playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

altระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคมนี้ ณ ที่ว่าการอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เครือข่ายองค์กรชุมชนอำเภออุ้มผาง เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิชุมชนไทย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานส่วนท้องถิ่นกว่า 20 องค์กร ร่วมจัดงาน "สมัชชาปฏิรูปพื้นที่จังหวัดและภูมินิเวศ กำหนดอนาคตอุ้มผาง กำหนดอนาคตเรา จากภูผาสู่ทะเล" เพื่อนำเสนอบทเรียนปฏิบัติการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองตัวอย่างพื้นที่อุ้มผาง พร้อมยกระดับความร่วมมือในการทำงานร่วมระหว่างองค์กรชุมชนกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

altนายมงคล สัณฐิติวิฑูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมและกล่าวเปิดงานว่า รู้สึกประทับใจกับชื่อการกำหนดอนาคตตนเองจากภูผาสู่ทะเล เป็นชื่อที่สร้างสื่อให้กับชุมชนอย่างดี เนื่องคนส่วนใหญ่ยังไม่จักว่าผืนป่าอุ้มผางเป็นอัญมณีของจังหวัดตาก และวันนี้ที่ประชุมสมัชชาเต็มไปด้วยผู้มีความรู้มีประสบการณ์ในการอนุรักษ์ผื่นป่า มีความคิดในการอนุรักษ์ อุ้มผางไม่ได้มีความหมายเฉพาะคนในพื้นที่แต่มีความหมายกับทุกคนในประเทศ

 

“เพราะการอนุรักษ์ผืนป่าทำเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้คน ภาคประชาชน ส่วนงานทุกภาคส่วน การจัดงานครั้งนี้เป็นการสร้างภาคประชาชนมีส่วนร่วม เป็นการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยของประชาชน รวมถึงเป็นการสนองแนวความคิดของพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทำเกิดความสำเร็จและอาศัยความร่วมมือกับภาคประชาชนจึงจะสร้างความยั่งยืนในการอนุรักษ์ผืนป่า”

 

จังหวัดตากจะรับแนวคิดและแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้เป็นแนวทางในการพัฒนาของจังหวัดเพื่อสืบทอดแนวพระราชดำริและเจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร ซึ่งเป็นผู้ริ่เริ่มการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่อุ้มผางต่อไป รองผู้ว่ากล่าว

 

“อนาคตอุ้มผาง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง” 

altนายสมหมาย ทรัพย์รังสิกุล  ปราชญ์ผู้นำเครือข่ายต้นทะเล กล่าวในวงสนทนาบอกเล่าเรื่องราวการจัดการตนเองคนอุ้มผางโดยเล่าว่า ตลอดชีวิตรู้จักใช้และรู้จักปลูก รู้ตัวเองก่อนรู้คนอื่นๆ เมื่อก่อนอุ้มผางมีทรัพยากรที่อุดมสมบุรณ์ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านไม่เข้าใจกัน แต่ปัจจุบันคุยกันได้และร่วมมือกัน เปรียบเสมือนต้องมีกุญแจคนละดอกอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

 

การที่ต้องมาอนุรักษ์ต้นทะเลเนื่องจาก สภาพทางสังคมเปลี่ยนไป เด็กไม่เคารพผู้ใหญ่ เขตต้นน้ำที่ไหลตั้งต้นภูเขลงไปสู่ปลายทะเลได้สร้างผลประโยชน์ให้คนตั้งแต่กลางจนถึงปลายทะเลได้ การบุกรุกของคนต้นทะเล จะต้องศึกษาสภาพปัญหาว่าจริงๆ แล้วเกิดจากอะไร สารเคมี เกิดจากต้นน้ำหรือเปล่า จริงแล้วคนต้นทะเลทำหรือคนที่อื่นมาทำ 

 

           การอนุรักษ์ทรัพยากร เนื่องจากกะหรี่ยงต้องอยู่กับป่า สัตว์ก็อาศัยป่า มีวิถีชีวิตในการทำกินกับป่าและทำนา ปัจจุบันถ้าเจอความเจริญกะเหรี่ยงจะอยู่ไม่รอด ความเจริญเข้าไปที่ไหน ทำลายที่นั้น เรามองว่าความเจริญคอคือสิ่งสวยงามแต่ประเพณีและใจเราเป็นสิ่งที่สวยงามกว่าวัตถุ

