playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว อยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาไม่มากนัก ในอดีตที่ดินนี้เป็นผืนป่าเชื่อมติดต่อเป็นป่าเดียวกันกับเทือกเขาพนมกระวานในประเทศกัมพูชา แต่ในภายหลังได้มีการให้สัมปทานป่าไม้และการขยายพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในเขตฝั่งไทย จึงทำให้ผืนป่าถูกทำลาย เหลือพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์เพียง 1.2 ล้านไร่ เรียกว่า “ป่ารอยต่อพื้นที่ 5 จังหวัด” ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว

                   

ปัจจุบันตำบลพระเพลิงมีประชากรทั้งหมดประมาณ 16,300 คน จำนวน 4,209 ครัวเรือน ประกอบด้วย 19 หมู่บ้าน มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 264 ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นตำบลที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และมีประชากรมากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ทำนา ปลูกอ้อย สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู ฯลฯ

 

สภาองค์กรชุมชนดึงทุกกลุ่มเข้ามาร่วมพัฒนาตำบล 

            มีการริเริ่มจัดทำแผนแม่บทชุมชนในปี 2544-2545 ทำให้ชาวบ้านในตำบลพระเพลิงมองเห็นตัวตนของตนเองชัดเจนขึ้น มองเห็นปัญหาต่างๆ ในชุมชน และแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง หนี้สินจากการทำการเกษตร ปัญหาที่ดินทำกิน ฯลฯ               

            โปย เดือนกระโทก ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพระเพลิง เล่าว่า การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลพระเพลิง มีกลุ่มต่างๆ ที่เข้าร่วมจดแจ้งจำนวน 44 กลุ่ม “เวลามีการประชุมสภาองค์กรชุมชน เราก็เชิญ อบต.เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของสภาฯ เมื่อ อบต.เข้าใจ สภาองค์กรชุมชนก็เดินหน้าต่อไปได้สะดวก ช่วงแรกๆ ก็ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนไปหนุนเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน

 

สภาองค์กรชุมชนกับการแก้ปัญหาที่ดิน             

             โปย เดือนกระโทก กล่าวว่า หลังจากมีสภาองค์กรชุมชนตำบลพระเพลิงแล้ว สภาฯ จึงเป็นเวทีในการดึงกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลมาพูดคุยกัน มีการหยิบเรื่องแผนแม่บทชุมชนที่แต่ละหมู่บ้านเคยจัดทำขึ้นมาคุยกัน และเห็นร่วมกันว่าควรจะนำแผนแม่บทชุมชนมาดำเนินการต่อ เพราะปัญหาเดิมๆ ก็ยังไม่ได้แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ การลดต้นทุนการเกษตรด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ การปลูกป่าครอบครัว การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ฯลฯ            

             ปัญหาที่ดินเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เช่นความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีที่ดินทับซ้อนกับที่ดินป่าสงวนฯ ที่ดินในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ปัญหาที่ดินเสื่อมสภาพจากการกัดเซาะหน้าดิน การขาดแคลนแหล่งน้ำในการเกษตร การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งปัญหาจากการเมืองในท้องถิ่น ทำให้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ขาดความสามัคคีในการทำงานพัฒนาชุมชน

             และจากการสำรวจรายละเอียดพบว่า ชาวบ้านบางรายเคยมีที่ดินมาก่อน แต่ต้องขายที่ดินเพื่อใช้จ่ายเป็นค่านายหน้าไปทำงานเมืองนอก บางรายเป็นหนี้ ธกส.ต้องขายที่ดินใช้หนี้ บางรายก็ขายที่เพื่อจัดงานทำบุญ ขายที่เพื่อส่งลูกหลานเรียนหนังสือ บางรายขายที่เพื่อย้ายไปทำงานที่อื่น แต่เมื่อทำมาหากินไม่ดีก็ต้องกลับมาอยู่ถิ่นเดิม และต้องเช่าที่ดินคนอื่นทำกิน แต่บางรายก็ไม่เคยมีที่ดินทำกินมาก่อน ต้องทำงานรับจ้างหรือเช่าที่ดินจากคนอื่นทำกิน 

alt

alt

             บางรายก็โดนขับไล่ออกจากพื้นที่ป่าสงวนฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บ้างก็ถูกจับกุมดำเนินคดี ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำติดตามมา เพราะคนที่มีเงินก็สามารถครอบครองที่ดินได้เป็นจำนวนมาก บางรายมีที่ดินเกือบ 1,000 ไร่ ขณะที่คนยากคนจนไม่มีที่ดินแม้แต่เพียงกระแบะมือ นอกจากนี้ยังมีปัญหานายทุนจากต่างถิ่นเข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน โดยใช้นายหน้าในตำบลมาเกลี้ยกล่อมจนชาวบ้านยอมขายที่ดินให้

