เครือข่ายองค์กรชุมชนและภาคีลุ่มน้ำภาคเหนือ ได้จัดทำข้อเสนอการจัดการน้ำและภัยพิบัติภาคประชาชนภาคเหนือ ในระหว่างวันที่ 22 – 23 มีนาคม 2555 ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่ เพื่อนำสรุปข้อตกลงร่วม และข้อเสนอต่องานหลัก (Back bone) และโครงการที่จะต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการและยั่งยืน ที่จัดทำโดยคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555
ทั้งนี้ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศเต็มไปด้วยพื้นที่ป่ามีภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะบริเวณตอนบนสุดของภาค เป็นแหล่งก่อกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญสายหลักของประเทศไทย ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก สาละวิน และในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยเจอพายุขนาดใหญ่ๆ จำนวน 4 ลูก ได้แก่ พายุไหหม่า นกเตน ไห่ถาง และนาลแก ทำให้พื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องและบางพื้นที่มีปริมาณฝนมากที่สุดใน 24 ชั่วโมงส่งผลให้เกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง พะเยา เพชรบูรณ์และอุตรดิตถ์ นอกจากนั้นแล้วปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล ที่จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จนมีปริมาณจนเกินความจุของเขื่อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังยาวนาน และท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมในจังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 115 ราย สูญหาย 4 ราย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 420,000 ครัวเรือน 1,200,000 คน พื้นที่เกษตรเสียหายประมาณ 2,700,000 ไร่ (ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย) โดยมีมูลเหตุสำคัญคือประชาชนไม่รับทราบข้อมูลข่าวสารการเตือนภัยที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีแผนรับมือ รวมทั้งการตั้งรับ ปรับตัว กับสถานการณ์อุทกภัย
โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ กรณีงานหลัก (Back Bone) และโครงการที่จะต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการและยั่งยืน (งบ 350,000 ล้านบาท) ของกยน. ดังนี้
- งานหลัก (Back bone) และโครงการที่จะต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (8 ลุ่มน้ำ) แบบบูรณาการและยั่งยืน (ระยะยาว) ประกอบด้วย งานและโครงการในพื้นที่ ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งมีค่าลงทุน 300,000 ล้านบาท
- งานหลัก (Back bone) และโครงการที่จะต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (8 ลุ่มน้ำ) แบบบูรณาการ ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย งานและโครงการในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งมีค่าลงทุนประมาณ 17,000 ล้านบาท (+4,500 ล้านบาท)
- งานหลัก (Back bone) และโครงการที่จะต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นทีลุ่มน้ำอื่นๆ (17 ลุ่มน้ำ) แบบบูรณาการและยั่งยืน(ระยะยาว) ประกอบด้วย งานและโครงการในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งมีค่าลงทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท
ทั้งนี้เครือข่ายชุมชนที่เข้าร่วมประชุม เห็นว่างานหลักดังกล่าวไม่มีรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณ พื้นที่ หน่วยงานรับผิดชอบ และระยะเวลา รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัว ชุมชน และระบบนิเวศน์ รวมทั้งการขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่ประชุมจึงมีมติให้ทบทวนงานหลัก (Bock bone) ดังกล่าว และให้เกิดการเชื่อมประสานระหว่างคณะกรรมการ กยน. และภาคีเครือข่ายสภาลุ่มน้ำภาคเหนือ โดยให้มีคณะกรรมการภาคีเข้าไปเป็นคณะทำงานระดับพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีองค์ประกอบของตัวแทนภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ตัวแทนภาคีภาคชุมชน ตัวแทนภาคีองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคีภาควิชาการ จำนวน 11 ท่าน
นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติของภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือเป็น ข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้
1) ส่งเสริมกิจกรรมการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และกำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำ เช่น กิจกรรมปลูกป่า การทำแนวป้องกันไฟป่าการสร้างฝาย การขุดลอกลำน้ำที่ไม่กระทบต่อระบบนิเวศฟื้นฟูดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำ และฟื้นฟูระบบเหมืองฝายคลองส่งน้ำ แบบดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่ เพื่อให้เป็นพื้นที่รูปธรรมของการจัดการน้ำโดยชุมชน ที่มีความสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการน้ำ โดยใช้ฐานเรื่องกองทุนการบริหารจัดการลุ่มน้ำ
2) จัดตั้งกองทุนลุ่มน้ำและภัยพิบัติภาคเหนือ โดยมีการระดมทุนในพื้นที่ เช่น เงิน คน ความคิด ทรัพยากร หน่วยงาน จากพื้นที่และมีการเชื่อมโยงวิถีความเชื่อทางวัฒนธรรม ประเพณี เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สถานการณ์ภัยพิบัติ ความมั่นคงทางด้านอาหาร วิถีชีวิต การผลิตและระบบนิเวศที่สมดุลเป็นธรรมและยั่งยืน
3) จัดทำฐานข้อมูลลุ่มน้ำ เช่น บริบทลุ่มน้ำ แผนที่ลุ่มน้ำและลุ่มน้ำสาขา (แผนที่ GIS) แผนที่มนุษย์ แผนการบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ต่อเนื่อง และมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดการความรู้ จัดแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ หลักสูตรท้องถิ่นและการวิจัยแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งสามารถยกระดับฐานข้อมูลนำไปสู่วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับหน่วยงาน อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี จัดทำแผนที่โครงการ Back bone และมีการศึกษาวิจัยโครงการของภาครัฐที่เกิดขึ้นในพื้นที่พร้อมกับมีข้อคิดเห็นเสนอต่อหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง
4) จัดทำแผนแม่บทพัฒนา หรือวาระการจัดการลุ่มน้ำระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทุกระดับ ทุกลุ่มน้ำ ที่โปร่งใสและเป็นธรรมโดยใช้ฐานข้อมูล องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
5) พัฒนากลไก และเชื่อมโยงกลไกการประสานงานอย่างมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่จัดตั้งสภาลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำ เช่น สภาลุ่มน้ำปิง สภาลุ่มน้ำวัง เป็นต้นคู่ขนานกับระดับภาคจัดตั้งภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ที่จะดำเนินการในฐานะ คณะกรรมการ กยน.ภาคประชาชนภาคเหนือ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนและภาคเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือเป็นกลไกในการขับเคลื่อน
จากข้อตกลงร่วมของภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือนำไปสู่แผนการขับเคลื่อนการจัดการลุ่มน้ำภาคเหนือทั้งระบบและมีข้อเสนอในระดับนโยบาย ดังนี้
1) ภาครัฐต้องทบทวนแผนการจัดการลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำสาละวินและผลักดันแนวคิดการจัดการน้ำโดยชุมชน ซึ่งจะเป็นทางออกในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนและผลักดันการจัดการน้ำ โดยใช้แนวคิดภูมิปัญญาชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งวางแผนการจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ทุกขั้นตอน เช่น
o การใช้ประโยชน์ฝายยางเชียงดาว ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฝายที่สร้างเสร็จแล้วแต่ในพื้นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ต่อชุมชนและระบบลุ่มน้ำ
o นโยบายการส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจในฤดูแล้ง เช่น พืชผัก ข้าว เพื่อลดการใช้น้ำในฤดูแล้ง
o การสร้างศูนย์ราชการที่รุกล้ำพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ทุ่งกะโล่ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ,ทุ่งทะเลแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
o โครงการปรับปรุง พัฒนาพื้นที่แก้มลิงที่ไม่สอดคล้องกับระบบน้ำ เช่น การสร้างคันรอบแก้มลิงบึงราชนก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
2) โครงการพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำ การพัฒนาแนวคิด แนวทางบางระกำโมเดล ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยให้มีตัวแทนภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ และรับทราบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า แร่ ฯลฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากชุมชน รวมทั้งต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ ต้องผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ และประชาคมที่เป็นธรรม เช่น
o โครงการสร้างเขื่อนโป่งอาง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
o โครงการผันน้ำกก ป๋าม ปิง ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
o โครงการขยายพื้นที่ป่า เช่น กรณีจังหวัดเชียงราย
o โครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรืออ่างเก็บน้ำยมบน-ล่าง จังหวัดแพร่
o โครงการในแผนงานหลัก ของ กยน. ทุกโครงการ เช่น โครงการปลูกป่า 10 ล้านไร่, โครงการสร้างอ่างขนาดใหญ่ กลาง เล็ก
โดยกลไกที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มาจากภาคประชาชน ประกอบด้วย สภาลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำ เช่น สภาลุ่มน้ำปิง สภาลุ่มน้ำวัง เป็นต้น คู่ขนานกับ ภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ
3) ภาครัฐควรมีการพัฒนาช่องทางการสื่อสาร เช่น วิทยุสื่อสาร/วิทยุสมัครเล่น/วิทยุชุมชน ที่ชัดเจน เข้าถึง เรื่องการระบายน้ำของเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมทั้งให้ ชุมชน/สภาลุ่มน้ำแต่ละลุ่มน้ำ เช่น สภาลุ่มน้ำปิง สภาลุ่มน้ำวัง เป็นต้น คู่ขนานกับภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ มีส่วนร่วมการวิเคราะห์แผนการจัดการน้ำรายปีของเขื่อน และแผนการจัดการน้ำฉุกเฉิน
4) ภาครัฐควรบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศ และควรมีการจ่ายค่าชดเชยผลผลิตที่เสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างเป็นธรรม
5) ภาครัฐควรหนุนเสริมการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการน้ำและแก้ไขภัยพิบัติของภาคประชาชน และสนับสนุนงบประมาณ อย่างน้อย 30% จากโครงการพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำของภาครัฐเพื่อให้ภาคประชาชนมีการส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เช่น การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นการบริหารจัดการน้ำ เวทีวิเคราะห์ข้อมูลแผนงานการบริหารจัดการลุ่มน้ำแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ เป็นต้น
สานพลังการขับเคลื่อน โดย ภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ
วันที่ 23 เดือนมีนาคม 2555