 

           ปราชญ์ผู้นำเครือข่ายต้นทะเล เสนอว่า “การกำหนดอนาคตของอุ้มผาง ท่ามกลางกระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เราต้องรักษาน้ำเพราะน้ำคือชีวิต และป่าเป็นเพื่อนของมนุษย์ ดังนั้นป่าอุ้มผางต้องสมบูรณ์ ทุกสิ่งต้องอยู่ในสภาพเดิมไม่ถูกทำลาย ไม่บุกรุกเพิ่ม ก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ลูกหลานสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้”

 

           เรื่องจิตใจเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาทรัพยากร ต้องรู้ใจตัวเองก่อน จัดการตนเองก่อนจัดการคนอื่น เพราะคนเมืองและคนชนบทมีความคิดที่แตกต่างกัน คนเมืองทำลายป่าและเป็นผู้ฆ่าตัวเอง ไม่ใช่คนในป่าเป็นผู้ทำลาย คนในเมืองใช้ประโยชน์จากน้ำโดยไม่เคยคำนึงถึงคนต้นน้ำ

 

altนายสุชาติ จันทร์หอมหวล ประธานภูมินิเวศน์ผืนป่าตะวันตก (อุ้มผาง) กล่าวในวงสนทนาโดยระบุว่า หลายคนอาจรู้จักทีลอซูว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุ้มผาง แต่หลายคนไม่รู้ว่าที่นี่คือต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง อุ้มผางมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ตามทะเบียนมีคนอาศัยประมาณสามหมื่นกว่าคน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งจะจัดโซนนิ่งพื้นที่การท่องเที่ยวต้องควบคู่กับการอนุรักษ์ด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่เปราะบาง

 

อย่างที่รู้ คือ คนไม่สามารถหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลง แต่คนในอุ้มผางจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้ยั่งยืน นักท่องเที่ยวจะไม่ใช่นักท่องเที่ยวแต่เป็นนักทัศนศึกษา ตามกฎหมายของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ซึ่งคนอุ้มผางต้องเตรียมพร้อมในการดำเนินชีวิต ผลิตเอง ใช้เอง กินเอง เนื่องจากการเดินทางมีอุปสรรค การติดต่อกับสังคมภายนอก จึงไม่ต้องการให้คนภายนอกเข้ามาระเบิดเมือง แต่ต้องการให้คนในพื้นที่เป็นคนการจัดการตนเอง ซึ่งการกำหนดเขตพิเศษ เป็นนโยบายที่สามารถทำได้แต่ต้องทำควบคู่กับชุมชน

 

           ปัจจุบันมันไม่มีใครที่จะหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลง แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้เราจะชะลอความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน ข้าราชการ องค์กรชุมชน น่าจะมีเวทีในการพูดคุยกันบ่อยขึ้น เพื่อเชื่อมพลังที่มีในพื้นที่รับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประธานภูมินิเวศน์ผืนป่าตะวันตก กล่าวสรุป

 

 

altด้าน นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง กล่าวว่า อุ้มผางมีประชากรตามทะเบียนบ้านมีสามหมื่นกว่าคน แต่สำรวจพบแปดหมื่นกว่าคน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่สูงไม่มีบัตรประชาชน การดูแลรักษาจึงต้องครอบคลุมคนทั้งอำเภอ ซึ่งอยู่ตามตะเข็บชายแดนเป็นพื้นที่ห่างไกล ระบบคมนาคมยากลำบาก ชาวบ้านต้องเดินทางตลอดทั้งวันเพื่อมารักษา ดังนั้นจึงสร้างเครือข่าย รพสต.ตามจุดตำบลต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่ายไม่ต้องเดินทางเข้าอำเภอ 

 

