ขบวนองค์กรชุมชน 9 จังหวัดลุ่มน้ำภาคกลางประกาศจุดยืนจัดการภัยพิบัติต้องเริ่มนับหนึ่งที่ชุมชน พร้อมข้อเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหามหาอุกทกภัยระดับชาติ ในงานฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองลุ่มน้ำภาคกลาง ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีผู้นำชุมชน หน่วยงาน เข้าร่วมกว่า 300 คน ซึ่งจัดโดยคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชน 9 จังหวัดภาคกลาง ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช)
นายประชาญ มีสี ผู้ประสานงานการจัดงานเปิดเผยว่า ขบวนองค์รกรชุมชนในพื้นที่ภาคกลาง ต่างมีบทเรียนและประสบการณ์ในการจัดอุทกภัยมากว่า 30 ปี เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มรับน้ำคุ้นเคยกับวิถีชีวิตในการอยู่กับน้ำมาโดยตลอด จึงจัดงานฟื้นฟูเพื่อให้ผู้นำชุมชนจากพื้นที่รูปธรรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในอันที่จะพัฒนาแผนการรับมือแก้ปัญหาอุกทกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนที่ชุมชนที่จะดำเนินการได้เอง และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ
ในวงเสวนา ชุมชนระดับตำบลจัดการตนเองอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งคุณดาริน คล่องอักระ บรรณาธิการข่าวยุทธศาสตร์ ทีวีไทย ดำเนินการเสวนา กับผู้นำชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบลที่ผ่านประสบการณ์การจัดการอุทกภัย ในปี 2554
นางพวงทิพย์ อุ่มโพธิ์ นายก อบต.ท่าฉนวน จ.ชัยนาท ระบุว่าตำบลท่าฉนวนเป้นพื้นที่น้ำท่วมทุกปี การรับมือกับภัยกับน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการตกลงร่วมกันว่ายอมให้ครัวเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 100 ครัวเรือนท่วมเพราะต้องมีที่อยู่ให้น้ำ เพื่อรักษาคนกว่า 1,000 ครัวเรือน และพื้นที่นากว่า 15,000 ไร่ ซึ่งเก็บเกี่ยวไม่ทัน โดยมีอาสาสมัครในตำบล 500 คนทำหน้าที่ช่วยเหลือชุมชนทั้งจัดทำอาหาร ก่อทรายกั้นน้ำ เฝ้าระวังทุกวันไม่ให้น้ำผุด ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก สมาชิกและพื้นที่นาโดยส่วนใหญ่ปลอดภัยเพราะความสามัคคีของคนในชุมชน เธอเสนอว่าต้องการให้รัฐสนับสนุนงบประมาณผ่านท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนจัดการตนเอง เพราะรู้จักพื้นที่ทุกซอกทุกมุม รวมทั้งสื่อสารความจริงให้ประชาชนทราบ

นางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี ผู้นำชุมชนวัดเขาจอมคีรีนาคพรต ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ระบุว่า พื้นที่ของเธอได้ใช้ประสบการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2549 มาวางแผนป้องกันก่อนน้ำจะมาในปี 2554 เช่นบ้านเรือนหลายหลังได้ยกบ้านให้สูงขึ้น พร้อมสร้างผนังดินเพื่อรักษาชุมชน 6 ชุมชน กว่า 1,000 ครัวเรือน ให้เยาวชนช่วยงานสถานการณ์ข้อมูลน้ำท่วมปี 2554 เช็คน้ำทุกวัน แต่เอาไม่อยู่เนื่องจากปริมาณน้ำสูงกว่าปี 2549 มีความเห็นว่าแผนของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาต้องฟังแผนของประชาชนด้วย ซึ่งแผนนั้นต้องไม่มุ่งเพื่อป้องกันแค่เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ ส่วนในด้านนโยบายของการมีส่วนร่วมอย่าให้ชาวบ้านเป็นแค่เป็นพระอันดับคือไม่ให้ความสำคัญ และไม่มีปากไม่มีเสียง
ร้อยโทบุญชอบ สมัครวงศ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางกระบือ จ.สิงห์บุรี กล่าวว่าตำบลบางกระบือประชาชนคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่อยู่กับน้ำ บ้านเรือนทุกหลังมีเรือ เพียงแต่ปีนี้น้ำมาเร็ว เรือกว่า 900 ซ่อมทันเพียง 200 กว่าลำ การเตรียมการของเราคือการอมรมเยาวชน หลังจากสภาองค์กรชุมชนได้รับงบประมาณจาก พอช. ในเดือนเมษายน 2554 ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กนักเรียน ได้จัดฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในตำบลรุ่นแรก 60 คน เรื่องการว่ายน้ำให้คุ้นเคยกับอุปกรณ์ในการช่วยชีวิต เช่น การสวมเสื้อชูชีพ การใช้ห่วงยาง การใช้เชือกช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำ การใช้เชือกทำเป็นสะพานหรือใช้เป็นหลักยึดเพื่อข้ามน้ำ ฯลฯ ใช้เวลาอบรม 3 วัน 2 คืน
ในเดือนพฤษภาคมได้จัดอบรมเป็นรุ่นที่ 2 เพื่อต่อยอดความรู้จากรุ่นที่ 1 เช่น ฝึกการกางเต๊นท์ การทำอาหาร การหุงข้าวโดยใช้ถ่านหรือฟืน การทำแพจากไม้ไผ่ การถ่อแพ การพายเรือ และการขับเรือยนต์ เพื่อให้มีทักษะในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ
“ส่วนรุ่นที่ 3 ได้พาเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ไปฝึกที่กองพันลาดตระเวน ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การพึ่งพาช่วยเหลือกัน เช่น การแบกเรือยาง การพายเรือยาง ฝึกการดำน้ำลึก 6 ฟุตโดยใช้อุปกรณ์ช่วยในการหายใจ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าอบรมมีประสบการณ์ในการทำงานเป็นทีมเวิร์ค สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้” เด็กและเยาวชนเหล่านี้มีบทบาทในการช่วยเหลือดูและส่งของเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย และปีนี้ที่ตำบลเราไม่มีผู้เสียชีวิตเลย หลังจากน้ำลด ก็ได้ปล่อยคาราวาน ทำความสะอาด ทำอาหาร ทำถนน 7 วัน และที่นี่เป้นพื้นที่ๆมีกองทุนภัยพิบัติของตนเองด้วย
สำหรับข้อเสนอสำคัญของตำบลบางกระบือ คือการปรับเปลี่ยนระบบการทำนาของเกษตรกรจากปีละ 3 ครั้ง เหลือปีละ 2 ครั้ง โดยให้เว้นการทำนาช่วงฤดูน้ำหลาก ให้นำพันธ์ข้าวที่ทนต่อน้ำมาส่งเสริมเษตรกร และชุมชนต้องจัดหาเรือที่รับน้ำหนักได้มาก ไว้ประจำการในทุกหมู่บ้าน นอกเหนือเรือของแต่ละครอบครัว
ด้านนางพรรณี จันทรวงษ์ ผู้นำชุมชนตำบลคลองวัว อ. เมือง จ.อ่างทอง.เปิดเผยว่า ตำบลคลองวัวเป็นพื้นที่รับน้ำ จึงได้เตรียมการช่วยเหลือตนเองก่อน เช่นใช้เงินกองทุนสวัสดิการชุมชนมาทำถุงยังชีพในเรื่องที่จำเป็นก่อนสำหรับทุกครอบครัว และคนต้องอยู่กับน้ำให้ได้ เธอมีข้อเสนอสั้นๆว่า คนตัดไม้ทำลายป่าต้องลงโทษให้หนัก เพราะเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติหลายอย่าง และเมื่อน้ำมาแล้วอย่ากั้นมันให้มาก ค่อยๆปล่อยและการจัดการช่วยเหลือให้ท้องถิ่นและรัฐบาลต้องไม่เลือกปฏิบัติ
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช. กล่าวว่าการแก้ปัญหาภัยพิบัติ มีชุมชนหลายพื้นที่รูปธรรม จัดการตนเองได้ดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมามันใหญ่มาก การแก้ปัญหาต้องใช้ข้อมูลวามรู้ข้อเท็จจริงและภูมิปัญญาของชุมชน ที่ผู้หวังดีข้างนอกต้องรับฟัง และชุมชนเองก็ต้องใช้ความรู้และข้อมูลข้างนอกมาช่วยด้วยเช่นกัน
ผญ.ปฐมมน กันหา ผู้นำชุมชน จ.สระบุรี ระบุว่า การจัดการตนเองเรื่องภัยพิบัติ ชุมชนต้องนับหนึ่งก่อน ในการสร้างพื้นที่รูปธรรม แล้วท้องถิ่น ท้องที่หรือระดับนโยบายจึงมาต่อยอด เช่นการต่อยอดเรื่องกองทุนภัยพิบัติซึ่งหลายพื้นที่ได้ดำเนินแล้ว และช่วยพี่น้องได้ก่อนใครมา สำหรับข้อเสนอของขบวนชุมชน 9 จังหวัดภาคกลาง เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ (อุทกภัย) ทั้งที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและขบวนชุมชนดำเนินการได้เองมีดังนี้
ข้อเสนอของขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางเพื่อการแก้ปัญหาภัยพิบัติ (อุทกภัย)
- สิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนจะดำเนินการเอง
๑.จัดตั้งกองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติระดับตำบล/เมือง ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนสวัสดิการชุมชน หรือเป็นกองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติ
๒.การบริหารจัดการน้ำ ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำขนาดเล็กและส่วนร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำขนาดใหญ่
๓.จัดทำแผนป้องกันและรับมือภัยพิบัติในระดับตำบลหรือเครือข่าย ที่ครอบคลุมระบบฐานข้อมูลของชุมชน มีข้อมูลคน สัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการอพยพ มีระบบอาสาสมัคร มีศูนย์ประสานงาน กำหนดจุดปลอดภัย จุดเสี่ยงภัย เส้นทางอพยพ อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์การเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำ
๔.จัดตั้งศูนย์ประสานงาน และศูนย์เตือนภัยที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมจัดตั้งเพื่อการสื่อสารเตือนภัยและช่วยเหลือตนเองของชุมชนท้องถิ่น
๕.จัดระบบดูแลกันเองในเบื้องต้น เช่น แต่ละตำบลมีข้าวสาร อาหาร เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างน้อยหนึ่งเดือน สำหรับพื้นที่ระหว่างเกิดภัย
๖.ปรับวิถีการทำเกษตร/การทำนา โดยเว้นการทำนาในช่วงฤดูน้ำหลาก และเก็บเกี่ยวให้เสร็จสิ้นก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อลดการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร
๗.ประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่อรับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างมีส่วนร่วม
๘.ใช้สถานการณ์ที่เกิดอุทกภัย ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี การพึ่งตนเอง สร้างอุดมการณ์ร่วม จิตสำนึกร่วม การช่วยเหลือของคนในชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนร่วมกัน
- ข้อเสนอเชิงนโยบาย
๑.กองทุนภัยพิบัติ ท้องถิ่น และรัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนกองทุนภัยพิบัติ โดยสมทบงบประมาณเข้ากองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติของชุมชน
๒.การบริหารจัดการน้ำ ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการเปิดและปิดน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อย โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
- อนุรักษ์ และเพิ่มพื้นที่แก้มลิง เพื่อเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก พัฒนาและจัดระบบห้วย หนองคลอง บึง ให้สามารถกักน้ำ และระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยเชื่อมโยงกับจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำสาขา
- สร้างระบบทางด่วนพิเศษให้น้ำท่วมไหลหลาก
- มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลด้านการจัดการภัยพิบัติโดยตรง
ปรับปรุงระบบระบายน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพทั้งระบบ เช่น ขยายประตูน้ำให้สอดคล้องกับขนาดคลอง วางระบบการดูแลคูคลองและขุดลอกสม่ำเสมอ ควบคุมการสร้างระบบถนน ในอนาคตที่ปิดกั้นทางน้ำท่วมไหลหลาก
๓.การทำแผนป้องกันและรับมือภัยพิบัติ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุน ศูนย์จัดการภัยพิบัติระดับชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการแก้ปัญหาภัยพิบัติ
- สนับสนุนภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชน และชุมชนท้องถิ่นในการจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติระดับพื้นที่ โดยภาครัฐควรส่งเสริมบทบาทของชุมชน สภาองค์กรชุมชน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมแบบบูรณาการ โดยควรให้ผู้นำของชุมชนมีส่วนร่วมพิจารณาการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนต่างๆ
๔.ระบบเตือนภัย มีระบบการเตือนภัยและสื่อสารแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับศูนย์ประสานงานหรือศูนย์เตือนภัยของชุมชน ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
๕.การรับมือกับอุทกภัย ปรับปรุงมาตรฐานการรับมือกับภัยน้ำท่วม การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่รวดเร็วและเป็นธรรม
๖.การช่วยเกษตรและชาวนา ท้องถิ่นและรัฐบาลสนับสนุนพันธ์ข้าวที่ทนต่อน้ำท่วม เพื่อส่งเสริมเกษตรกร หรือปลูกพืชทดแทนที่ใช้เวลาน้อย ให้หน่วยงานหลัก คือ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมกำหนดแผนงานที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน
๗.หน่วยงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ ให้มีหน่วยงานภัยพิบัติที่รับผิดชอบโดยตรง และให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อลดปัญหาภัยพิบัติโดยมีข้อมูลความรู้ทางวิชาการรองรับ
๘.ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกำหนดพื้นที่ประกาศภัยพิบัติ และเข้ามามีส่วนร่วมการบริหารจัดการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ การช่วยเหลือเร่งด่วน เป็นต้น
เครือข่ายองค์กรชุมชน ๙ จังหวัดภาคกลาง
(นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา)
๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔




