เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา คณะทำงานขับเคลื่อนสมัชชาองค์กรชุมชนภาคอีสาน โดยความร่วมมือระหว่างสภาพัฒนาการเมืองภาคอีสาน และสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน จัดเวที “สมัชชาประชาธิปไตยชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” ณ สนามหน้าที่ว่าอำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น และจัดประชุมสมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบล ณ หอประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม โดยมีสมาชิกสภาองค์กรชุมชนจำนวน 863 ตำบล ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน และสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง เข้าร่วมงานกว่า 8,500 คน เพื่อผนึกกำลังสร้างกระบวนการทางการเมืองภาคประชาชน เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีช่องทางในการนำเสนอความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมือง สู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐได้มากขึ้น
ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวเปิดการประชุมสมัชชาฯ โดยระบุว่า จากรัฐธรรมนูญ 2540 ได้นำไปสู่การก่อเกิดพระราชบัญญัติที่สัมพันธ์กันในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างน้อย 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2551 ซึ่ง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับมุ่งเน้นไปที่การสร้างประชาธิปไตยจากฐานล่าง หากแต่ต่างในบทบาทการทำงาน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยชุมชน จากการสร้างสำนึกท้องถิ่นในการดำเนินชีวิตที่ใช้เหตุผล เคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น
ศ.ดร.สุจิต กล่าวต่อว่าสมัชชาประชาธิปไตยชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับเป็นเวทีการระดมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงการสร้างความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ในระดับภูมิภาค เพื่อกำหนดเป็นประเด็นปัญหาความต้องการหลักในระดับภูมิภาค และนำข้อเสนอดังกล่าวสู่เวทีสมัชชาประชาธิปไตยชุมชนในระดับชาติต่อไป
สภาพัฒนาการเมืองเป็นองค์กรหนึ่งที่ทำงานคู่ขนานกับสภาองค์กรชุมชน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคพลเมือง เน้นในการจัดการและแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นด้วยตัวของท้องถิ่นเอง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของ “ประชาธิปไตยชุมชน”
แนวคิดประชาธิปไตยชุมชน คือ “การวางตัวแก้ปัญหาให้ใกล้กับปัญหา” ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่ดีในที่นี้ก็คือ ชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดียิ่ง และเชื่อได้ว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขจากบุคคลากรในชุมชน ท้องถิ่น และท้องที่เอง
การเข้าร่วมงานสมัชชาฯ ในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ทุกท่านซึ่งล้วนแต่เป็นแกนนำสำคัญของท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งเน้นถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการร่วมกันรับรู้ปัญหา ร่วมกันแก้ไขปัญหา และร่วมกันหาทางออกของปัญหาภายในภูมิภาคต่อไป
นายสุรพร ชัยชาญ ประธานจัดงานสมัชชาประชาธิปไตยชุมชน ครั้งที่ 1/2554 กล่าวถึงเวทีสมัชา โดยระบุว่าเป็นพันธกิจของสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเดิมเคยจัดงานในส่วนกลาง แต่ปีนี้มีมติให้จัดขึ้นตามภูมิภาค โดยเชิญสมาชิกสภาองค์กรชุมชนทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน 863 สภา นำข้อเสนอ ทุกข์ของคนอีสาน 14 ประเด็น เสนอแนะต่อรัฐบาลนำไปเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาให้คนอีสาน
ซึ่งได้จัดเวทีแบ่งเป็น 2 เวที 1) เวทีสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเวียงเก่า 2) เวทีสมัชชาหอประชุมโรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้แสดงออก ตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ และเสรีภาพของตนเอง มีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชนตามแนวทางประชาธิปไตยชุมชน/ สนับสนุนให้องค์กรสมาชิกสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน 863 ตำบล และสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองภาคอีสาน ได้ทำหน้าที่ภารกิจตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ด้วยการมีส่วนร่วมในการเสนอแนะปัญหา แนวทางแก้ไข หรือความต้องการของภาคประชาชนอีสานต่อฝ่ายนโยบาย รวมทั้งร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะของภาคอีสาน
ที่เรามาทุกวันนี้ไม่ใช่มาเรียกร้องซึ่งต่างกันสิ้นเชิง แต่เรามายื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกำหนดตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล ขึ้นมาระดับจังหวัด จนวันนี้ได้จัดกระบวนการในระดับภูมิภาค กลั่นกรองจนเหลือ 14 เรื่องประเด็นสาธารณะ เป็น “นโยบายพัฒนาภาคอีสานฉบับประชาชน 2554” ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร การจัดการที่ดินในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทำเหมืองแร่โปแตส เหมืองแร่จังหวัดเลย การจัดการลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวัสดิการชุมชน การพัฒนาองค์กรภาคประชาชน การแก้ไขปัญหาราคาผลิตทางการเกษตร การศึกษา เกษตรพันธสัญญา ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ผ่านการจัดทำร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายสุรพร กล่าว
นายแฉล้ม ทรัพย์มูล ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนในระดับชาติ กล่าวถึงบทบาทในการเสริมสร้างประชาธิปไตยชุมชนของสภาองค์กรชุมชน นับตั้งแต่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่เกิดขึ้นจากการหารือกันของแกนนำจากภูมิภาคต่างๆ ที่ร่วมกันคิดถึงการพัฒนาประชาธิปไตยภาคประชาชนขึ้น ให้ชาวบ้านได้มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการพูดคุย เป็นเวทีปรึกษาหารือกันของชาวบ้าน จึงได้ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเสนอต่อรัฐบาลจนมีการประกาศใช้
นายแฉล้มแสดงความคิดเห็นต่อว่า “ประชาธิปไตยจากฐานราก ต้องเกิดจากองค์กรชุมชน” ที่พี่น้องได้มามีส่วนร่วมในการกำหนดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง เราต้องกลับการพัฒนาเป็นจากล่างขึ้นบน ซึ่งทั้งสององค์กรก็เริ่มจากการพัฒนาจากฐานล่างก่อน สะท้อนความคิดเห็น การกำหนดทิศทางของการพัฒนา ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล จนถึงระดับชาติ
ทั้งนี้การพัฒนากิจการสภา เนื้อหาสาระของการพัฒนาท้องถิ่นทั้งหลาย และให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมือง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหา เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ประเทศชาติก็จะเจริญ เมื่อก่อนเราต้องการอะไร เราใช้การเดินขบวน การชุมนุมเรียกร้อง แต่วันนี้พี่น้ององค์กรชุมชนได้ยกระดับการมีส่วนร่วม เป็นการขับเคลื่อนบนฐานของฐานรากอย่างแท้จริง
นายสน รูปสูง รองประธานสภาพัฒนาการเมือง ให้ข้อมูลว่า สภาพัฒนาการเมืองเป็นสภาที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองมีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1) มีหน้าที่ในการจัดทำแผน และนำแผนพัฒนาการเมืองไปปฏิบัติ 2) ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐ 3) พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง ซึ่งข้อนี้กฎหมายได้เขียนให้โยงไว้กับ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ต้องร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนในการพัฒนาประชาธิปไตยจากฐานราก จากจุดนี้จึงได้เกิดโครงการประชาธิปไตยชุมชนขึ้น โดยได้จัดทั่วประเทศ นำร่องจังหวัดละ 11 ตำบล สำหรับภาคอีสานได้จัดขึ้นทั้ง 20 จังหวัด ที่มีสภาองค์กรชุมชน จนเกิดผลขยายไปทั้ง 863 สภาองค์กรชุมชนตำบล
ค่อนข้างเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองที่วิกฤตอยู่ขณะนี้ หรือแม้กระทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำต่างๆ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาทั้ง 14 ประเด็นปัญหาที่สภาองค์กรชุมชนตำบลเสนอ ต้องแก้ที่ประชาชนฐานล่าง เพราะบทเรียน 79 ปี ของประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์อำนาจ ได้ทำให้สังคมไทยล้มเหลว ทำให้ชุมชนชนบทอ่อนแอ แตกแยก เชื่อมั่นว่าสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งขึ้นจะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ในการคลี่คลายปัญหาด้วยตัวของเขาเอง สิ่งไหนที่เกินอำนาจของประชาชนก็นำมาเสนอในระดับชาติ อย่างที่กำลังจัดขึ้นนั้น นายสน กล่าว
ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย บทบาทของสภาองค์กรชุมชนที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ก็จะเป็นทางออกของประเทศชาติได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นสภาพัฒนาการเมืองมีหน้าที่มาส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนได้ดำเนินการขับเคลื่อนทางการเมืองเอง ในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายร่วมกับท้องถิ่น อบต. เทศบาล มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการพัฒนาจังหวัดร่วมกับผู้ว่า กระบวนการเหล่านี้ก่อให้เกิดการยึดโยงกับปัญหาของชุมชน ยึดปัญหาของคนข้างล่างเป็นตัวตั้ง นี่คือประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยที่กินได้ นี่คือทางออกของประเทศชาติ
หากมีการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด ถ้าคลี่คลายได้จะไปแก้ปัญหาทั้งหมด พี่น้องมีข้อเสนอว่า รัฐที่รวมศูนย์อำนาจนั้นหมดเวลาแล้ว นับแต่นี้ต่อไปสภาองค์กรชุมชนตำบลที่ลุกขึ้นมาเขาจะรวมตัวกันจัดการชุมชนท้องถิ่นของเขาเอง เขาไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้แล้ว การเข้าไปกำหนดแผนพัฒนาตำบล จังหวัด นี่คือการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากตัวพี่น้องประชาชนเอง ยิ่งพัฒนายิ่งเรียนรู้ มีเหตุมีผลมากขึ้น อำนาจการตัดสินใจจะสูงขึ้น และกระบวนการนี้นับวันยิ่งขยายตัว
ด้านนางปฤษณา คำแผ่น ตัวแทนที่ประชุมสมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคอีสานครั้งที่ 1/2554 ได้มอบข้อเสนอต่อนายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เพื่อส่งต่อไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า ที่ประชุมมีฉันทามิติแก้ไขปัญหาสาธารณะใน 14 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านเกษตรพันธสัญญา 2) ด้านการจัดทำเหมือง และแร่ 3) ด้านหนี้สินเกษตรกร 4) ปัยหาด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 5) ด้านป่าไม้และทรัพยากร 6) ด้านการจัดการที่ดินทำกิน 7) ด้านการจัดการลุ่มน้ำโขง 8) ด้านพลังงานนิวเคลียร์ 9) ด้านการจัดสวัสดิการ 10) ปัญหาด้านการพัฒนาองค์กรประชาชนด้วยสภาองค์กรชุมชน 11) ด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร 12) ด้านการสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น 13) ด้านการกำจัดคอร์รัปชั่น และ14) ด้านการศึกษา
รวมทั้งที่ประชุมมีมติเสนอนโยบายเร่งรัดให้รัฐดำเนินการใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) เร่งรัดแก้ไขปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมห้ท้องถิ่นจัดการตนเอง 2) เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดย เร่งผลักดัน พ.ร.บ.ปลูกป่าไม้ใช้หนี้ภายใน 1 ปี 3) เร่งรัดกระจายการถือครองที่ดินทำกินให้เกษตรกรอย่างเท่าเทียม 4) เร่งรัดปรับปรุง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อให้องค์กรชุมชนมีสถานะเป็นหน่วยงานที่สามารถบริหารจัดการตนเอง นางปฤษณา กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศแล้วประมาณ 2,850 ตำบล และในพื้นที่ภาคอีสานได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลไปแล้ว 875 ตำบล และได้มีตั้งเป้าหมายการขยายการจัดตั้งอย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมพื้นที่ของภาคภายในปี 2555




