playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง หมู่บ้าน ตำบล จังหวัดทำงานร่วมกัน กำหนดทิศทางเป้าหมายร่วม ใช้พื้นที่เป็นหลัก ประเด็นเป็นเครื่องมือ เปลี่ยนสำนึกการพึ่งพาเป็นสำนึกรักท้องถิ่น พึ่งพาตนเอง เปลี่ยนสำนึกจากการเป็นเจ้านายประชาชนของราชการเป็นคนรับใช้ประชาชน

วันที่ 30 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ร่วมกับมูลนิธิชุมชนไท และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดเวทีวิชาการ “การปฏิรูปเชิงพื้นที่ระดับจังหวัดและภูมินิเวศ” เพื่อสานพลังเติมเต็มศักยภาพ การปฏิรูปขบวนชุมชนท้องถิ่นในระดับพื้นที่ตำบล จังหวัด ภูมินิเวศ สู่การจัดระบบความสัมพันธ์ใหม่ และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนาในระดับพื้นที่ ในการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ.2555 “เพิ่มพลังพลเมือง สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ” วันที่ 30-1 เมษายน 2555 จัดโดยสำนักงานปฏิรูป (สปร.)


altนายสมหมาย ทรัพย์รังสิตกุล ปราญช์ชาวปกาเกอะญอ กล่าวว่า สมัยก่อนเราอยู่แบบพึ่งพาตนเอง ทำไร่ ทำนา ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชเพื่อกินที่เหลือจึงขาย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าชาวกะเหรี่ยง หรือชาวเขาเป็นผู้ทำลายป่า เป็นผู้ทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารทำให้น้ำแล้ง แต่หากมองกันดีๆ ภาพของการบุกรุกทำลายป่า ภูเขามีแต่ไร่ข้าวโพดนั้น มีนายทุนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแทบทั้งสิ้น สัตว์ป่า งาช้าง ใครอยากได้ถ้าไม่ใช่คนนอกอย่างนายทุน

 

ปราญช์ชาวปกาเกอะญอ กล่าวต่อว่า คนกะเหรี่ยงมีวิถีที่พอเพียง และเคารพธรรมชาติ เราอย่าไปโทษแต่ชาวบ้านที่ทำมาหากิน ต้นน้ำลำธารป่าไม้ถูกทำลายใครผิด ใครเป็นคนทำลายป่า ถ้าให้ชาวบ้านจัดการตนเอง ดูแลรักษาผืนป่า เป็นแบบนี้ไหวไหม อย่าบอกให้ชาวบ้านทำ เราทุกคนต้องทำ ที่สำคัญผู้หลักผู้ใหญ่ต้องล้างสมองตัวเองก่อน และทุกคนต้องจัดการตัวเอง

 

altนายยุทธชัย บุตรแก้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ความเข้าใจระหว่างกันของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในอดีตที่ผ่านมาจนปัจจุบันความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ แต่ก็มีทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อคนต้นน้ำไม่มีกิน ก็จะกระทบกับคนปลายน้ำอย่างแน่นอน เพราะเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้ ชาวบ้านไม่รู้จะจัดการอย่างไร ก็เข้าป่าล่าสัตว์ หรือเอาสินทรัพย์จากป่าสร้างรายได้เพื่อใช้หนี้ ซึ่งรัฐเองก็ไม่เข้าใจวิถี เอาเงินลงมาสร้างนโยบายลงมา แต่กลับทำให้เกิดปัญหาชาวบ้าน

 

นายยุทธชัย เสนอว่า เราควรผลักวิถีชุมชน วิถีของคนที่อยู่ร่วมกับป่า ออกเป็นกฏหมาย หรือระเบียบ อาจไม่เหมือนกันทุกพื้นที่ เป็นลักษณะของกฏหมายเชิงจารีตประเพณี เพื่อมีพื้นที่ให้ชาวบ้านชนเผ่า หรือชาวเล มีพื้นที่เข้าไปเสนอความคิด มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

 

altนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า ภาคเหนือนั้นเกี่ยวโยงกับการจัดการลุ่มน้ำใน 2 ลักษณะคือ ต้นน้ำปิง วัง ยม น่าน และลุ่มน้ำสาละวิน หากย้อนกลับไปราว 30 ปี เรามีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่เปลี่ยนไปเพราะการพัฒนาขนาดใหญ่ ในอดีตเราดูแลตนเองได้ สิ่งที่ถูกเปลี่ยนเพราะเกิดจากการพัฒนาที่ไม่เข้าใจกลุ่มชาติพันธ์ที่มีมากกว่า 15 ชนเผ่า ซึ่งการพัฒนานั้นต้องสอดคล้องกับวิถีของคนภาคเหนือ

 

อย่างในเรื่องน้ำท่วม รัฐมองการแก้ปัญหาด้วยโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญา หรือระบบเหมืองฝาย ที่เป็นการจัดการที่สอดคล้องกับวิถีและสมดุลกับธรรมชาติ การพัฒนาของรัฐจึงทำให้ความสุขของคนในสังคมลดลง ในอดีตอยู่ดีมีสุข หากเราต้องการจัดการตนเอง ให้นึกถึงเข้าใจอดีต ทำให้เห็นปัจจุบัน ให้คนได้เข้าใจ ไม่โลภ ไม่ทำลาย เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม เริ่มจากตัวเรา หากมีชีวิตฟุ้มเฟื่อยเราต้องกลับมาทบทวน ในการพัฒนานั้นประชาชนต้องมีส่วนร่วม อย่างการจัดการป่าต้นน้ำ ข้าวโพด ยางพารา รุกเข้าทำลายป่า นโยบายเราจะทำอย่างไรให้หลากหลายยั่งยืน ต้องมีจุดเริ่มต้น ถึงจะมีอนาคต ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำโขง กล่าวทิ้งท้าย

 

altนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า การจัดการโดยชุมชน ที่อาศัยจารีตประเพณีอย่างวัฒนธรรมของคนกะเหรี่ยง ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ตัดต้นไม้ใหญ่ บ้านเรือนสร้างด้วยไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวิถีที่ไม่เอาเปรียบธรรมชาติอยู่กี่ร้อยปีก็อยู่ได้ ปัญหาคือคนเมืองที่กินไม่รู้จักพอ การประกาศเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เขตอุทยาน เมื่อก่อนบ้านเรามีความสมบูรณ์ของทรัพยากร วันนี้เหลือป่าไม้อยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์

 

บ้านเราเจ้าหน้าที่ใช้กฏหมายเป็นตัวตั้ง ก็กระทบกับชาวบ้าน เพราะไม่เข้าใจระบบวัฒนธรรมจึงก่อให้เกิดความขัดแย้ง ชาวบ้านไม่เคยคิดที่จะยึดครองที่ดิน ไม่ต่างจากชาวมอแกนที่ไม่คิดที่จะยึดชายหาด

 

เมื่อระบบชลประทานเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ ติดกับเรื่องข้อกฏหมาย รัฐส่วนกลางแบบหนึ่ง ท้องถิ่นก็แบบหนึ่ง ปัจจุบันมีคนมากกว่า 4 ล้านคนที่ขัดแย้งกับรัฐ การประกาศกฏหมายทับที่ทำกิน สรุปว่า กฏหมายรังแกชาวบ้าน หรือว่าชาวบ้านผิดจริง  วิถีหาอยู่หากินการหาเห็ด เก็บหน่อไม้ ถ้าใช้กฏหมายแบบแข็งจะเกิดปัญหา เพราะมีฐานการคิดคนละอย่างกับรัฐ อย่างการทำไร่หมุนเวียน ในเชิงกฏหมายมีปัญหา

 

