สภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง ร่วมกับเทศเมืองป่าตองและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. จัดเสวนา “การปกครองพื้นที่รูปแบบพิเศษ – ป่าตองจัดการตนเอง” ที่โรงแรมภูเก็ตเกรซแลนด์ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๕ เพื่อศึกษาและรับฟังความเห็นต่อการปกครองพื้นที่รูปแบบพิเศษ กรณีเมืองป่าตอง มีผู้นำชุมชน ตัวแทนผู้ประกอบการ ผู้รับจ้าง นักวิชาการและสื่อมวลชนเข้าร่วมสัมมนากว่า ๓๐๐ คน
นายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตองและนักธุรกิจคนสำคัญในเมืองป่าตอง ระบุว่าเครือข่ายภาคประชาชน ตัวแทนผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ตัวแทนสมาคมผู้รับจ้างนักวิชาการและเทศบาลเมืองป่าตอง ได้พยายาผลักดันแนวคิด "เมืองป่าตองจัดการตนเอง"เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานการจัดการตนเอง เนื่องจากเมืองป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวทีมีศักยภาพ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่สวยงามได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกในปีหนึ่งๆ สามารถรองรับและให้บริการด้านการท่องเที่ยวซึ่งทำรายได้ให้กับประเทศไทยจำนวนมหาศาล
ผู้เข้าร่วมเสวนาจึงประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วนคือเทศบาลเมืองป่าตอง นักวิชาการ ชมรมสถานบันเทิง ผู้ประกอบการโรงแรม ชมรมผู้รับจ้าง หอการค้า จ.ภูเก็ต สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น
นายเปี่ยน กี่สิ้น นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง เปิดเผยว่าในเขตเทศบาลเมืองป่าตอง มีประชากรตามทะเบียนบ้าน ๑๖,๐๐๐ คน ประชากรแฝงร่วม ๑๐๐,๐๐๐ คน ที่ผ่านมาการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและการบริหารจัดการบ้านเมืองมีข้อจำกัดทางกฏหมาย ซึ่งเป็นระเบียบส่วนกลางที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ การกระจายอำนาจจากส่วนกลางมักจะกระจายเฉพาะหน้าที่แต่งบประมาณมีให้ไม่เพียงพอ ในขณะที่เมืองป่าตองเติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหาทุกด้านของเมือง ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเช่นการจราจร ปัญหาน้ำท่วมขังการระบายน้ำ การขาดแคลนน้ำ ปัญหาด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่นความไม่เป็นระเบียบหน้าหาด ความยากจน ด้านสาธารณสุข ทั้งปัญหาขยะ ฝุ่นละออง การทำลายหน้าดิน ขาดพื้นที่สีเขียว ด้านปัญหาสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ความเป็นอยู่ ปัญหาของเด็กเยาวชน ฯลฯ
นายวีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานชมรมสถานบันเทิงเมืองป่าตอง ระบุว่าเมืองป่าตองเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา เป็นเมืองเศรษฐกิจที่ติดอันดับของโลก เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติสร้างรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวและเราเสียภาษีเยอะมาก แต่ภาษีที่จ่ายไปกลับมาพัฒนาพื้นที่น้อย ตนจึงสนับสนุนการศึกษารูปแบบการปกครองพิเศษเพื่อนำมาใช้ที่ป่าตอง
นายจรัญ ส่างสาร รองเลขาธิการ หอการค้าจังหวัดภูเก็ต มีความเห็นว่า หากเราคิดถึงการปกครองรูปแบบพิเศษ เราก็ต้องศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียของแต่ละรูปแบบ เพราะเรามีตัวอย่างให้เห็นการปกครองในบ้านเราแล้วทั้ง ๔ รูปแบบคือแบบรวมอำนาจ (รัฐบาลและส่วนกลาง) การกระจายอำนาจไปที่ภูมิภาค (จังหวัด) การกระจายอำนาจไปที่ท้องถิ่น (เทศบาล อบต.) และรูปแบบการปกครองพิเศษตัวอย่างของกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา ต้องศึกษาว่าปัจจุบันปัญหามันอยู่ที่ไหน การปกครองรูปแบบพิเศษ เป็นเรื่องที่ดีถ้าได้ทีมงานบริหารที่ซื่อสัตย์โปร่งใส และภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง แต่มีข้อกังวลว่าถ้าเมืองที่ร่ำรวย ประชาชนมีรายได้ดี ปกครองในรูปแบบพิเศษหมด ประเทศไทยจะมีแต่คนจนและคนรวย เมืองที่ยากจนจะลำบาก หรือเราจะตกอยู่ในภาวะทุนนิยมสุดโต่ง คนจนไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ การปกครองรูปแบบพิเศษที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อภาคประชาชนมีความเข้มแข็งคือมีส่วนร่วมมากๆ เพื่อคัดเลือกคนดีเข้ามาบริหารเมือง
ด้านดร.สุเทพ เชาวลิต นักวิชาการที่ร่วมเสวนามีความเห็นว่า ก่อนใช้การปกครองพิเศษต้องมีการศึกษาว่าปัญหาของเมืองเกิดจากอะไร จากรูปแบบการปกครองหรือวินัยของคน ซึ่งตนเห็นว่ารูปแบบพิเศษคือรูปแบบที่พอดีของแต่ละเมือง เมืองป่าตองในวันนี้อยู่ในสภาพเดียวกับเมืองพัทยาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ถ้าเราจะฝันถึงเมืองที่ปกครองในรูปแบบพื้นที่พิเศษก็ถือว่ามีฝันในเวลาที่เหมาะสม ด้วยเหตุผลสองประการคือ รัฐมีแนวคิดในเรื่องการกระจายอำนาจไปที่ท้องถิ่นนอกเหนือจากเทศบาล อบต. สองเรากำลังเข้าสู่เวทีประชาคมอาเซี่ยน ซึ่งในปี ๒๕๕๘ ไทยถูกกำหนดให้ดำเนินการในสองเรื่องคือการท่องเที่ยวและการบิน เมืองป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว ศักยภาพของป่าตองคือเป็นเมืองท่องเที่ยวและโตเร็ว เราจึงต้องหาเสื้อที่เหมาะสมมาใส่ ไม่ใช่ใส่เสื้อโหล พิเศษแต่ละเมืองไม่ใช่ใส่เสื้อโหลที่เหมือนกันทุกเมือง ซึ่งต้องมีการศึกษาเพื่อให้บรรลุ่เป้าหมาย นายกซึ่งบริหารไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่เปีนคนที่ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งจ้างมาเพื่อการบริหารโดยเฉพาะ ที่ผ่านมาการศึกษาเมืองพัทยาเมือ ๒๐ ปีที่แล้วต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี และเมืองพัทยาเองก็มีจุดอ่อนเพราะลอกเลียนแบบสหรัฐอเมริกา (City Manager) แต่ลอกเลียนมาไม่ทั้งหมด อเมริกากระจายทั้งคนและเงิน (เก็บภาษีเอง)สรรหามืออาชีพมาบริหารจัดการเมือง
ด้านนายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ประธานสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง ยอมรับว่า มีความหลากหลายในความต้องการของของชุมชนและประชาชน ในเมืองป่าตอง บางคนอยากอยู่อย่างสงบบางคนอยากยู่อย่างเสียงดัง( เพราะต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว )เมื่อจัดบ้านใหญ่แล้วก็ต้องจัดบ้านเล็กด้วย ตนเห็นว่าการจัดการแบบเมืองพิเศษคือคิดข้ามขั้นตอนภูมิภาคออกไป เมืองท่องเที่ยวทั้งหมดให้ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะเรามีปัญหาที่ต้องจัดการมาก เช่นเรามีตำรวจทั้งหมด ๑๗๐ นายต้องดูแลประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ต้องปัญหาประชากรแฝง หรือจะเสนอทำถนนอุโมงต้องเสนองบผ่านอำเภอ จังหวัด ขั้นตอนมันนานมาก
ด้านประชาชนที่เข้าร่วมสัมมนา ได้ฝากความเห็นถึงการการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ภายใต้รูปแบบการปกครองพิเศษในพื้นที่ ๖๔ ตารางกิโลเมตรของเมืองป่าตอง เราจะพัฒนาเพื่อเอาวัตถุอย่างยั่งยืนโดยการทำลายทุกอย่าง หรือพัฒนาอย่างรักษาสภาพแวล้อม ทรัพยากรธรรมชาติหรือภูมิปัญญาที่ดีงามเอาไว้และประชาชนบางคนมีความเห็นว่า ตนอยากเห็นเมืองที่ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างสูง มีคูคลองสะอาด ห้องน้ำสะอาด เมืองมีวินัยขอแค่ ๔ อย่าง
โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นว่า การประชุมในวันนี้ เป็นการจุดประกายความคิด เพื่อนำไปสู่ การปกครองพื้นที่รูปแบบพเศษ กรณีเมืองป่าตอง ซึ่งจะต้องมีการศึกษา นำเสนอและรับฟังความเห็นของภาคพลเมือง จากทุกภาคส่วนในเมืองป่าตองต่อไป และอีกหลายครั้งจนกว่าจะมีข้อสรุปและนำเสนอ
ทางด้านเครือข่ายองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมสัมมนา ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง ซึ่งมีกลุ่มองค์กรจำนวน ๑๕ กุล่มและมีเวทีพุดคุย ปรึกษาหารือกันเป็นประจำทุกเดีอน ทั้งปัญหาของกลุ่ม ปัญหาของเมือง โดยกลุ่มเครือข่ายภาคประชานชนเหล่านี้สนใจแนวคิดเมืองป่าตองจัดการตนเอง เพื่อลดขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดินและเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งได้มีการรณรงค์ ทำความเข้าใจเรื่องนี้กันมาระยะหนึ่งแล้วผ่านกลุ่มองค์กรชุมชน นักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนทั่วไปเพื่อผลักดัน "ป่าตองเมืองปกครองพิเศษ"