ที่ผ่านมาเราเน้นกระบวนการที่ให้คนในชุมชนสามารถรักษากันเองในระดับปฐมภูมิ มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ มีการใช้เครือข่ายวิทยุในการสื่อสารเพื่อส่งหมอลงไปรักษา  สร้างการมีส่วนร่วมโดยให้ชาวบ้านเป็นผู้รักษาตัวเอง เช่น เครือข่ายหมอตำแยสองร้อยคน ที่สามารถรักษาทำหน้าที่ช่วยคลอดได้อย่างถูกต้องผ่านการอบรมโดยหมอในอำเภอ กรณีในรายที่รักษาไม่ได้จะมีการสื่อสารผ่านเครือข่ายวิทยุเพื่อลงพื้นที่ไปทำการรักษา เพื่อให้การรักษาทันท่วงทีส่วนใหญ่จะนัดเจอกันกลางทางเนื่องจากการเดินทางใช้เวลานาน ซึ่งสามารถรักษาได้ทันเป็นส่วนใหญ่

 

           นพ.วรวิทย์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องสุขภาพพบว่าชาวบ้านในอุ้มผางมีปัญหาโรคระบาดสูง เนื่องจากมีการติดต่อกับประเทศเพื่อบ้าน ซึ่งต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและรองรับการจำนวนผู้ป่วยทีมีจำนวนมากในการรักษา ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเพิ่มขึ้นของประชากรแฝงโดยเฉพาะประการพม่า และเดินทางเข้ามาอาศัยในอุ้มผาง จะส่งผลกระทบให้เกิดการรุกพื้นที่ทำกิน การล่าสัตว์เพิ่มขึ้น มีคนเข้ามารักษาพยาบาลมากขึ้น มีคนอาศัยกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ภูเขา มีการอพยพเข้ามาขายแรงงานโดยเฉพาะประชาชนยากจนในเขตพม่าและในศูนย์อพยพจะไม่กลับประเทศตนเอง ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งแสนคน 

 

           และการเข้ามาของธุรกิจทัวร์ซึ่งจะมีการแข่งขันมากขึ้น ทุนต่างประเทศเข้ามาหลังจากการเปิดเสรีตลาดอาเซียน การเปิดเส้นทางคมนาคม ซึ่งจะกระทบกับทรัพยากรลุ่มน้ำชั้นหนึ่งเอ โดยปัจจุบันทันด่วน ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะต้องวางแผนรองรับทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง กล่าวทิ้งท้าย

 

altส่วน นายยุทธชัย บุตรแก้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า การเข้าไปทำงานในชุมชนทำให้เห็นปัญหาคือ ชุมชนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ เช่น การปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยใช้สารเคมี ซึ่งมีผลกระทบต่อทรัพยากร การทำงานจึงใช้แนวคิด ความรู้และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหา ซึ่งพบว่าสาเหตุคือ คนในชุมชนมีปัญหาจึงนำไปสู่การทำลายทรัพยากร ดังนั้นจึงให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดอาชีพตามวิถีชีวิตตนเอง โดยการรวบรวมข้อมูล และกำหนดกิจกรรมการพัฒนา ซึ่งจากเดิมปลูกเพื่อกินเพื่อใช้ ได้ปรับเปลี่ยนปลูกกินเหลือใช้นำไปขายเพื่อสร้างรายได้ รวมถึงสร้างกองทุนให้เกิดในชุมชน วางระบบบริหารจัดการร่วมกันในชุมชน

 

           เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นต้นน้ำชั้นเอ และเป็นต้นน้ำที่สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน ชุชนอยู่ได้โดยไม่ให้กระทบต่อทรัพยากร ดังนั้นจึงสนับสนุนกิจกรรมการปลูกพืชทดแทนพืชเชิงเดี่ยว และการทำงานร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ฯกับชาวบ้านรอบผืนป่า เป็นจุดเริ่มจากความผิดพลาดจากการพัฒนาตามระเบียบกฎหมาย ซึ่งจะทำอย่างไรให้คนอยู่กับป่าได้ โดยมูลนิธิฯเป็นกลไกกลางในการเปิดวงพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน ซึ่งสิ่งแรกที่ดำเนินการ คือ เรื่องที่ดินทำกิน กำหนดกลไกในการจัดการทรัพยากร ทำกิจกรรมร่วมกัน ให้ชาวบ้านมีส่วนรวมในการรักษาป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ เช่น การเดินลาดตระเวนร่วม การสำรวจแนวเขต การประชุมร่วม การรักษาฟื้นฟูวังปลาฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ภาพที่เจ้าหน้าที่กินข้าวกับชาวบ้านได้ เป็นสิ่งเล็กๆแต่มีความหมายยิ่งใหญ่กับชาวบ้าน นายยุทธชัย กล่าว

 

            สำหรับอนาคตของอุ้มผางนั้น นายยุทธชัย เสนอว่า “อุ้มผางมีความหลากหลายทางธรรมชาติ คนในพื้นที่จะต้องรักษาต้นน้ำเพื่อให้คนต้นน้ำ กลาง ปลายน้ำ ซึ่งประมาณ 60 กว่าตำบล และเชื่อมโยงกับคนตลอดสายน้ำแม่กลองสามารถใช้ประโยชน์ได้ เป็นการรักษาต้นน้ำเพื่อทุกคนสามารถใช้-กินน้ำได้โดยไม่มีสารเคมี  การมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดแนวพัฒนาร่วมกันเพื่อให้อุ้มผางสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำจากทรัพยากรอย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้น คือ ต้องจัดการระบบน้ำเพื่อสร้างรายได้ สร้างงานให้กับชุมชน ปัจจัยสำคัญคือการสร้างความร่วมมือการเข้าใจกัน ทั้งนี้ต้องมีระบบข้อมูลในการรองรับการวางกำหนดทิศทางการพัฒนา”

 

altนายสัมพันธ์ ทอแสงสุวรรณ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโมโกร กล่าวว่า ต.โมโกร อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ เป็นตำบลแรกที่ถัดจากตำบลพบพระมาเป็นตำบลหน้าด่าน พื้นที่นี้ชาวบ้านอยุ่มา 30 กว่าปี ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตร ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น กระหล่ำ พริก มะเขือ ฯลฯ สภาพพื้นที่เป็นที่สูงชั้น ในการเพาะปลูกชาวบ้านมีการใช้สารเคมีในการปลูกผัก แต่ได้มีการเปลี่ยนวิถีการผลิต

 

นายสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เริ่มจะทำชีวภาพมากขึ้น เรามองย้อนกลับไปว่าส่วนหนึ่งปีๆ หนึ่งที่เราส่งผักไปสี่มุมเมืองหรือตลาดไท มาจากพื้นที่ของเราส่วนใหญ่ สารพิษที่จะเกิดขึ้น โรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมาก็จะกระทบต่อคนในชุมชนเรา เนื่องจากได้รับการเรียนรู้จากหน่วยงาน และได้แลกเปลี่ยนกับพื้นที่พบพระ รวมถึงคำนึงถึงสุขภาพ ชีวิต ของตัวเองและสุขภาพของคนพื้นที่ล่างที่เป็นผุ้บริโภค ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกรที่เข้าร่วมที่จะปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นเกษตรเพื่อธรรมชาติ และได้รับการเสริมความรู้และอาชีพจากมูลนิธิสืบฯทดแทนพืชเชิงเดี่ยว

 

           สำหรับอนาคตของอุ้มผางนั้น นายสัมพันธ์ มองว่า “ต้องสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชุมชนก่อน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะเรื่องอาชีพและพื้นที่ทำกิน โดยเฉพาะในพื้นที่สูงจะต้องกำหนดพื้นที่ให้กับครัวเรือนถือครองกระจายอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรุกพื้นที่เพิ่มขึ้น และแต่ละครัวเรือนสามารถจัดการการใช้ประโยชน์ในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ชุมชนจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมตามวิถีชีวิตตนเอง”

 

altด้าน นางเตือนใจ ดีเทศน์  คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยระบุว่า นโยบายของรัฐต้องเปลี่ยน เพราะวิถีชีวิตของปะกาเกอะญอมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับธรรมชาติ แต่พื้นที่ที่พี่น้องปะกาเกอะญออยู่มักถูกประกาศเป็นพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ในช่วงหลังมีผลกระทบจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งนโยบายการจัดสรรงบประมาณที่อนุมัติในการทำแก้มลิง ฟลัดเวย์ โดยไม่ได้มีการสนับสนุนส่งเสริมการรักษาแหล่งน้ำของคนต้นน้ำ นโยบายต้องเปลี่ยนแนวคิด ภาคีพัฒนาต่างๆ สื่อมวลชน ต้องมีกลไกในการทำงานร่วม รวมถึงภาคีและคนที่อยู่ในพื้นที่

“ต้องสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วน และร่วมกำหนดทิศทางการจัดการตนเองของคนอุ้มผาง ท่ามกลางความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและทรัพยากร สร้างพลังของชุมชนโดยหันหน้าเข้าหากัน ลดความเป็นทิธิ ลดความตัวตน และกำหนดแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากรต้นน้ำ” นางเตือนใจ ระบุ

 

altนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า วัฒนธรรมของพี่น้องปะกาเกอะญอ เป็นรากฐานสำคัญของคนอุ้มผาง เป็นความยิ่งใหญ่ถ้าเราจับเรื่องนี้ไว้ได้ก็สามารถเชื่อมโยงสู่เรื่องต่างๆ ได้ เช่น การรักษาป่าไม้ ทำให้เห็นภาพว่าทำไมถึงรักษาป่าไว้ให้อยู่ได้ เป็นการจัดความสัมพันธ์ใหม่ ต่อไปอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาแต่ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ได้

 

เพราะความยากลำบากของภูมิศาสตร์ ทำให้ยังคงวิถีไว้ได้อยู่ เช่น ระบบภูมิปัญญา การดูแลรักษาป่า น้ำ ไว้ให้คงอยู่ เป็นต้น ด้วยระยะทางที่ยากลำบาก ทำให้การศึกษา สุขภาพเป็นภาระที่หนักอึ้งมาก “ซึ่งคำตอบสำคัญของสังคมไทย เราจะสามารถพลิกพื้นที่ด้วยความสงบสุขอย่างไร ในช่วงที่ผ่านมาเห็นวัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอเข้มแข็งมาก เห็นพลังของคนอุ้มผางในการที่จะทำร่วมกันและทำงานอย่างเข้มแข็ง มีระบบการปกครองที่ให้ความสนับสนุนอย่างดี มีเครือข่ายต้นทะเลที่รักษาป่าต้นน้ำเป็นอย่างดี มีประชาสังคมที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการประสานพลังกัน”  

           ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเป็นเวทีที่ทำให้เราได้มาเจอและเชื่อมโยงกัน ความท้าทายของคนอุ้มผางในสถานการณ์เปิดประตูสู่อาเซียนหรือการเป็นพื้นที่พิเศษ กระทั่งการปิดศูนย์อพยพ หรือปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของการปลูกพืชเศรษฐกิจ เราจะตั้งรับเพื่อการรุกของภายนอกได้อย่างไร อุ้มผางจะเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมสู่การจัดการใหม่ วันนี้เราจะทำอย่างไรให้กระแสจากภายนอกที่เข้ามาทำให้เรามีการตั้งรับ และสามารถสร้างความสุขในอนาคตของเราเอง นายพลากร กล่าวสรุป

           ทั้งนี้การจัดสมัชชาปฏิรูปพื้นที่จังหวัด และภูมินิเวศ “กำหนดอนาคตอุ้มผาง กำหนดอนาคตเรา จากภูผาสู่ทะเล” นอกจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้แทนเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำทั้ง 5 ภาคแล้ว ยังมีการลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่ป่าชุมชนบ้านแม่กลองใหม่ ศึกษาเรื่องการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง แลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการที่ดิน การอนุรักษ์พันธ์ปลา ตลาดผักสด การทอผ้าสีธรรมชาติที่บ้านกุยเลอตอ ร่วมพิธีมาบุ๊โคะ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวกะเหรี่ยงฤาษี ที่บ้านมอทะ การแลกเปลี่ยนผลผลิตพริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ระหว่างคนต้นน้ำกับปลายน้ำแล้ว ยังมีการจัดเวทีบันทึกเทปรายการเวทีสาธารณะ ไทยพีบีเอส และรายการชุมชนระวังภัย ทีวีดาวเทียมในเครือเนชั่น เพื่อจุดกระแส และสื่อสารกับสังคมต่อไป

 altalt

altalt

altalt

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter