วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 สมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพฯ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนกรุงเทพฯ จัดเวทีสรุปบทเรียนการแก้ปัญหาภัยพิบัติของขบวนองค์กรชุมชนทุกโซนในพื้นที่กทม ที่ห้องประชุมจิระ บุญมาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน และได้มอบข้อเสนอการจัดการน้ำท่วมและภัยพิบัติ ต่ออจ.ปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อวางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กนย.)
ในช่วงเช้าของการประชุมผู้นำชุมชน ได้นำเสนอบทเรียนและข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่เป็นประสบการณ์จากปี 2554 ของทุกโซนในพื้นที่กทม. โดยผู้นำชุมชนมีความห่วงใยและตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชน หากจะเกิดภาวะน้ำท่วมกทม.ในปี 2555 อีกครั้ง ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันจึงได้จัดเวทีเสวนา “ ปี 55 น้ำท่วมคนกรุงเทพฯจะทำอย่างไร”
อ.ปราโมทย์ ไม้กลัด กนย. ระบุว่า ตนเองไม่ฟันธงว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่ในปี 2555 แต่มาตรการการป้องกันน้ำท่วมปี 2555 ไม่มีอะไรมาก จึงอยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลน้ำของราชการ ดูข้อมูลจากเวปไซท์ของกรมชลประทาน พร้อมกับดูข้อมูลฝน ที่สำคัญคือการสังเกตุว่าน้ำเริ่มล้นตลิ่งหรือไม่ เพราะถ้าน้ำล้นตลิ่งเป็นสัญญาณว่าน้ำจะท่วม ที่ผ่านมาในปี 2554 กรุงเทพฯยังโชดีที่น้ำท่วมเพราะสาเหตุจากรับน้ำเหนืออย่างเดียว ไม่มีฝนตกตรงๆมาพร้อมกัน
ด้านผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเสนอว่าการเตรียมความพร้อมของภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยพิบัติ ควรดำเนินการใน 5 ขั้นตอนคือ 1.การสำรวจข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่เปรียบเทียบกับระดับน้ำทะเล ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาสนับสนุนการทำงานและเชื่อมโยงกับชุมชน 2.การร่วมกันวางแผนและมีมาตรการเฝ้าระวัง 3.การทำงานและช่วยเหลือดูแลในระบบเครือข่าย 4 .การดำเนินการฟื้นฟูหลังจากประสบภัยและ 5.มาตรการขับเคลื่อนน้ำออกจากพื้นที่เมื่อเกิดภาววะน้ำท่วมขัง
ในขณะที่นายณัชพล เกิดเกษม ประธานสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพฯให้ข้อมูลว่า พื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก คือลาดกระบัง มีนบุรี คลองสามวาและหนองจอก ไม่ยอมรับการเป็นพื้นที่รับน้ำ แต่ยินดีที่จะให้น้ำไหลผ่าน และให้มีการบริหารจัดการน้ำร่วมกันของเครือข่ายชุมชนร่วมกับสถาบันการศึกษา กทม.อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ขบวนองค์กรชุมชนที่ร่วมประชุม ได้ประกาศเจตนารมณ์ การจัดการน้ำท่วมและภัยพิบัติของภาคประชาชน พร้อมยื่นข้อเสนอต่อ อ.ปราโทย์ ไม้กลัด ผู้แทน กนย. 7 ข้อพร้อมมาตรการ 5 ด้านในการทำงานของภาคประชาชน ตามรายละเอียดดังนี้
การประกาศเจตนารมณ์การจัดการน้ำท่วมและภัยพิบัติของภาคประชาชน
โดยสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555
ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
โดยเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 องค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชน และสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร มีข้อเสนอในการบริหารจัดการน้ำท่วมและภัยพิบัติอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีร่วมทุกภาคส่วน เสนอผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ (กยน.)
ให้พิจารณา “การบริหารจัดการน้ำท่วมและภัยพิบัติอย่างยั่งยืน” โดยมีกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน
ภาคประชาชนตระหนักว่า การจัดการบริหารทรัพยากร ลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน (ซึ่งในกรุงเทพมหานคร หมายถึง คู / คลอง และลำราง สาธารณะ อื่น ๆด้วย) และภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีประโยชน์ ต่อการดำรงชีวิติของประชาชน ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติร่วมกับหน่วยงาน ,องค์กร. ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ลุ่มน้ำ
รับทราบว่า การบริหารจัดการลุ่มน้ำและภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันมีการดำเนินงาน โดยหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นการดำเนินการแบบแยกส่วนกันปฏิบัติ ถึงแม้จะมีการสนับสนุนและเข้าไปมีส่วนร่วม จากองค์กรภาคประชาชน และเอกชนบางส่วน ยังปรากฏปัญหาที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาทิเช่น อุทกภัยน้ำเน่าเสีย , ภัยแล้ง, ไฟป่า หมอกควัน ทั้งนี้เนื่องจากขาด กลไกสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กและภัยพิบัติ อย่างยั่งยืน แบบมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
กังวลว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำ , น้ำท่วม, น้ำเน่าเสีย, ฯลฯเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ไม่เพียงพอ ต่อการบริโภค ,อุปโภค และเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม ,อุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว การแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมถึงปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ควรมีการจัดการให้ครบวงจรเป็นวัฏจักรของน้ำ เป็นการบริหารจัดการที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะ การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน
ด้านภัยพิบัติ เรากังวล ว่า สำนักงานเขต ,กทม. และรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ในแนวทางการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ โดยกระบวนการชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง และยังขาดแนวนโยบายเฉพาะสำหรับการรองรับภัยพิบัติ แต่ละประเภท ตลอดจน ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันสาธารณะภัย รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และการควบคุมการก่อสร้างอาคาร, หมู่บ้านจัดสรร ที่การบังคับใช้ยังไม่ได้ผล และยังให้ความสำคัญต่อการจัดการภัยพิบัติ โดยชุมชนน้อยเกินไป ขาดการสรุปถอดบทเรียนจากการทำงาน ขณะเกิดภัยพิบัติ ในแต่ละครั้งอย่างเพียงพอ เพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติให้ดีขึ้น กับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
ตระหนักถึง ความจำเป็นของการมีนโยบายสาธารณะ ในการบริหารจัดการ ทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็ก (คู / คลอง และลำราง ใน กทม.) และภัยพิบัติอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน เพื่อเป็น ทิศทาง หลักในการพัฒนาแบบบูรณาการที่สมดุลและเป็นธรรม
1.พื้นที่กรุงเทพมหานคร ตะวันออก ซึ่งหมายถึง พื้นที่เขตลาดกระบัง , มีนบุรี, คลองสามวา, และหนองจอง ไม่ยอมรับ การถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำ แต่ยินดี ที่จะให้น้ำไหลผ่าน โดยการการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
2.ให้ภาครัฐ ซึ่งหมายถึงสำนักงานเขต , กทม. รัฐบาล จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ โดยมีภารกิจตั้งแต่การป้องกัน การแก้ปัญหา การเยียวยา และการฟื้นฟู โดยมีภาคประชาชนเข้าร่วมในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับเขต ระดับ กทม. และระดับชาติ
3.ให้มีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติภาคประชาชน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานบันการศึกษา สื่อ และประชาสังคม สนับสนุน
4.ให้มีการขุดลอก /ทำความสะอาด คู / คลอง/ระบบระบายน้ำ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างแนวเขื่อนริมคลอง โดยให้คำนึงถึงผลกระทบถึงชาวบ้านและชุมชนที่อยู่ริมคลอง
5.ให้มีหน่วยประสานงานที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าถึงประชาชนในยามฉุกเฉินและวิกฤติ
6.ให้มี การจัดตั้งและบริหารศูนย์พักพิงอย่างมีรูปธรรม โดยชุมชนเป็นหลัก
7.ให้มีการเปิดเผยข้อมูล และเปิดเวทีประชาพิจารณ์ในการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างขั้นพื้นฐานและการจัดการน้ำในชุมชนท้องถิ่น
มาตรการของ ภาคประชาชน
1.สมัชชาสภาองค์กรชุมชน จะร่วมกับภาคเอกชน ติดตามนโยบาย ของ กทม. และรัฐบาล ในการบริหารจัดการน้ำ ในปี 2555
2.ผลักดันให้ชุมชน ทุกชุมชนได้มีส่วนร่วมกับสำนักงานเขต ในการร่วมวางแผน ป้องกันภัยพิบัติ น้ำท่วม
3.ใช้มาตรการ ทางศาลยุติธรรม และศาลปกครอง ในการตรวจสอบการทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติ
4.ผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนป้องกันภัยพิบัติ โดยเริ่มจากภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน อย่างทันท่วงที
5.ร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชนเรื่องข้อมูลและการสื่อสาร ในการเตือนภัย เฝ้าระวัง การบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร
ขบวนองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555