นายหาญณรงค์ กล่าวต่อว่า หากดูเรื่องการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งการจัดการต้องต่างกัน แต่ละชุมชนมีสิทธิในการจัดการตนเองโดยมีข้อตกลงร่วมกัน อย่างหมู่บ้านลุงสมหมาย จัดการตนเองอยู่ดีๆ สมมุติมีถนน 4 แลนผ่าเข้ามากลางหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร ภาครัฐต้องวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับชุมชน การจัดการป่าต้นน้ำ หากต้องย้ายคน 4 ล้านคน นับเป็นเรื่องน่ากังวล รัฐส่วนกลางต้องสร้างความเป็นธรรมกับชุมชนอื่น หน่วยงานผู้วางแผนต้องเข้าใจชุมชน การจัดการอำนาจจากส่วนกลาง ภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นต้องมีข้อเสนอที่สมดุล ต้องฟังจากข้างล่าง ชุมชนมีส่วนร่วมอะไร

 

altนายวิรัตน์ สุขกุล แกนนำจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า การจัดการตนเองต้องเริ่มที่จิตสำนึกความรักท้องถิ่นรักชุมชนตนเอง ระบบสังคมไทยที่เป็นอยู่ไม่เปิดให้พี่น้องมีส่วนร่วมกำหนด ถ้าจะกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึก เราต้องมีข้อตกลงที่ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันกำหนดทิศทางการสร้างความสงบสุข เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

 

ที่อำนาจเจริญ ประชาชนเรือนหมื่นมาร่วมกันประกาศธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ที่เป็นข้อตกลงของคนอำนาจที่มุ่งจัดการตนเองในทุกเรื่องราว ทำอย่างไรจังหวัดอำนาจเจริญจะมีแผนการพัฒนาที่มาจากพี่น้องประชาชน เราเสนอว่าควรมีสภากลาง ที่เป็นกลไกตั้งแต่สภาหมู่บ้าน สภากลางตำบล ที่ประกอบด้วย อปท. สภาองค์กรชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน มาร่วมกันกำหนด 1 พื้นที่ 1 แผนพัฒนา และในระดับจังหวัดก็ควรมีเวทีกลาง โดยมีหน่วยงานต่างๆ มาร่วมกันทำแผนให้ได้

 

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า เราใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด เราจะทำงานร่วมกัน มีทิศทางเป้าหมายร่วมกัน ใช้พื้นที่เป็นหลัก ประเด็นเป็นเครื่องมือ เพื่อเปลี่ยนสำนึกการพึ่งพา เป็นสำนึกรักท้องถิ่น พึ่งพาตนเอง เปลี่ยนสำนึกจากการเป็นเจ้านายประชาชนของราชการ เป็นคนรับใช้ประชาชน และต้องยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค หากไม่ไม่แก้ชุมชนไม่อาจลุกขึ้นมาจัดการตนเองได้

 

altดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้กล่าวว่า การที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาจัดการตนเองได้ ต้องเข้าใจทิศทางการพัฒนา หากคิดเรื่องการจัดการตนเองบนกรอบอนุรักษ์นิยม หรือแบบเดิมจะไปไม่รออด การมองภาพเชิงระบบที่ทำให้เราจำแนกความซับซ้อน ที่มีความหลากหลาย และยืดหยุ่น เกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ การไหลเวียนข้อมูล ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า สังคมมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะสร้างความสมดุลได้อย่างไร

 

ในเรื่องสงขลาพอพียง เราเริ่มจากคนที่เกี่ยวข้อง ภาคราชการ ท้องถิ่น เอกชน ประชาสังคม มีมูลนิธิชุมชนสงขลาเป็นตัวขับคลื่อน ทำความเข้าใจในทิศทางที่เราอยากเห็น อยากไป เราอาศัยหลักการพอเพียง ความเอิ้ออาทร มีบางคนเสนอให้สงขลาเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมแพค บ่อน ซ่อง ฯลฯ เราต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ อย่าปฏิเสธภาครัฐต้องดึงเข้ามาร่วม การทำงานหวังทั้งในเชิงปริมาณและ คุณภาพต้องไปคู่กัน มีจุดร่วมที่เห็นเหมือนกัน การจัดการตัวเองเพื่อลดความเลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรม เรื่มที่การเมืองภาคพลเมือง ตระหนักในสิทธิหน้าที่ของพลเมือง

 

alt alt

 

alt alt

alt alt

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter