรับตัว เป็นการซ้ำเติมประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร้มนุษยธรรม และนี่คือข้อเรียกร้องเชิงหลักการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการจัดการการเงินเรื่องโลกร้อน ของกลุ่มภาคประชาสังคมที่เดอเบิร์น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เท่าเทียมกันและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

          การเพิกเฉยและบิดเบือนกับหนี้การลดการปล่อยก๊าซและหนี้การปรับตัวต่อไปนั้น ศิลปินนักดนตรีชาวแอฟริกาใต้ที่เข้าร่วมการประชุม ได้กล่าวประโยคสั้นๆ เพื่อส่งสารไปถึงประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายไว้ว่า “They must change before change comes changing them”
(คำแปลไม่เป็นทางการ: ท่านทั้งหลาย(ประเทศพัฒนาแล้ว) ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะมาถึงและเปลี่ยนแปลงท่านทั้งหลาย”)

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter