เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา เครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป มูลนิธิชุมชนไท และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดประชุมวิชาการ “แผนพัฒนา เศรษฐกิจ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม : พลังชุมชนเปลี่ยนประเทศไทย” ในงานสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 ณ ห้องปฏิรูป 1 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ จัดโดยสำนักงานปฏิรูป (สปร.)
นายประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์บ้านไม้เรียง ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เรื่องการทำแผนเชื่อว่าทุกคนเคยทำมาแล้ว ส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยทำกันคือการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ เพราะแผนชุมชนนับเป็นกระบวนนการเรียนรู้ ที่ต้องลงมือทำทดลองใช้ ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำแผนเพื่อให้ได้แผน หากแผนจะมีประสิทธิภาพต้องมีการเรียนรู้ ไม่ใช่แพนแล้วนิ่ง (planning) ต้องนำข้อสรุปร่วมกันสู่การปฏิบัติ จึงสามารถพัฒนาไปสู่สิ่งดีๆ ได้ อย่างการทำแผนที่บ้านไม้เรียง เราใช้เวลาทำถึง 2 ปี เน้นกระบวนการเรียนรู้ และทำไปทีละเรื่อง ทำข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะครอบคลุมข้อสรุปทั้งหมดของพื้นที่
“ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นต่างคนต่างทำแผนของตนเองมันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าแผนเป็นเครื่องมือ เมื่อจัดทำแล้วต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติ จึงจะสร้างความเข้มแข็งชุมชนได้ และต้องมีวิธีการไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว โดยสอดคล้องกับสภาพปัญหา และหน่วยงานท้องถิ่นปฏิบัติได้ไม่สร้างความขัดแย้ง ถ้าทุกชุมชนทำแผนของตนเองแล้วจะทำให้ความหลากหลายเกิดขึ้น”
ปราชญ์บ้านไม้เรียง ให้แง่คิดต่อว่า บางเรื่องทำเอง บางเรื่องร่วมกับภาคีต่างๆ สร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์จะทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้ เรื่องงบประมาณไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะบางอย่างเราไม่ต้องขอใคร อย่างโรงยางที่ไม้เรียง เกิดจากการระดมทุนจาก 37 ครอบครัว ร่วมกันตั้งโรงยางที่มีมูลค่า 1 ล้านกว่าบาทได้ หรืออย่างเครือข่ายยมนา จัดตั้งบริษัทที่มีเงินลงทุน 5 ล้าน แปรรูปข้าว ทำแป้งขนมจีน แปรรูปผลผลิตการเกษตร ที่เกิดจากการทำข้อมูล หากมีความเข้าใจ บวกความตั้งใจเชื่อมั่นว่าทำได้ บริษัทที่ชาวบ้านร่วมกันทำเคยมีคนขอซื้อด้วยเงิน 20 ล้าน แต่ชาวบ้านตัดสินใจไม่ขาย เพราะเชื่อว่าชุมชนทำได้และทำได้ดีด้วย ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวสามารถขายผลผลิตได้ถึงปีละ 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผน 11 แผนชุมชนได้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการแล้ว สภาพัฒฯได้บรรจุไว้ โดยมุ่งพื้นฟูคณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นกลไกทำแผนชุมชน แล้วเชื่อมกับแผน อบต. มาช่วยกันทำแผนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เชื่อมโยงแผนท้องถิ่น ยกสู่ระดับจังหวัด เพราะปัจจุบันหน่วยงานรัฐตั้งงบประมาณที่จังหวัด เริ่มตั้งแต่ปี 55 ถึงปี 59 เราต้องร่วมกันทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้
นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านหนองกลางดง ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่าเมื่อปี 42 ได้มีโอกาสเรียนรู้จากน้าประยงค์บ้านไม้เรียง และนำมาปรับใช้ที่หนองกลางดง ซึ่งแผนจะสำเร็จได้ต้องมุ่งพัฒนาคนเป็นสำคัญ ที่นี่เราจัดตั้งสภาผู้นำชุมชน ในลักษณะสภาผู้นำหมู่บ้านทั้งผู้นำทางการและผู้นำธรรมชาติ เป็นสภา 59 เพราะมี 59 คน มีการออกแบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์สังเคราะห์ มุ่งเก็บข้อมูล เพราะข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่เอามากำหนดทางออก ทางแก้ รวบรวมสังเคราะห์เป็นความรู้ของตนเอง นอกจากนั้นยังสร้างให้เกิดจิตสำนึกจากข้อมูลที่จัดเก็บมาได้อีกด้วย
“ชาวบ้านต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นพึ่งพาตัวเองมากกว่าพึ่งคนอื่น ในอดีตชาวบ้านใช้นามสกุลพึ่งตนเอง เมื่อถูกกระตุ้นโดยรัฐ จึงเปลี่ยนเป็นนามสกุลเป็นพึ่งพางบประมาณ แม้จะได้ในเชิงปริมาณ แต่ต้องมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อสร้างคุณภาพ”
ผู้ใหญ่ ให้ข้อคิดต่อว่า เราสามารถสร้างความเชื่อถือจากภายนอกได้ โดยเราต้องเชื่อมั่นตนเอง ทำข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อก่อนแยกกันให้ข้อมูลกับขบวนนั้นขบวนนี้ที ซึ่งแผนที่ดีต้องมีทางออกของชุมชน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน 1) แผนที่เราทำเอง ไม่ต้องรอใคร 2) แผนทำร่วม เชิญนักวิชาการ หน่วยงาน สังเคราะห์ข้อมูล วิชาการ เราต้องคิดว่าให้ใครมาร่วมกับเราเรื่องอะไร 3) เป็นแผนการทำขอ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ ไฟ เป็นต้น
หลายเรื่องได้ผลเพราะเป็นเรื่องที่เราทำเอง เช่น ร้านค้าชุมชน โรงสีข้าว ที่ปัจจุบันเติบโตอย่างยั่งยืน เกิดขึ้นได้จริง เราให้น้ำหนักอย่างมากกับเรื่องประชาธิปไตยชุมชน เพราะในอดีตตำบลเรามีความแตกแยก แต่หลังจากทำกระบวนการที่ต่อเนื่องมา 16 ปี มีการประชุมพูดคุยกันทุกเดือน ทำข้อมูลข้อเสนอเสร็จก็เอามาผ่านสภาประชาชน ยกร่างแล้วให้ชาวบ้านลงมติ เมื่อชาวบ้านเห็นด้วยจึงกำหนดขึ้นเป็นแผน
ทำแบบเล็กๆ ไม่ต้องเริ่มแบบใหญ่ๆ เชื่อมั่นว่าชุมชนทำได้ นายโชคชัย กล่าว
รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แผนชุมชนถึงขนาดเปลี่ยนสังคมไทยได้ไหม เป็นโจทย์หนัก เราควรพัฒนาทีละขั้นบันได อย่างชาวบ้านที่สันกำแพง เชียงใหม่ มีแผนที่เกิดจาก คำถามง่ายๆ ว่าสหกรณ์โคนมมีสมาชิกประมาณ 700 คน มีวัวประมาณ 100 ตัว เรามีปัญหาเรื่องขี้วัวจากการเลี้ยงโค เราสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไหมจากขี้วัว ปรากฏว่าชาวบ้านสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว
และเมื่อปลูกหญ้าเพื่อขายให้คนเลี้ยงโคไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำก็ไม่มีหญ้า ชาวบ้านช่วยกันคิดจึงเกิดการดึงน้ำจากคลองส่งน้ำมาปัญหาก็หมดไป ที่ผ่านมาส่วนมากระบบการแสวงหาทางออกร่วมกันยังไม่มี หรืออย่างที่ จ.ตาก แม้จะมีกระบวนการเรียนรู้ แต่ก็ติดขัดที่ไม่มีเยาวชนคนสืบทอด เมื่อก่อนไม่ได้คิดเรื่องนี้ ซึ่งกระบวนการทำแผนต้องใช้เวลา มองอนาคตข้างหน้า และมองหาเยาวชนรุ่นหลังคือใคร พอโยนปัญหาจึงเริ่มคิดและก็สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม รศ.ตระกูล มองว่า กระบวนการผลักดันแผนเพื่อเอางบมาจากท้องถิ่น พบปัญหามากหาทางออกลำบาก หน่วยงานท้องถิ่นยังไม่สามารถสนองตอบแผนชุมชนได้ เพราะยังไม่มีการเชื่อมโยง การสร้างสายใยสัมพันธ์ไม่เกิด ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ตอบแผนมากน้อยแค่ไหน ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการตอบแผนชุมชน มีแต่ตอบโครงการใหญ่ๆ ตอบโครงการของผู้บริหาร เราต้องเสนอแผนและผลักดันสู่ยุทธศาสตร์จังหวัดให้ได้
ในการจัดทำแผนมีบางกระบวนการที่ขาดหาย ความฮึกเหิมจึงไม่เกิด ซ้ำผู้นำ กลุ่มผู้นำ ไม่มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ว่าเป็นตัวแทนรัฐ หรือเป็นตัวแทนประชาชนกันแน่ ซึ่งชุมชนต้องคิดว่ามีเงินที่ไหนไปเอามาที่นั่น เงินไม่ว่ามาจากที่ใด แต่ดึงมาตอบสนองแผนชุมชนได้เป็นพอ
ชุมชนสามารถระดมทรัพยากรตนเองมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา เราต้องไม่คิดแค่เรื่องงบประมาณ เราเข้าไปมีบทบาทในกรรมการหมู่บ้าน เข้าไปยึดแนวคิด และร่วมผลักดัน เป็นการเมืองสร้างพลังต่อรอง จุดสำคัญที่เราต้องยึดกุม ไม่ใช่ไปขอทานร้องขอ แต่เขาต้องมาถามเราว่าเราต้องการอะไร สร้างเป็นพลังต่อรอง ให้พลังขับเคลื่อนนี้กระจายไปทั่ว
นายแก้ว สังข์ชู คณะประสานงานเครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาคกล่าวว่า ตนเองนั้นทำเรื่องแผนชุมชนมากว่า 18 ปีตั้งแต่ปี 38 เป็นการยกระดับจากการรับรู้ไปสู่นโยบาย และขบวนมีความเป็นหนึ่งพอที่จะนำพาองคาพยพ โดยใช้แผนเป็นเครื่องมือสำคัญ แม้ไม่ค่อยเห็นรูปธรรมที่เป็นจริง แต่จากที่ปฏิบัติกับตัวเอง เริ่มจากแผนครอบครัว เชื่อมั่นว่าแผนเป็นทางออกและทางรอดของสังคมได้
ส่วนใหญ่ที่ทำแผนเน้นวิธีการ มากกว่ากระบวนการเรียนรู้ข้อมูล ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นที่ ต.บัวใหญ่ จ.น่าน หรือที่บ้านหนองกลางดง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้เพียงแค่แผน แต่ได้คนมาด้วย เราต้องพัฒนาท่ามกลางปฏิบัติ ใช้เหตุ ใช้ผล พูดด้วยข้อมูล จะสร้างให้เกิดผลผลิตสองระดับ คือการเรียนรู้ตัวเอง และนำไปสู่การจัดการของชุมชน
แม้ยังมีจุดอ่อนอยู่ทั่วประเทศ แต่ก็เป็นความท้าทายที่ยากมาก เพราะวิธีคิดสังคมยังมองเป็นเรื่องของนักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน และแผนฯ เป็นการบอกตัวตน นั่นคือสาระของชุมชน ไม่ใช่เทคนิคการจัดทำ กระบวนการที่สำคัญหัวใจคือตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ เป็นเจ้าของต้นทาง
วันนี้ เสนอในเชิงยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เอาเครื่องมือลงสู่การปฏิบัติ กระบวนการจัดทำแผน บ้านใครบ้านมัน สร้างจุดร่วมและยกระดับ แต่เรายังขาดการประมวลผลพื้นที่อยู่แบบไหนอย่างไร พัฒนาให้เข้ากับสถานะการณ์พื้นที่ใช้หลักการเรียนรู้ เราได้บทเรียนจากไม้เรียงมายกระดับ เราจะบูรณาการสู่การจัดการในท้องถิ่นอย่างไร โจทย์ร่วมคือให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของการพัฒนา เจ้าของข้อมูล เจ้าของการตัดสินใจ แต่ที่ไปไม่ถึงเพราะถูกแทรกแซง นายแก้ว สรุปส่งท้าย