 

นำร่องการแก้ไขปัญหาที่ดินในจังหวัดสระแก้ว                  

             ในเดือนมีนาคม 2553 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในตำบลพระเพลิง และตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ รวมทั้งตำบลทุ่งมหาเจริญ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เหตุผลในการประกาศพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เนื่องจากในท้องที่ตำบลดังกล่าวมีเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง หรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ต้องเช่าที่ดินของผู้อื่นประกอบอาชีพอยู่เป็นจำนวนมาก 

              ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแควระบมและป่าสียัด ในส่วนที่มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมแล้ว ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่ชาวบ้านที่ขาดแคลนที่ดินทำกินต่อไป

              อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของชาวบ้านในตำบล รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน สภาองค์กรชุมชนตำบลพระเพลิงจึงได้นำปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินเข้าสู่ที่ประชุมในเดือนมีนาคม 2554 ที่หอประชุมโรงเรียนบ้านใหม่ไทรทอง หมู่ที่ 10   โดยมีสมาชิกสภาองค์กรชุมชน สมาชิกสภา อบต. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตัวแทนกลุ่มเยาวชนเข้าร่วม ฯลฯ 

              ผลจากการประชุมพบว่า มีชาวบ้านในตำบลพระเพลิงประมาณ 270 ครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกิน ทำให้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เช่น ชาวไร่ ชาวนา ต้องกลายเป็นคนทำงานรับจ้างเร่ร่อน ต้องเปลี่ยนแหล่งงานอยู่บ่อยๆ ปล่อยให้ลูกหลานอยู่กับตายาย เด็กและเยาวชนขาดความอบอุ่น บ้างก็เรียนไม่จบ ทำให้มีปัญหาต่างๆ ติดตามมา เช่น ยาเสพติด และเพศสัมพันธ์ก่อนวัยตามมา

              หลังจากการประชุมสภาองค์กรชุมชนแล้ว ต่อมาจึงมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินขึ้นมา ประกอบด้วย ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลพระเพลิง กองทุนสวัสดิการชุมชน ตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลพระเพลิง สภาเกษตรกรตำบลพระเพลิง   และเครือข่ายผู้ไม่มีที่ดินทำกินตำบลพระเพลิง 19 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 30 คน โดยมีบงกช บ่อกลาง เป็นประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตำบลพระเพลิง

              บงกช บ่อกลาง ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า ตำบลพระเพลิงเป็นหนึ่งใน 9 ตำบลในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นตำบลนำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ประกอบด้วย ตำบลแซร์ออ ตาหลัง วังสมบูรณ์ คลองไก่เถื่อน ทัพราช ทับพริก วังทอง บ้านแก้ง โดยมีตำบลคลองหินปูน ซึ่งอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหาที่ดินเช่นกันเป็นศูนย์กลางหรือเป็นตำบลต้นแบบ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น เน้นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

              โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เฉพาะตำบลพระเพลิงได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นไปแล้ว จำนวน 55,000 บาท และมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง พอช.กับคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลพระเพลิงไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นในด้านต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสังคมด้วย

               ที่ผ่านมาคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้ 1.ประชุมเพื่อศึกษาปัญหาของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 19 หมู่บ้าน 2.ประชุมร่วมกับสภา อบต.เพื่อสรรหาคณะทำงาน 3.จัดประชุมร่วมกับสมาชิกสภาเกษตรกรตำบลเพื่อปรึกษาและดำเนินการร่วมกัน 4.จัดเวทีประชุมประชาคมผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน 10 เวที ครอบคุลมทั้ง 19 หมู่บ้าน 5.สรุปรวบรวมปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข และ 6.เชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับตำบลอื่นๆ ในจังหวัดสระแก้ว

              บงกชกล่าวด้วยว่า ในปี 2555 นี้ คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินฯ จะร่วมกับ อบต.พระเพลิงสำรวจข้อมูลเรื่องที่ดินอย่างละเอียด ทั้งปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน ที่ดินที่ทับซ้อนกับป่าสงวนฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ว่ามีทั้งหมดกี่ไร่ กี่แปลง ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีที่ดินทับซ้อนประมาณ 3,000 ไร่ โดยจะมีการอบรมช่างฝ่ายโยธาของ อบต. เพื่อสำรวจและจัดทำแผนที่ทำมือ การทำแนวเขตที่ดิน การรังวัดพื้นที่ ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานปฏิรูปที่ดิน กรมป่าไม้ ฯลฯ

              ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับก็คือ ได้ข้อมูลและปัญหาที่ดินทำกินโดยละเอียด เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วถึงและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกินในตำบล และให้กลุ่มเป้าหมายทั้ง 270 ครอบครัวได้มีที่ดินทำกิน   

alt          

        

สร้างฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เข็มแข็งป้องกันที่ดินหลุดมือ 

             ถึงแม้ว่าปัญหาการขาดแคลนที่ดินในตำบลพระเพลิงกำลังจะได้รับการแก้ไข โดยคณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้พื้นที่ในตำบลพระเพลิงและตำบลใกล้เคียงเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งขณะนี้สำนักงานปฏิรูปที่ดินอยู่ในระหว่างดำเนินการ ส่วนชาวบ้านก็ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อมูล สำรวจและรังวัดพื้นที่ที่ทับซ้อนกับที่ดินของทางราชการ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าชาวบ้านที่ขาดแคลนที่ดินทำกินจะได้รับการจัดสรรที่ดินให้แล้วก็ตาม แต่หากชาวบ้านยังมีอาชีพ มีรายได้ไม่มั่นคง ที่ดินก็อาจจะหลุดมือออกไปอีก

             โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนายทุนจากนอกพื้นที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ซึ่งมีทั้งที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารการครอบครองใดๆ รวมทั้งที่ดิน สปก. ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถซื้อ ขาย จ่าย โอนได้ เพราะถือว่ายังเป็นที่ดินของรัฐ ยกเว้นการตกทอดทางมรดก แต่นายทุนก็มีความต้องการซื้อเพื่อนำมาปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ราคาซื้อขายไร่ละ 35,000 - 40,000 บาท ปัจจุบันชาวบ้านในตำบลได้ขายที่ดินออกไปแล้วประมาณ 2,000 ไร่

             บงกช บ่อกลาง กล่าวว่า การเข้ามากว้านซื้อที่ดินของนายทุนกำลังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ แต่หากชาวบ้านเห็นความสำคัญของที่ดินมากกว่าเงินก็คงจะต้องรักษาที่ดินเอาไว้ แล้วใช้ที่ดินสร้างอาชีพ สร้างรายได้ขึ้นมา โดยใช้ที่ดินให้เกิดคุณค่ามากที่สุด เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ วนเกษตร หรือเกษตรผสมผสาน  

             ตัวอย่างเช่น ตนเองมีที่ดินอยู่ 6 ไร่ แบ่งพื้นที่เพื่อขุดสระน้ำแล้วเลี้ยงปลาจำนวน 2 บ่อ ปลูกข้าว 2 ไร่ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำเอง พื้นที่ที่เหลือก็ปลูกต้นไม้โตเร็วเพื่อเอาไว้ใช้สอย เช่น เทพา มะฮอกกานี ฯลฯ ปลูกผักสวนครัว ปลูกผลไม้ต่างๆ เอาไว้กิน แบ่งปันเพื่อนบ้านบ้าง ที่เหลือจึงขาย แม้ไม่มีรายได้มากนัก แต่ก็ไม่มีรายจ่าย เพราะมีข้าวปลาอาหารพอกินในครอบครัว จึงทำให้มีเงินเหลือเก็บ และที่สำคัญก็คือ จะต้องยึดหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย

             นอกจากนี้จะต้องพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ในการเกษตร เนื่องจากพื้นที่ในตำบลพระเพลิงมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแหล่งน้ำ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชัน เมื่อฝนตกลงมาน้ำก็จะไหลเร็วและไหลลงคลองต่างๆ ในตำบลทำให้กักเก็บน้ำไม่อยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาหน่วยงานในท้องถิ่นจะสร้างฝายเก็บน้ำขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในแต่ละหมู่บ้าน ทำให้เก็บน้ำไม่ได้ ฝายบางแห่งก็พังเสียหาย เพราะสร้างไม่ได้มาตรฐาน

alt 

             “เมื่อมีที่ดินแล้ว เราก็ต้องพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ เป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจในชุมชนให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชีพที่มีอยู่แล้ว เช่น กลุ่มทำนาอินทรีย์ ธนาคารข้าว กลุ่มปุ๋ย ฯลฯ เมื่อชาวบ้านมีรายได้ สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี ก็ไม่มีใครคิดที่จะขายที่ดินออกไปอีก ครอบครัวก็ไม่ต้องแตกแยก ไม่ต้องออกไปเร่ร่อนรับจ้างทำงานต่างถิ่น ปัญหาเด็กและคนแก่ถูกทอดทิ้งก็จะไม่เกิดขึ้น”  ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter