ตำบลตำนาน อยู่ห่างจากตัวเมืองพัทลุงประมาณ 2.5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน ประชากรจำนวน 2,448 ครอบครัว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ปลูกผัก ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง “สังข์หยด” ซึ่งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพัทลุงก็มีแหล่งปลูกอยู่ที่ตำบลตำนานด้วย
ทั้งนี้ ตำบลตำนานเริ่มทำแผนชุมชนตั้งแต่ปี 2548 และต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็น “เครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการภาคประชาชนตำบลตำนาน” เมื่อมีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนในปี 2551 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. ได้สนับสนุนให้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลตำนานจำนวน 33 กลุ่มได้ร่วมกันจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตำนานขึ้นในปีเดียวกัน เมื่อมีสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาแล้ว แกนนำพัฒนาในตำบล สมาชิกสภาองค์กรชุมชน และชาวบ้าน จึงได้นำกิจกรรมและปัญหาต่างๆ ในตำบลมาพูดคุยกันในสภาฯ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ปัญหาด้านสุขภาพ สารเคมีในการเกษตร การฟื้นฟูและอนุรักษ์ลำคลอง ฯลฯ
ขบวนองค์กรชุมชน ดำเนินงานพัฒนาอย่างครบวงจร เพื่อคืนชีวิตให้นา คืนปลาให้น้ำ และสืบสานอาหารพื้นบ้าน ตัวอย่างงานพัฒนาสำคัญคือการคือการฟื้นฟูนาข้าว พร้อมกับการจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ทำนาอินทรีย์ และตั้งโรงสีชุมชนขึ้นมาเพื่อผลิตข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องบรรจุถุงจำหน่าย โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง เช่น ข้าวสังข์หยดและข้าวเล็บนก
ทวี เกื้อเส้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 เล่าว่า ก่อนที่จะมีการรณรงค์ให้ทำนาแบบอินทรีย์นั้น ชาวบ้านในตำบลตำนานส่วนใหญ่ทำนาโดยใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลงเกือบ 100 % แต่เมื่อได้รับความรู้และเห็นโทษภัยจากสารเคมีแล้ว ชาวบ้านจึงค่อยๆ ลดสารเคมีลง ปัจจุบันมีการทำนาแบบอินทรีย์ในเนื้อที่รวมกันประมาณ 200 ไร่ มีการรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยอินทรีย์ มีสมาชิกจำนวน 35 ราย โดยใช้ขี้หมู แกลบ รำ กากน้ำตาล และสารเร่ง พด. มาคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันแล้วหมักเอาไว้ประมาณ 1 เดือนจึงนำเอาไปใช้ได้
“ตอนแรกๆ ที่เริ่มทำนาอินทรีย์อาจจะยังไม่เห็นผล ข้าวจะขึ้นไม่ดี แต่เมื่อดินเริ่มฟื้นตัว หรือประมาณ 2 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผล ข้าวจะเจริญเติบโตดีขึ้น เมล็ดเต็ม น้ำหนักดี เมื่อก่อนที่ใช้ปุ๋ยเคมีจะได้ข้าวประมาณ 450 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อใช้ปุ๋ยจากขี้หมูตอนนี้ได้ข้าวประมาณ 600 กิโลกรัมต่อไร่ แถมต้นทุนยังลดลงอีก เพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยและสารเคมี” ผู้ใหญ่ทวีกล่าว
ป้าพิณ ทวีตา อายุ 63 ปี อยู่หมู่ที่ 13 เล่าว่าเมื่อมีกระแสการบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์สังข์หยดที่กำลังได้รับความนิยม ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง ขณะเดียวกันจังหวัดพัทลุงได้มีการส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธ์สังข์หยดอินทรีย์กันมากขึ้น มีการขึ้นทะเบียนรับรองผู้ปลูก หากผ่านขั้นตอนการปลูกข้าวได้ตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ก็จะทำให้ชาวนาขายข้าวสังข์หยดได้ไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 20,000 บาท ขณะที่ข้าวทั่วไปที่ชาวบ้านปลูกมีราคาไม่เกินเกวียนละ 10,000 บาท ดังนั้นชาวบ้านในตำบลตำนานจึงหันมาปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์มากขึ้น และมีการจัดตั้งโรงสีชุมชนที่บ้านโตระขึ้นมาเพื่อผลิตข้าวกล้องสังข์หยด
ปัจจุบันกลุ่มโรงสีชุมชนบ้านโตระ มีสมาชิกทั้งหมด 27 คน สมาชิกที่มีเวลาว่างก็จะมาช่วยกันสีข้าว โดยใช้เครื่องจักรแบบง่ายๆ เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วก็จะต้องนำข้าวมาคัดเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์หรือสิ่งเจือปนออกไป เป็นการคัดข้าวด้วยมือ แล้วนำข้าวมาบรรจุลงถุงทีละถุง ชั่งกิโลให้ได้ตามน้ำหนัก จากนั้นจึงใช้เครื่องซีลปิดปากถุงแม้จะต้องใช้เวลาไปไม่น้อยสำหรับการผลิตข้าวแต่ละถุง และผลกำไรตอบแทนที่ไม่ได้สูงมากนัก แต่สมาชิกกลุ่มโรงสีชุมชนบ้านโตระต่างก็ภูมิใจที่ได้ผลิตข้าวพันธุ์ดี ปลอดจากสารเคมีออกมาให้คนอื่นได้กิน นอกจากนี้คนปลูกก็ไม่ต้องสัมผัสหรือกินข้าวที่ปนเปื้อนสารเคมีอีกด้วย
สำหรับประวัติความเป็นมาของข้าวสังข์หยดนั้น เป็นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นที่ชาวบ้านปลูกกินกันมานานนับร้อยปี และจะปลูกได้ผลดีในเขตจังหวัดพัทลุงเท่านั้น ในปี 2543 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถมีพระราชดำริให้โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง นำพันธุ์ข้าวสังข์หยดมาปลูกและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีเอาไว้ ต่อมาในปี 2546 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จมายังจังหวัดพัทลุงและได้เสวยข้าวสังข์หยด ซึ่งพระองค์รับสั่งว่าอร่อย และทรงโปรดให้ปลูกเพื่อขยายพันธุ์เพิ่มเติม และนำเมล็ดพันธุ์ไปส่งเสริมให้ชาวบ้านในจังหวัดพัทลุงปลูก ในเวลาต่อมาจึงได้มีการนำข้าวสังข์หยดไปเผยแพร่ตามงานต่างๆ เช่น งานศูนย์ศิลปาชีพ งานแสดงสินค้า ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนรู้จักและขยายตลาดออกไป
โดยในปี 2549 ข้าวสังข์หยดได้รับการประกาศรับรองให้เป็น “สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือข้าว GI (Geographical Indications) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 เพื่อแสดงถึงที่มาและแหล่งผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้ชื่อว่า “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” ถือเป็นข้าว GI พันธุ์แรกของประเทศไทย และเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งของประเทศไทย ที่ประชาชนในตำบลตำนานให้ความสำคัญ




