playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altนายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ พลังชุมชนท้องถิ่นจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 ณ ห้องประชุม 3 อาคาร 12 ชั้น คณะวิศกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งจัดโดยคณะประสานงานองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายสลัมสี่ภาค สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าฯ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มีผู้นำชุมชนและหน่วยงานสนับสนุนการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ร่วมงานกว่า 300 คน

  

  

          นายพระนาย สุวรรณรัฐ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่เห็นพลังชุมชนและหน่วยงาน มาร่วมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อวางแนวทางและแผนปฏิบัติขับเคลื่อน เพื่อเตรียมการป้องกันและจัดการภัยพิบัติในระยะยาว และขอเป็นกำลังใจให้ชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ  เพราะได้เห็นตัวอย่างที่ดีในหลายพื้นที่ ซึ่งคนในพื้นที่จะรู้ปัญหาของเขาดีกว่าคนภายนอก การแก้ปัญหาภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นถือว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว เมื่อประชาชนจัดการเรื่องต่างๆในพื้นที่ได้มากใครๆก็อยากมาเป็นรัฐบาล และรู้สึกประทับใจในการช่วยเหลือกันและกันของชุมชนระหว่างเครือข่ายต่างๆ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนชุมชนจัดการตนเอง จะเป็นส่วนสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน สิ่งสำคัญคือ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้เราเผชิญปัญหาอย่างมีสติ จึงขอให้กำลังใจและสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไป

 

altด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา  ระบุว่าการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนจัดการกันเอง เป็นเรื่องที่ดี แต่มหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ชุมชนได้เรียนรู้มากขึ้น หลักการสำคัญในการจัดการภัยพิบัติจะต้องดำเนินการทั้งระดับชุมชนและระดับชาติ     โดยได้เสนอหลักการสำคัญ ๕ ประการ ที่ชุมชนพึงปฏิบัติและดำเนินการคือ ๑.การมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านทุจริตมาเป็นลำดับต้น ๆ ดังนั้นในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนจะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นตัวตั้ง๒.ความมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ   ประเทศไทยขาดความโดดเด่น เช่น การจัดการที่ผ่านมาของ ศปภ. ฯลฯ ฉะนั้นความมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ยังไม่เก่ง แต่จะต้องทำให้ได้ เช่นประเทศไทยมีโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งสร้างถนน สนามบิน จะต้องมีการทำให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพ ที่เชื่อมโยงกับโครงการต่าง ๆ  การปรับโครงสร้างต่าง ๆ เช่นถนน กำแพง คันกั้นน้ำ จะต้องทำอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ๓.การรวมพลังสร้างสรรค์ของชุมชน จะเห็นได้ว่าชุมชนที่ดีจะมีการรวมพลังทั้งจากภายในและภายนอก ดูว่าหน่วยงานไหนที่จะมาสนับสนนุน จะทำให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ๔.การลงมือปฏิบัติ มีการพูดถึงความคิดดี ๆ  ซึ่งต้องลงมือปฏิบัติ ก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปพร้อมกับการประเมินผล ติดตาม และปรับปรุง  ๕. ศูนย์จัดการภัยพิบัติ หรือ ศูนย์ความร่วมมือจัดการภัยพิบัติ เป็นศูนย์ที่ร่วมมือกันจัดการภัยพิบัติ ไม่ใช่ศูนย์ที่หน่วยใดหน่วยหนึ่งจัดการ

 

ศูนย์ความร่วมมือจัดการภัยพิบัติระดับชุมชนสามารถทำได้ง่าย โดยชวนคนในท้องที่ ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หน่วยงานของรัฐ มาร่วมกัน ขณะเดียวกันก็ควรจะมีศูนย์ข้อมูลและการสื่อสารเรื่องภัยพิบัติด้วย 

ซึ่งชุมชนจะต้องเตรียมความพร้อมไว้ว่าจะทำอะไรบ้าง เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รองรับ หากมีกองทุนรองรับก็จะสามารถดำเนินการได้ หากเกินกำลังของชุมชนอาจจะขอสมทบขากหน่วยงานในท้องถิ่นได้   การมีกองทุนหรือศูนย์จัดการภัยพิบัติ จะทำให้คนที่อยากไปช่วยสามารถไปช่วยเหลือได้ เพราะ“ไม่มีใครรู้ดีเรื่องชุมชนเท่าชุมชน” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทำอย่างยิ่ง ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับเขต

 

             พร้อมกันนี้นายไพบูลย์ได้กล่วถึงหลักการสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเป็นดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติได้แก่   ๑.ให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นหัวใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในเรื่องโครงการใหญ่ที่จะกระทบต่อชุมชน เช่น การสร้างเขื่อน การทำฟรัดเวย์ ฯลฯ ๒.การกระจายบทบาทให้ท้องถิ่นให้มากที่สุด รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำ (ให้ชุมชนจัดการตนเอง) ทั้งเรื่องภัยพิบัติของแต่ละท้องถิ่น จากนั้นรัฐบาลจึงมาดูว่าโครงสร้างใหญ่ กับโครงสร้างย่อย จะประสานเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้อย่างไร ให้เกิดแนวทางการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทั่วประเทศ ๓.การคิดเชิงระบบครบวงจร ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ มีความสัมพันธ์ กันทั้งหมด ทั้งระบบเล็ก ระบบใหญ่ เป็นระบบที่โยงกันมา ฉะนั้นรัฐบาลต้องคิดเชิงระบบ ๔.ต้องไม่ลืมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นปรัชญาที่มีคุณค่า ที่คนไทย ประเทศไทย เริ่มเห็นคุณค่า แต่ยังมองไม่เห็นอย่างลึกซึ้ง มีลักษณะเช่นเดียวกันกับธรรมะพระพุทธเจ้า คนจำนวนมากอาจจะยังเข้าถึงธรรมะไม่มากพอ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เช่นกัน มีความตรงกันข้ามกับวัตถุนิยม จะต้องเป็นขบวนการทางสังคม ที่ทำอย่างต่อเนื่องซึ่งทุกอย่างแม้จะมีความยากลำบาก ก็ยังทำฉะนั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณค่ามหาศาล ๕.การมีกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับชาติ  เพื่อป้องกันปัญหา เตรียมความพร้อและสามารถเผชิญเหตุได้อย่างทันการณ์ 

 

รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการภัยพิบัติจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

          นางอร่ามศรี จันทร์สุขศรี ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ จากชุมชนเมือง นครสววรค์ ระบุว่า ชาวบ้านได้มีการเตรียมการรองรับภัยพิบัติด้วยการทำข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลครัวเรือนครัวเรือนที่ต้องดูแล  จุดอพยพ เตรียมประสานอาหารและสิ่งของช่วยเหลือพร้อมทั้งจัดเงินกองทุนภัยพิบัติในการช่วยเหลือคนในชุมชน ประกอบกับการประสานท้องถิ่น เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วย ทั้งนี้ปัญหาในพื้นที่ ชุมชนต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการลุกขึ้นมาจัดการ ต้องประกาศตัวให้คนทั้งประเทศเห็นว่าการจัดการปัญหาเป็นหน้าที่ของชุมชนเอง ยกตัวอย่าง จ.นครสวรรค์ มีช่างชุมชน สถาปนิกชุมชน และท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในการออกแบบบ้านที่สามารถอยู่ได้เมื่อน้ำท่วม หากรอให้คนอื่นมาเป็นเจ้าภาพ จะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ทันท่วงที 

         นายณัชพล เกิดเกษม ระบุว่าพื้นที่ลาดกระบังถูกประกาศเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งคนที่อยู่ริมน้ำจะคุ้นเคยกับปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อได้รับข้อมูลผ่านสื่อว่าน้ำจะท่วมสูง พี่น้องก็เกิดคำถามว่าน้ำจะเข้ามาเมื่อไหร่ และมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งไม่ได้รับคำตอบจากภาครัฐ ทำให้เห็นว่าการเผยแพร่ข้อมูลของภาครัฐไม่เพียงพอ ชุมชนจึงจำเป็นต้องเตรียมการรับมือด้วยตนเอง โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีปรึกษาหรือ ตั้งประเด็นการพุดคุยกัน บนสมมติฐานที่ว่าถ้าน้ำท่วมสูงสองเมตรเราจะอยู่กันอย่างไร จึงเกิดการวางแผน ถ้าน้ำท่วมคนแก่จะอยู่ไหน คนท้องจะอยู่ไหน พื้นที่ส่วนกลางจะใช้ตรงไหน บนพื้นฐานความคิดที่ว่า เวลาน้ำท่วมจริง ๆ สามวันแรกจะไม่มีใครมาช่วยเรา จนกว่าสื่อจะเผยแพร่ออกไปถึงจะเริ่มได้รับความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น สื่อ เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เกิดกระแสทางสังคม โดยต้องเผยแพร่รูปธรรมพื้นที่ที่มีการจัดการตนเองและองค์ความรู้ดีๆ ซึ่งอาจเป็นทางหนึ่งในการส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นและกระตุ้นความร่วมมือและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

         นายชำนาญ สนธิโพธิ์  ผู้นำชุมชนจ.น่าน กล่าวว่าจ.น่านผ่านประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่เมือปี ๒๕๔๙ ซึ่งตั้งรับไม่ทัน ทั้งๆที่ชุมชนได้ส่งสัญญาณกันเองแล้วว่าน้ำมาแล้ว ให้อพยพไปบนที่สูง แต่ไม่มีคนเชื่อมีการเตือนช่วงหกโมงเย็นสามทุ่มน้ำก็มาแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบถึง ๗๐ ล้านเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งที่ขาดหายไปคือแหล่งเพาะพันธ์ปลา เหลือแต่ดิน กรวด ทรายในพื้นที่ ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำใหชุมชนตั้งหลัก มาทำเรื่องแผนฟื้นฟูและการช่วยตนเอง ทำอย่างเป็นขบวนการทั้งระดับครอบครัว (เตรียมการเรื่องอาหาร ดูแลตัวเอง) ระดับชุมชน เช่นการเฝ้าระวังและการสื่อสารเตือนภัย และระดับหน่วยงานที่ชุมชนต้องประสานงานและสนับสนุนชุมชน    การทำฝายชะลอน้ำในปี ๒๕๔๙ เราทำใน ๔๓ ตำบล ๙ อำเภอ ในปี ๒๕๕๔ เราทำใน ๖๓ ตำบล ๑๓ อำเภอ ซึ่งน้ำท่วมในปี ๒๕๕๔ แรงกว่าปี ๒๕๔๙ แต่พื้นที่ได้รับความเสียหายน้อยกว่าเนื่องจากมีการแผนรองรับภัยพิบัติ

        ด้านนายจำรูญ สุขแป้น กำนันตำบลหนองจิก อ.คีรีมาศและประธานเครือข่ายบริหารจัดการน้ำท่อทองแดงหรือท่อปู่พระยาร่วง ( จ.กำแพงเพชรและสุโขทัย ) ระบุว่าผู้นำชุมชนในเครือข่ายมีระบบจัดการน้ำร่วมกัน ในหน้าน้ำจัดการเรื่องน้ำท่วม หน้าแล้งจัดการเรื่องภัยแล้ง มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อจัดการน้ำ โดยเก็บค่าบำรุงจากสมาชิกเพื่อดูแลพื้นที่ไร่ละ ๕ บาท/ปี เป็นค่าบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ ๒ จังหวัด ๕ อำเภอ ๑๘ ตำบล  ทั้งนี้ที่มาของการจัดการน้ำในระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมคนต้นน้ำและปลายน้ำเนื่องจากที่ผ่านมามีการทะเลาะกันเรื่องน้ำ แย่งชิงน้ำในการทำนาทำไร่ เช่นในช่าวงฤดูแล้งที่แม่น่ำปิงแห้งขอด  จึงใช้ระบบเครือข่ายเปิดเวทีสร้างคววมเข้าใจ ทำให้คนสุโขทัยและกำแพงเพชรใน ๕ อำเภอ ๑๘ ตำบล มีความเข้าใจเอื้ออาทรกัน ช่วยเหลือกัน โดยมีศูนย์เรียนรู้เรื่องการจัดน้ำทั้งในจังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชร และสามารถจัดการกับภัยพิบัติให้ชุมชนฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

       นางสาวนวลฉวี บุญจันทร์ ผู้นำชุมชนตำบลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เปิดเผยว่าตำบลบ้านแพ้วไม่เคยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมาก่อน ภาวะน้ำท่วมในปลายปี ๒๕๕๔ ได้มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนทั้งจังหวัดเพื่อรักษาพื้นที่อย่างถึงที่สุด เพราะการรักษาพื้นที่คลองตันไม่ให้ท่วมคือการป้องกันพื้นที่อีก ๑๒ ตำบล ให้ปลอดภัย โดยใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทจากกองทุนสวัสดิการชุมชน มาช่วยจัดการระดมข้าวของ จัดหากระสอบทราย การระบายน้ำออกจากพื้นที่ทั้ง ๑๒ ประตู ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาชุมชนไว้ได้

       นายสุภาพร ปราบราย ผู้ประสานงานศูนย์จัดการภัยพิบัติ ตำบลถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตำบลถ้าพรรณา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยจึงมีการจัดทำแผนป้องกันระดับตำบล โดยใช้แผนที่ทำมือเป็นเครื่องมือให้คนในตำบลมาร่วมเรียนรู้และตื่นตัวในการป้องกันภัยพิบัติ ในแผนที่จะกำหนดพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่เสี่ยงภัย ข้อมูลคนในครอบครัวที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นลำดับแรก   การเตรียมการเรื่องอาสาสมัคร การจัดทำเอกสารคู่มือประจำครอบครัว ที่สำคัญคือมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาช่วยสอนให้ชุมชนพยากรณ์อากาศได้เองตำบลละ ๓ คน

 

        ดร.คมสัน มาลีสี  รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ผ่านมาผิดพลาด สิ่งที่จะช่วยชุมชนได้คือข้อมูลและความจริงจากคนที่รู้จริง และสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้คือการลงพื้นที่จริง ดูให้ห้รู้ต้นตอของน้ำ ดูเพื่อให้รูเขารู้เรา ซีงเป็นส่วนหนึ่งของลาดกระบังโมเดล ที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ ๖๓ ชุมชนในเขตลาดกระบัง เพื่อวางแผนตั้งรับในระยะแรก   แต่เมื่อน้ำมาแล้วต้องแก้เพื่อให้น้ำใหล เช่นการลอกคูคลอง เก็บผักตบชวา และเมื่อน้ำท่วมแล้ว ต้องจัดการให้มีการดูแลกันเอง และดันน้ำออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ดร.คมสัน  ระบุว่าลาดกระบังโมเดล ประกอบด้วยด้วยแผนสำรวจ ตั้งรับ เฝ้าระวัง ดูแลและฟื้นฟู ซึ่งองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งจะช่วยจัดการน้ำได้ ร่วมมือกันเยอะๆจะทำให้มีพลัง โดยอย่าเอาเงินมาเกี่ยวข้องและอย่าเอาการเมืองมาแทรก

 

        ทั้งนี้ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ จะมีการนำเสนอแนวทางและแผนปฏิบัติการภัยพิบัติอย่างยั่งยืนของขบวนชุมชนพร้อมประกาศเจตนารมณ์   โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอและให้ข้อคิดเห็น

altalt

altalt

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter