อาจารย์ประเวศแนะอนาคตของประเทศอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ต้องเป็นคนสร้างฐานพระเจดีย์ของสังคม ก่อพระเจดีย์จากฐานล่าง ตัดมายาคติ กำไร ดอกเบี้ย ค่าเช่า จัดสมดุลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และชุมชน โดยยึดความรู้ สัจจะธรรม ศีลธรรม ความจริงในวิถีวัฒนธรรมชุมชน หนุนผู้นำที่ดี เปิดพื้นที่ทางสังคม ทางปัญญา ใช้การตลาดสร้างพลังของการเปลี่ยนแปลงสังคม
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาถกฐาตอกย้ำพลัง “คนรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่น พลังการเปลี่ยนแปลงสังคม” ในเวทีนำเสนอบทเรียนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การศึกษาทางเลือกของสังคมไทย ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่น (รุ่น 4) ที่ ห้องประชุมชนชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
ก่อพระเจดีย์จากฐานล่าง : ตัดมายาคติ กำไร ดอกเบี้ย ค่าเช่า
จากประสบการณ์ชีวิต สรุปว่าอนาคตของประเทศอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเกิดวิกฤติ จากการพัฒนาที่ผิดทาง ทฤษฎีการพัฒนาจากยอด นึกภาพการสร้างพระเจีดย์ ถ้าเริ่มสร้างจากยอด พระเจดีย์ก็จะไม่สำเร็จและจะพังลงมา แต่ถ้าสร้างจากฐานพระเจดีย์ก็จะมีความมั่นคง แต่ทั้งโลกสนใจการพัฒนาจากข้างบน จึงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกา วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปแก้ไม่ได้ เกิดจลาจลเผาบ้านเมืองในประเทศกรีก ประเทศอิตาลีเศรษฐกิจพัง เกิดจลาจลในช่วงเกิดพายุเฮอริเคน ประเทศอังกฤษก็เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง ทำไมเป็นอย่างนั้น
“ต้องเข้าใจว่าการพัฒนาจากข้างบนข้างบน และการพัฒนาจากข้างล่าง ต่างกันอย่างไร ทำไมพัฒนาข้างบนไม่ได้ ข้างล่างคือความเป็นจริงของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน คนทำนาคือของจริง ได้ข้าว ทำนา ทำไร่ เลี้ยงปลา ทอผ้า เลี้ยงไก่ ปลูกสมุนไพร รักษาโรค ดูแลสิ่งแวดล้อม นี่คือความจริงของชีวิตของการอยู่ร่วมกัน”
ข้างบนคือ อำนาจ มายาคติ เช่น เงิน มองให้ดีๆ คืออะไร หม่อมเจ้าปรีดี สิริยากรณ์ (เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง) เงินกินไม่ได้ ข้าว ปลา ไข่ กินได้ เกิดอะไรขึ้นก็กินได้ น้ำท่วมก็กินได้ แต่โลกใช้เวลาไปกับของมายาเสียมากไม่ได้สร้างสรรค์อะไร แต่คนปลูกข้าว ปลูกผัก สร้างสรรค์ คนเราต้องทำมาหากิน ไม่ใช่นั่งกินนอนกิน
ชีวิตในเมืองจึงเป็นมายาคติ มายาคติ 3 อย่าง คือ กำไร ดอกเบี้ย ค่าเช่า ยิ่งได้มากยิ่งเดือดร้อนมาก แต่การผลิตยิ่งมากยิ่งได้มาก จึงเป็นของจริง ถ้ายกเลิกระบบเงินตรา ชาวนาจะรวยที่สุด เพราะมีข้าว ไข่ ปลา แต่คนที่มีเงินเป็นร้อยล้านจะจนเพราะกินไม่ได้ เงินจึงเป็นเป็นมายาคติ เป็นบัญญัติ ควรจะบัญญัติให้ยุติธรรม ไม่ควรให้คนที่ทำงานหนักต้องจน โลกทั้งโลกตกอยู่ในโมหภูมิ
มนุษย์ ธรรมชาติ และชุมชน: ชีวิตจริงที่ต้องสมดุล
ในต่างประเทศ ระบบของชาวยุโรป เกิดมาจากการปล้นคนอื่น ปล้นประเทศเล็กๆ จาก อาฟริกา อินโดจีน เขมร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แล้วตั้งมาตรฐานการครองชีพเกินจากสิ่งที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง แล้วสร้างระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงินที่จะอยู่อย่างนั้น ก็เกิดวิกฤติเพราะมันเกินเลยจากความเป็นจริง โลกจึงกำลังจะพังด้วยมายาคติ อนาคตจึงอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น เพราะเป็นความจริง เป็นชีวิตจริง เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
โลกร้อน เกิดภัยพิบัติ เพราะการบริโภคนิยมของมนุษย์ จากสถิติภัยพิบัติเพิ่มขึ้น ทั้ง แผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ป่าไม้ลด ภัยแล้ง ธรรมชาติเสียสมดุลย์ ในอีก 20 ปี จะเป็นทุรยุค เป็น วิกฤติ สังคม เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม อาหารน้อยลง ราคาแพง ขลาดแคลน ประชากร ว่างงาน และแก้ไม่ได้เพราะอยู่ในมายาคติ และจะนำไปสู่การเกิดจลาจล เพราะอาหารขาดแคลน อาหารแพง ที่จะมีความปลอดภัยคือ ชนบท ชุมชนท้องถิ่น มาร์ติน วิลเลอร์ จากขอนแก่น บ้านคำป่าหลาย เป็นชาวอังกฤษ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี บรรยายเปรียบเทียบสังคมอังกฤษกับที่บ้าน เขามีความร่ำรวยกว่าพ่อของเขา มีที่ดิน มีอาหารไม่อดอยากปลอดภัย อากาศดีมาก ลูกๆมีความปลอดภัย คุณภาพชีวิตดีกว่าที่อังกฤษ จึงกล้าประกาศว่าอนาคตอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น
“ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานแข็งแรง ประเทศก็จะมั่นคง การพัฒนาที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาทิ้งฐาน มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาพัฒนา ผิดทาง ทำให้ทุกคนลำบาก เป็นอวิชชา โมหภูมิ พระเจ้าอยู่หัวมีพระนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก บอกว่าคนทั้งหมด ล้วนตกอยู่ในโมหภูมิ และพัฒนาด้วยความโง่เขลา เป็ฯเมืองอวิชชาเต็มไปหมด นี่คือความจริง ความไม่รู้นำไปสู่มิจฉาพัฒนา นำพาชีวิตทุกคนไปสู่ความลำบาก เราไม่ควรลำบากขนาดนี้”
ถ้าถามว่าชุมชนคืออะไร ชุมชน คือระบบการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลย์ ถ้าอะไรสมดุลย์ก็จะมีความมั่นคง ดูทั่วโลกชุมชนอยู่มากว่าหมื่นปีเพราะเป็นธรรมชาติว่าการอยู่ร่วมกันทำให้โอกาสรอดชีวิตมีมาก ตัวอมีบาเมื่อมีภัยก็จะกระจุกตัวกันก็จะมีโอกาสรอด ปลาก็รวมกันเป็นฝูง เหยี่ยวเมื่อแก่ก็จะตาฟาง แต่มันอยู่เป็นชุมชน ตัวหนุ่มสาวก็จะเลี้ยงมันก็จะอยู่รอด ในชุมชน คนแก่ คนอ่อนแอ ก็จะมีคนดูแลและมีประโยชน์ต่อกัน นีอันเดอธัล ในยุโรปสูญพันธ์ โดนมนุษย์พันธ์โฮโมเซเปียนมาแทน เพราะนีอันเดอธัลไม่ยืน สะสมความรู้ได้น้อย โอกาสรอดชีวิตจึงน้อยกว่า คนโบราณคือสังคมของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลย์
การอยู่ร่วมอย่างสมดุลย์ต้องเรียนรู้ การทำมาหากิน ขนมธรรมเนียมประเพณี การจัดสรรทรัพยากร อย่างยุติธรรม การประนีประนอม การดูแลต้นน้ำลำธาร ป่าไม้ มีการเรียนรู้เพื่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ เขารู้สึกด้วยตนเองว่า ธรรมชาติมีคุณค่ามาก มีความศักดิ์สิทธิ์ มีพระแม่ธรณี น้ำมีความศักดิ์ศิทธิ์มีพระแม่คงคา ต้นไม้มีรุกขเทวดา หมายถึงคุณค่าที่ลึกซึ้ง เป็นภูมิปัญญาที่รู้ถึงคุณค่าธรรมชาติ
“แต่คนปัจจุบันใช้วิทยาศาสตร์ เอาไปวิเคราะห์ไม่เห็นเทวดาก็สามารถทำลายได้ ยิ่งเรียนยิ่งโง่ มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมีลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย รู้สึกว่าลูกโง่กว่าเดิม เราจำกัดการเรียนรู้อยู่ในหอ้ง ที่จริงแหล่งเรียนรู้มีมาก เราไปลดทอนการเรียนรู้ให้ลดลงไปผิดทางร้อยกว่าปีแล้ว” ทำให้เราอ่อนแอ มีคนเตือนว่าการศึกษาแผนปัจจุบันตอนออกมาได้ 8 เดือน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส การศึกษาแบบนี้จะทำให้คนไทยขาดจากรากเง่าของตัว และก็เป็นความจริง คนเรียนด้วยการท่องไม่ได้เรียนความจริงของแผ่นดิน
ความรู้ สัจจะธรรม ศีลธรรม : ความจริงในวิถีวัฒนธรรมชุมชน
คนแต่ก่อนเรียนรู้จากชีวิต จากความจริง และการอยู่ร่วม แต่ปัจจุบันเรียนรู้จากตำรา มหาตมะคานธีร์ เรียนรู้จากตำรา ได้ความรู้ เรียนรู้จากการทำจริง ได้ปัญญา การเรียนรู้จากการทำจริงจะไม่ลืม เป็นความรู้ที่มั่นคง เช่น ความรู้ของคนขายก๋วยเตี๋ยว ชาวนา ช่างเสริมสวย คนค้าขายของชำ แต่เราลืมความรู้เหล่านั้นแต่มาให้ความสำคัญกับการท่องจำ เหมือนการให้เราท่องบ้านเลขที่จากที่นี่ไปสนามหลวงเราจะจำไม่ได้ แต่ถ้าให้เดินไปเลยเราก็จะจำได้
เพราะปัญหาการศึกษาเกิดจากคนชั้นสูง ไม่เห็นคุณค่าการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการทำงาน สร้างคนที่ทำอะไรไม่เป็น สร้างคนหยิบโยงเต็มประเทศ จึงพบว่าคนที่จบการศึกษาสมัยใหม่ จะทำงานไม่ได้ ไม่มีอดทน อีกอย่างคือเรื่องศีลธรรม พระให้ศีลทุกวัน แต่คนทำผิดหมดทุกข้อ ถามว่าทำไมศีลธรรมคนไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธจึงเสื่อมเสียมาก พบเห็นได้ทุกที่ “ศีลธรรมพื้นฐาน คือการเคารพศักศรีความเป็นคนอย่างเท่าเทียมจริง ปัจจุบัน คนข้างบนดูถูกคนข้างล่าง เกลียดคนจน การศึกษาทั้งหมด เป็นเครื่องทำลายศีลธรรมพื้นฐาน ศึกษาแล้วชาวบ้านไม่มีเกียรติ สถาบันมีเกียรติ”
ความรู้มี 2 ประเภทคือ ความรู้ในตำราและความรู้ในตัวคน มีประโยชน์ทั้งสองอย่าง แต่ต้องรู้ทันว่ามีที่มาต่างกัน มีความหมายต่างกัน ตำรามาจากวิทยาศาสตร์ ในตัวคนมาจากวิถีชีวิต การทำงาน ประสบการณ์ชีวิต คือฐานของวัฒนธรรม คือวิถีชิวิตร่วมกันของคนในชุมชน คนส่วนน้อยที่มีความรู้ในตำรา แต่ทุกคนมีความรู้ในตัวคน เป็นที่มาว่าทำไมแม่จึงเป็นครูที่ดีที่สุดของทุกคน เพราะแม่มีความรู้ในตัว สอนลูกได้ดีที่สุด เกิดมาจากประสบการณ์ของชีวิต
ถ้าเราเคารพความรู้ในตำรา คนส่วนน้อยมีเกียรติ ถ้าเราเคารพความรู้ในคน คนทั้งหมดจะมีเกียรติ ถ้าคนส่วนน้อยมีเกียรติ แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีเกียรติ ประเทศจะมั่นคงได้อย่างไร ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ เราจะได้เป็นอิสระ เห็นเพื่อนทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความรู้ในตัว เราก็จะสามารถเรียนรู้จากคนได้ทุกคน จากผมที่เป็นแพทย์ ได้เรียนรู้จากทุกคน จากนักเรียนแพทย์ จากพยาบาล จากคนไข้ ซึ่งเป็นความจริง เราถูกการโฆษณาว่าการศึกษาว่าเป็นความดี พ่อคำเดื่องเรียกว่าโจรเสื้อขาว ปล้นพ่อแม่จนยากจนศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกัน เป็นระบบชีวิต ระบบการอยู่ร่วมกัน แต่ข้างบนไม่มีที่อยู่ของศีลธรรม มีอาจารย์ท่านหนึ่งสรุปว่า การเรียนรู้ในชุมชนคือการเรียนรู้ระบบศีลธรรม
คนรุ่นใหม่ต้องเป็นคนสร้างฐานพระเจดีย์ของสังคม
คนรุ่นใหม่ต้องเป็นคนสร้างฐานพระเจดีย์ของสังคม คือชุมชนท้องถิ่น และความถูกต้องต้องก่อต่อจากหน่วยย่อยข้างล่าง ไม่มีใครสามารถเสกความถูกต้องมาจากข้างบนได้ ดูระบบร่างกายเราที่มีความซับซ้อน เกิดจากเซลล์เซลล์เดียว ที่มีความถูกต้อง งอกจากหนึ่งเป็นสองเป็นสี่เป็นแปดเป็นสิบหก แล้วค่อยสร้างทั้งร่างกายแต่ต้องเริ่มจากหน่วยย่อย DNA ต้องถูกต้องทั้งหมด
หน่วยย่อยข้างล่าง คือ ชุมชน มีตัวอย่างการท่องเที่ยวของชุมชนที่มีประชากรสี่ห้าร้อยคน ทุกคนมาช่วยกันดูแล คนทั้งหมดพอใจ และมีความภูมิใจที่จะรักษาและภูมิใจที่มีคนมาเที่ยวในชุมชน เป็นความถูกต้องในระดับชุมชน แต่ถ้ามองจากข้างบนจะจัดการได้ยาก แต่ถ้าจัดการในระดับชุมชน เกิดได้ง่าย
“ชุมชนแต่ละชุมชนสามารถสร้างความถูกต้องทุกเรื่องได้ง่าย ถ้าชุมชนทุกชุมชนสร้างความถูกต้องเต็มไปหมดก็จะสร้างความถูกต้องของประเทศได้ และความถูกต้องต้องก่อตัวขึ้นมาเอง” เราคุ้นเคยกับการแต่งตั้ง ซึ่งมีปัญหามาก แต่ของดีต้องก่อตัวขึ้นมาเอง เหมือนสิ่งมีชีวิตเกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต เป็นสิ่งที่มีอิสระ เหมือนเด็กในครรภ์ ที่มีความปลอดภัย ต้องไม่มีการถูกบีบคั้น ถ้าบีบคั้นก็จะพิการ การทำอะไรดีๆ ถ้าบีบคั้นก็จะพิการ อย่าให้ขึ้นกับอำนาจเงิน ของดีๆ ต้องไม่เกิดจากเงิน แต่เงินเป็นสิ่งเข้ามาทีหลัง
ผู้นำ : คุณลักษณะ 5 ประการ
มีการก่อตัวขึ้นเองของสภาผู้นำชุมชนในหมู่บ้านจำนวนมาก เช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ พระ เยาวชน ฯลฯ เป็นผู้นำตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติ 5 ประการ 1. เป็นคนเห็นแก่ส่วนร่วม เป็นคนที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน เกิดการเรียนรู้และปรากฎขึ้นเอง เป็นปรากฎการผุดบังเกิดขึ้น ไม่มีคนแต่งตั้ง คนเห็นแก่ตัวคนเขาจะไม่เลือกเป็นผู้นำ 2.เป็นคนสุจริต ไม่คิดเล็กคิดน้อยเอาประโยชน์เข้าตัว 3.เป็นคนฉลาด ทุกคนมีสิทธิ์ฉลาด หรือไม่ฉลาด แต่คนฉลาดมักจะถูกเลือกเป็นผู้นำ 4.สื่อสารเก่ง เป็นคุณสมบัติของผู้นำ leader is great communicator ทางพระคือ อนุสาสนีปาฎิหารย์ คือ ปาฏิหารย์ที่พูดแล้วคนเข้าใจดี ผู้คนเกิดกำลังใจ เกิดปัญหา เพราะทางพระพุทธศาสนาสรรเสริญบทบาทกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นอนุสาสนีปาฏิหารย์ 5.เป็นคนที่เกิดมาจากการยอมรับของคนทั่วไป ไม่ใช่คนที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง เป็นคนที่มีส่วนมากในชุมชน
สังคมข้างบนไม่เคยเห็นคุณค่าคนเหล่านี้ ถ้ามีการก่อตัวขึ้นสี่ห้าสิบคนในหมู่บ้าน เยาวชนก็อยู่ในกลุ่มนี้ อย่าคิดคนรุ่นใหม่แบบแยกส่วน ต้องอยู่ด้วยกัน เรียนรู้ด้วยกัน และไม่คิดสุดโต่ง ในหมู่บ้านมีผู้นำทางการสามคน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการสมาชิกสภาตำบล 2 คน ที่เหลือเป็นผู้นำทางธรรมชาติมาก่อตัวกัน สภานี้เป็นเวทีเปิด สังคมไทยเป็นสังคมปิด เปิดโอกาสให้คนไม่กี่คน ทำงานยากๆ ไม่ได้
เปิดพื้นที่ทางสังคม ทางปัญญา
ปัญหาที่ยากและซับซ้อนไม่สามารถใช้อำนาจได้ 1.ต้องเปิดพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ระดับชุมชนทุกชุมชน สภาชุมชนที่มีผู้นำชุมชน พระ ศิลปิน ต่างๆ
2. สภาผู้นำชุมชนไปสำรวจข้อมูลชุมชน เพราะข้อมูลเป็นฐาน ถ้ามานั่งพูดกันเฉย ๆ จะไม่เกิดอะไร สำรวจให้หมด เช่น มีที่ดินเท่าไร
3. เอาข้อมูลที่มาวางแผนข้อมูลชุมชน ทำแผนชุมชนที่เป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการทุกเรื่อง อย่างกรมต่างๆ เขาทำเปนเรื่องๆ แต่ชุมชนเราทำทุกเรื่อง เศรษฐกิจ จิตใจ สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาเราเคยแยกเรื่อง และวิกฤติที่พบนี้เพราะเราคิดแบบแยกส่วน ซึ่งแบบนี้ย่อมวิกฤติเสมอ เหมือนร่างกายเราถ้าหัวใจไปทาง สมองไปทางจะเป็นอย่างไร ถ้าพัฒนาแบบแยกส่วน เช่น ตับอยากพัฒนาเองก็จะเกิดเป็นมะเร็งตับขึ้น ร่างกายก็เสียสมดุล ที่สุดก็ป่วย และตายในที่สุด เช่นกัน ที่สังคมป่วยตอนนี้เพราะเราพัฒนาแบบแยกส่วน การศึกษาก็แยกส่วน แทนที่จะบูรณาการ แต่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตเลย ดังนั้นแผนชุมชนจึงเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ การศึกษาควรจะเป็นความสุข ไม่ควรก่อความลำบากให้เด็กๆ
4. เอาแผนชุมชนให้สภาประชาชนดู คือ ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้าน คนไม่มากนี้สามารถมีประชาธิปไตยโดยตรงได้ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ไม่ต้องเลือกตัวแทน มีหมายเหตุนิดนึง ประชาธิปไตยชุมชนมีมานานแล้ว ครั้งพุทธกาลแล้ว แต่นักวิชาการที่ไปเรียนต่างประเทศก็เรียนว่าประชาธิปไตยมาจากอังกฤษ เมื่อครั้งอดีตในบางแคว้นเราปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว มีหัวหน้าเผ่า เวลาเขาตัดสินอะไรเขาจะประชุมประชาชน ไม่ได้เผด็จการนะ เขามีการตัดสินใจร่วมกัน เป็นสภาประชาชน สามารถติชม เปลี่ยนแปลง และรับรองร่วมกัน ที่สุดคือเขาเข้าใจมัน เพราะรับรองมันเอง ถ้าแผนที่ทำโดยราชการ เขาขับเคลื่อนไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้คิด ไม่มีส่วนร่วม ถ้าทั้งหมดเชื่อมโยงกันไปเป็นการบูรณาการ นี่คือการเปิดพื้นที่ทางสังคม ทางปัญญา
%20of%20100_2717_resize.jpg)
“เรามีแปดหมื่นกว่าหมู่บ้าน เรามีสภาประชาชนเท่าไหร่ มีผู้นำเท่าไหร่ประมาณสี่ล้านคน เปิดพื้นที่ทางสังคมทางปัญญา แต่อยู่ภายใต้การสำรวจข้อมูลมาเป็นฐานการคิด วางแผน ไม่ใช่การทำอะไรมั่ง ทำนี่มั่ง เราต้องมีเป้าหมาย สร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วม คุยกันให้เกิดเป้าหมายร่วม มันจะเกิดพลังเป็นยุทธการแสงเลเซอร์ เป็นคลื่นที่รุนแรงมาก แต่ถ้าต่างคนต่างคิดมันจะทอนกำลังกันเอง แต่ถ้าคิดร่วมมันจะเสริมพลังกัน”
อย่างครูสน รูปสูง ท่านางแนว ขอนแก่น ได้ไปค้างที่นั่น เขาคุยกันว่า ถ้าอย่ากคุยกับชาวบ้านต้องไปในเวลาราษฎร ไม่ใช่ไปเวลาราชการ เพราะชาวบ้านเขาไปทำนา การคุยกันคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติที่เป็นเครื่องมือสำคัญ ครูสนจะใช้วิธีการชวนเรื่อย ๆ ไม่มาก็ชวนเรื่อย ๆ นี่คือคุณสมบัติผู้นำรุ่นใหม่ คือ ต้องอดทนที่จะชวน จากนั้นชาวบ้านก็จะเห็นใจ พอชวนเรื่อย ๆ เขาก็จะเกรงใจ เหมือนล้อต๊อกเขาไปจีบผู้หญิง ผู้หญิงเขาไม่ชอบเอาน้ำสาด เอานำสาดก็มา มาเรื่อยๆ จนผู้หญิงเห็นใจ เป็นต้น
“ผู้นำ ต้องอดทน เราจะได้ความเห็นใจ สร้างวิสัยทัศน์ เป้าหมายร่วม คือ การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ใช่การสอนศีลธรรม” ที่ ต.ยกบัตร สอนเท่าไหรก็ไม่เป็น ต่อมาก็ไปสสำรวจ พบว่า ชาวบ้านยากจน พระจึงไม่เรี่ยรายแต่สนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพ พระก็ศึกษาอีกว่าควรจะมีอาชีพอะไร ก็เลยสนับสนุนว่าต้องปลูกมะพร้าว ลองศึกษาเองปลูกเอง แล้วท่านก็เทศน์ ก็เทศน์ปลูกมะพร้าว จนชาวบ้านปลูกตาม ยังไม่พอ ท่านรู้ว่ามะพร้าวธรรมดาให้น้ำตาลกระป๋องเดียว แต่ถ้ามีความร็มากขึ้น ลงแรงเท่าเดิมแต่ได้ประโยชน์มากขึ้น คือ การทำน้ำตาลขาย ชาวบ้านทั้งตำบลมีรายได้วันละ 200-400 บาท ความชั่วหายไปหมด นี่คือสัมมาชีพเต็มพื้นที่
การตลาด : พลังของการเปลี่ยนแปลงสังคม
อื่น ๆ ยังทำอีกได้เยอะ เช่น เราจะเป็นชุมชนที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน เราก็สำรวจว่าใครถุกทอดทิ้งบ้าง ตำบลก็สำรวจ เจอคนพิการ 300 คน ชุมชนก็จัดให้มีคนดูแลทุกคน มีการจัดให้มีการบำบัด เป็นเป้าหมายร่วม คนแก่กี่คน คนแก่จะมีป่วยเรื่อย ๆ ควรมีอาสาสมัคร พยาบาลไปเยี่ยมที่บ้าน ซึ่งสามารถทำได้ พอทำได้ก็เหมือนมีสวรรค์บนดิน หรือจัดการท่องเที่ยวชุมชน รักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี มีวัฒนธรรม มีอาหารอร่อย เทรนมัคคุเทศก์ให้ดี คนของเราออกไปแล้วเป็นคนดีขึ้น มีการวิจัยประวัติศสตร์ของเราเอง ไม่ต้องไปท่องประวัติศาตตร์ของคนอื่น ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นจะทำให้คนภาคภูมิใจในท้องถิ่นขอตนเอง แล้วทุกตำบลต้องทำวิจัยประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ตำบล เอา อบต.นั่นแหละมาทำ เพราะมีงบประมาณ ชุมชน สสส. พอช. สภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง สามารถทำได้ ทำตามฐานะของตนเอง
“การท่องเที่ยวชุมชน โฮมสเตย์สร้างเพื่อการเรียนรู้ของชุมชน ของคนนอก เขาจะได้เรียนรู้ศีลธรรมจากเรา เขามีความสุข เขาได้มากินข้าว เคยไปกินข้าวที่ท้องนาพ่อคำเดื่อง มันอร่อยมาก อร่ยอกว่ากินข้าวที่ในเมือง ไปที่สกลนครไปกินข้าวเหมือนกัน ที่นั่นกินยอดหวาย เขาบอกว่ากินข้าวที่กรุงเทพฯ ไม่อร่อยสู้บ้านเขาไม่ได้” คนข้างบนได้ไปเรียนรู้คนข้างล่าง คนข้างล่างได้ภาคภูมิใจตนเอง ที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากอยู่ที่บ้านเพราะไม่มีความภาคภูมิใจอะไร อย่างพ่อมหาอยู่ ลูกท่านจบ ป.โท ลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน ลุงคำป่วนจบชั้นไรไม่รู้แต่รวยมาก เพราะแกปลกต้นคริสมาสไปขาย มาศึกษาตลาดจากจตุจักร พอพ่อมีฐานะดีลูกก็กลับบ้าน
นอกจากนั้น ต้องมีศูนย์ศิลปะตำบลด้วย เอาอะไรมาแสดงกัน อาจฉายหนังดี ๆ ก็ได้ มีศูนย์กีฬาของตำบลมีการแข่งขันกันระว่างตำบล ให้คนได้ภาคภูมิใจ มีเรื่องน่าทำเยอะแยะ เคยไปนั่งคยกับนายก อบต.ที่พิจิตร เห็นผู้หญิงคนหนึ่งทำงานที่นั่น ตัดสินใจมาทำงานที่บ้านมีความสุขกว่าเยอะ อีกกรณีผู้หญิงทำงานเพื่อคนพิการ เขามีความสุข ลองนึกดูเรามีแปดหมื่นหมู่บ้าน อบต. เทศบาล อยู่ทุกที่ ท้องถิ่นเหล่านี้ต้องการศูนย์วิชาการ ศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ คนรุ่นใหม่ที่สามารถทำเรื่องนี้ได้ น่าจะลงตัวกัน ซึ่งเขาบอกว่า เขายินดีลงขันด้วย
ถ้าใครชอบธุรกิจ ก็มีธุรกิจ SME ประเทศไทยพูดเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืนอยู่มาก แต่ไม่เกิดรูปธรรม เพราะพลังผู้บริโภคไม่เกิด พลังอะไรที่จะแรงมาก พลังนั้นคือพลังผู้บริโภค เกษตรยั่งยืนก็จะเติบโตยั่งยืน เพราะผู้บริโภคกินเกษตรพอกิน” ถ้าคนรุ่นใหม่รวมตัวกันสองสามคน ทำธุรกิจเชื่อมโยระหว่างผู้บริโภคในเมือง กับผู้ผลิต ก็สามารถเชื่อมโยง สร้างประโยชน์ บริโภคอาหารปลอดสารพิษได้ ถ้าคนรุ่นใหม่ชอบแบบนี้ก็ทำได้ ยังต้องการคนที่ทำอาชีพนี้อีกเยอะ SME คือ อาชีพที่ทำเพื่อสังคม แต่ไม่ขาดทุน เลี้ยงตัวเองได้ เพื่อสังคมได้ด้วย ตอนนี้กำลังเติบดตมาก ที่อังกฤษกำลังเติบโตมาก เช่น หนังสือพิมพ์ที่อังกฤษที่ขายเพื่อคนเร่ร่อน คนเร่ร่อนได้ตังค์ อาชญากรรมลดลง คนซื้อก็ซื้อ เคยมีคนร่างว่าแตงโมที่ใต้แพงกว่าห้าง ถ้ารู้ว่าปลูกยังไงจะรู้ว่าทำไมต้องแพง เพราะฉะนั้นอนาคตเปิดกว้างมาก
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ คือ “การทำการตลาด ตามหัวข้อที่ให้ เพราะนี่คือพลังของการเปลี่ยนแปลงสังคม สังคมจะอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว สังคมต้องเปลี่ยน เปลื่อนที่ฐานสังคม คือ ชุมชนท้องถิ่น นั่นคือคนรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่นจึงมีความสำคัญ แล้วสิ่งที่ส่งคนรุ่นใหม่ออกจากชุมชน คือ การศึกษา ส่งคนออกจากชุมชน เรียนทำไม เรียนเพื่อไม่มีงานทำ เรียนทำไม”
ครูสุรินทร์อยู่อยุธยาชวนผมไปเรียนรู้กว่าสามสิบปีแล้ว ไปเรียนจากครูต่าง ๆ เรียนจากของจริงสนุกจริง ๆ เจอความมันส์ มีความหมายมาก ผมมีความเชื่ออย่างนั้น เราสร้างอนาคตของประเทศเราได้ เพราะประเทศเรามีทรัพยากรเยอะแยะ เราสร้างทุกอย่างได้ เราสร้างสันติภาพ สร้างทรัพยากร สิ่งสิ่งสสวยงามได้ แล้วยิ่งคนไทยมีวัฒนธรรมที่อ่อนโยนอยู่แล้ว ไปดูที่ร้อยเอ็ดเขยฝรั่งล้วนมาจากสวิตฯ ทั้งนั้น ซึ่งสวิตฯ เป็นประเทศ?ใคร ๆ บอกว่าน่าอยู่มาก
ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เพราะคนไทยจิตใจดี ยิ้มแย้ม มีความสุข ซึ่ง “ประเทศไทยมีของดีเยอะเราต้องสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ สร้างความถูกต้องจากข้างล่าง”
ขออวยพรทุกท่าน มีจิตสำนึกแห่งศักดิ์ศรีความเป็นคนของเรา เป็นคนมี่ความสุข สามารถเรียนรู้ รักคนอื่น มีความสุขความเจริญทุกคน
อภินันท์ ยอดมณี รายงาน




