วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๕ สำนักงานโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมกับ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กลุ่มเครือข่ายสถาปนิก CAN มูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย (ACHR) และเครือข่ายองค์กรชุมชนโครงการบ้านมั่นคง จัดเวทีเสวนา “ผังชีวิต-ผังตำบล สู่ชุมชนยั่งยืน”ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการจัดทำผังตำบลร่วมกันระหว่างสถาปนิกชุมชน เครือข่ายสถาปนิก สถาบันการศึกษา และสาธารณะชน ต่อบทบาทสถาปนิกชุมชนกับการทำงานชุมชนและสังคม สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ณ ห้อง JUPITER ๘ – ๑๐ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นองค์ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ การปฏิรูปที่ดินแนวใหม่ : การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ชุมชนยั่งยืน
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ การปฏิรูปที่ดินแนวใหม่ : การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ชุมชนยั่งยืนว่า ในเรื่องของชุมชนยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะแก้ไขวิกฤตทั้งในระดับประเทศและทั้งโลก กระแสการพัฒนาในปัจจุบันที่มุ่งสู่การพัฒนาระบบทุนนิยม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำไปสู่การเกิดช่องว่างทางสังคม เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ มีผลการวิจัยที่ค้นพบว่า ที่ไหนมีความเหลื่อมล้ำมากจะเกิดปัญหาที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ อาชญากรรม เกิดสงคราม เกิดภัยพิบัติ เกิดผู้คนล้มตาย วิกฤตด้านอาหาร เป็นต้น และนี่คือความล้มเหลวของระบบใหญ่ ที่ไม่มีฐานอยู่ในหน่วยย่อย การอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง และสมดุล ระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม ระบบที่ซับซ้อนที่สุด คือร่างกายของเรา หากอันใดอันหนึ่งล้มเหลวร่างกายของเราก็จะล้มเหลวไปด้วยเช่นกัน หากระบบทั้งหมดถูกต้อง เราจะมีสุขภาพดี
หน่วยย่อยของสังคม คือ ชุมชน ชุมชนคิดถึงการอยู่ร่วมกัน ไม่ได้คิดถึงกำไรสูงสุด เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อม ที่ต้องพึ่งพากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ชาวบ้านมีการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล มีกระบวนการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ความสมดุลทำให้เกิดความยั่งยืน ทั้งนี้ ๓ อำนาจ ที่ทำให้ชุมชนแตกและสลายลง คือ อำนาจรัฐ ที่ไม่รู้เรื่องชุมชน รวมศูนย์อำนาจ อำนาจเงิน และอำนาจความรู้ ที่ไม่เข้าใจเรื่องชุมชน เช่น ระบบการศึกษาบ้านเราที่ไม่เข้าใจวิถีชุมชน ท่องแต่วิชา ท่องแต่หนังสือ ทำให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตน
“รากเหง้าของเราคือวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม การดิ้นรนคือวิถีชีวิตที่จะต้องอยู่ให้ได้และสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมนั้น ทำให้เกิดความเชื่อร่วมกัน เกิดคุณค่าร่วมกัน เกิดขนบธรรมเนียบประเพณีร่วมกัน เกิดกฎระเบียบร่วมกัน เกิดการแต่งเนื้อแต่งตัว เกิดการอยู่การกินร่วมกัน ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ล้วนเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เหมาะกับตัวเอง เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชน ไม่มีวัฒนธรรมใครเหนือใคร ทุกคนทุกกลุ่มมีเกียรติเหมือนกันหมด ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ทุกคนจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นภูมิปัญญาตามวัฒนธรรม หากเราเคารพอะไร ก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น”
ในเรื่องของชีวิตชุมชน เป็นชีวิตที่มีศีลธรรม ศีลธรรมคือการอยู่ร่วมกัน “ชุมชนยั่งยืน” เป็นหัวใจของเรื่องที่จะแก้วิกฤตของโลก เพราะชุมชนคือหน่วยย่อยที่ถูกต้อง แนวทางเหล่านี้จะง่าย หากเราจับเป็นศูนย์กลางหรือเป็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนา โดยมีกระบวนการชุมชน ประกอบด้วย ประการแรก แต่ละชุมชนมีผู้นำตามธรรมชาติเช่น ผู้นำกลุ่มอาชีพ ผู้นำผู้สูงอายุ ศิลปิน ฯลฯ มารวมตัวกัน ประมาณ ๓๐-๔๐ คน เป็น “สภาผู้นำชุมชน” ซึ่งจะต้องมีคุณลักษณะ ๕ ประการ คือ เป็นคนที่คิดถึงส่วนรวม เป็นคนสุจริต เป็นคนฉลาด มีสติปัญญา เป็นคนสื่อสารเก่ง และเป็นที่ยอมรับจากบุคคลทั่วไป และมีผู้นำเป็นทางการ ๓ คน คือ ผู้ใหญ่บ้าน ๑ คน สมาชิก อบต. ๒ คน และต้องรวมตัวกันเองอย่าให้ใครแต่งตั้ง ถือเป็นหน่วยย่อยที่ถูกต้องเกิดจากการก่อตัวกันขึ้นเอง เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ประการที่สอง มีการสำรวจข้อมูลชุมชน ประการที่สาม เกิดแผนชุมชนที่เกิดการบูรณาการร่วมกัน ประการที่สี่ การรับรองแผนชุมชน โดยสภาประชาชน ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง และเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพที่สุด ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ผ่านการซื้อเสียง และประการสุดท้าย คนทั้งชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนแผนชุมชน ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างบูรณาการ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง จึงจะเกิดการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันเกิดความยั่งยืน เพราะมีความสมดุล การที่จะอยู่อย่างสมดุล ต้องเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ ซึ่งประเทศไทยยังคงเน้นกระบวนการพัฒนาโดยกรมมาธิปไตย เอากรมเป็นตัวตั้ง และแยกส่วนเป็นเรื่องๆ
การพัฒนาอย่างบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง คือ ชุมชนต้องจัดการตนเอง จังหวัดต้องจัดการตนเอง และมีการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย โดยเชื่อมโยงระบบที่ทำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน คือ ระบบเศรษฐกิจ ทุกคนในพื้นที่มีอาชีพ มีสัมมาชีพ เป็นอาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ระบบจิตใจ ระบบสังคม มีการตั้งเป้าหมายคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน โดยมีการสำรวจข้อมูลชุมชน เช่น คนแก่ เด็ก ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ เป็นต้น มีการจัดระบบจัดกองทุนเพื่อช่วยเหลือกัน ระบบวัฒนธรรม ระบบสิ่งแวดล้อม ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษา และระบบประชาธิปไตย
“การปฏิรูปที่ดินสู่ชุมชนยั่งยืนนั้น ควรมีองค์ประกอบสำคัญหลายปัจจัย อาทิ ชุมชนเป็นสถาบัน ชุมชนต้องสามารถจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เช่น การจัดการการใช้ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ชุมชนมีสถาบันการเงินของชุมชนเอง มีการศึกษาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน คือ ชุมชนจัดดการตนเอง เมื่อชุมชนเป็นหัวใจของการพัฒนา ที่เรียกว่าหน่วยย่อยที่มีความถูกต้อง ฉะนั้นต้องมีเรื่องที่ดินของชุมชน ถ้าจับตรงนี้ได้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ใหญ่ๆ ได้ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ถ้ามีที่ดิน คนในชุมชนสามารถมีสัมมนาชีพได้อย่างเต็มที่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร วิกฤตด้านอาหารเป็นเรื่องใหญ่ของโลก ปัจจุบันต่างชาติกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำอาหาร แม้จะเกิดวิกฤตอย่างไรหากเรามีความมั่นคงด้านอาหารก็จะสามารถจัดการได้ การสร้างความเป็นป่า รวมถึงการแก้ไขน้ำท่วม ถ้าชุมชนมีที่ดินเขาสามารถขุดสระ เก็บน้ำไว้ได้ ชุมชนสามารถปลูกผัก สร้างอาชีพ จะก่อให้เกิดการบูรณาการและดุลยภาพของประเทศ ฉะนั้นสิ่งที่เราขับเคลื่อนในเรื่องของผังชีวิต ผังตำบล สู่ชุมชนยั่งยืน และการปฏิรูปที่ดินนั้น จะต้องส่งต่อความเข้าใจไปให้คนไทยเข้าใจโดยทั่ว ว่าชุมชนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา เรื่องที่ดินเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ และจะทำให้เกิดการสร้างดุลยภาพของประเทศให้กลับคืนมา”
ด้านนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา เลขาธิการมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย(ACHR) กล่าวว่า ปัญหาประเทศไทยในปัจจุบัน เกิดปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ ปัญหาคอรัปชั่น ทุกปัญหาลงไปที่ชุมชนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือชาวบ้านที่อยู่ฐานรากสุด ในช่วง ๑๕-๒๐ ปีที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเองในระดับตำบล จังหวัด ภูมินิเวศน์ เช่น การจัดการเรื่องที่ดิน การจัดการเรื่องน้ำ และทรัพยากรของชุมชนเอง เป็นต้น พื้นที่ข้างล่างเปิดมากขึ้น ชาวบ้านสามารถเข้าถึงสื่อ กระบวนการของชุมชนที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง เป็นพลังที่มหาศาล เพื่อปฏิรูปสังคมท้องถิ่น
“อาชีพสถาปนิกนับเป็นเป็นอาชีพที่สำคัญมาก ถ้าเราเข้าใจเรื่องการวางผัง วางแผนของประชาชน และเอื้อให้ประชาชนได้มาวางแผนในพื้นที่ นำนามธรรมและรูปธรรมมาร่วมกัน มีวิธีการ มีกระบวนการ มีการจัดการร่วมกัน รวมถึงการจัดกระบวนการและขบวนใหม่ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก เป็นทิศทางที่ชัดเจน ผังตำบลสามารถอธิบายถึงผลกระทบ วิถีชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม พื้นที่มีทั้งผัง มีแผน มีทุน มีขบวนการ มีแนวคิดในการที่จะพัฒนา เป็นความรู้ผสมกันระหว่างคนในพื้นที่ และการเสริมจากภายนอก โดยชุมชนเป็นหลักและแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เป็นการคลี่คลายปัญหาร่วมกัน เราต้องเปลี่ยนในพื้นที่ และพื้นที่หลายๆ พื้นที่มาโยงกัน เป็นการพัฒนาที่พื้นที่เป็นคนกำหนดและลุกขึ้นมา มีกระบวนการต่อรองและหารือกัน ซึ่งการวางผังเป็นการเสริมพลังในพื้นที่ เพื่อเกิดความเท่าเทียม เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีร่วมกัน”
เวทีดังกล่าวได้นำเสนอพื้นที่รูปธรรม ๓ พื้นที่ ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาที่ดิน ต.คลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว , ผังตำบล ผังชีวิต คนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ และการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมข้าว กรณีศึกษา ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคามเพื่อเป็นกรณีศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานพัฒนาที่มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นแกนหลัก ร่วมกับสถาปนิกชุมชน และหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น ในการแก้ไขปัญหาในหลากหลายมิติทั้งในระดับตำบล จังหวัด และภูมินิเวศน์
ด้านนางสาวสุมล ยางสูง รักษาการผู้จัดการสำนักงานโครงการบ้านมั่นคง กล่าวว่า พอช. ร่วมกับภาคีที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยของชุมชนผู้มีรายได้น้อยจากหลายภาคส่วน จัดเวทีเสวนา “ผังชีวิต-ผังตำบล สู่ชุมชนยั่งยืน” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการจัดทำผังตำบลร่วมกันระหว่างสถาปนิกชุมชน เครือข่ายสถาปนิก สถาบันการศึกษา และสาธารณะชน ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปนิก ปี ๕๕ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๙ เมษายน ภายใต้แนวคิด Water brick หรือ ก้อนน้ำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาขบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง และการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง ได้สนับสนุนให้สถาปนิกชุมชนลงไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งท้องที่ ท้องถิ่น เขต หรือเทศบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้ชุมชนลุกขึ้นมาบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของตนเอง เช่น ร่วมออกแบบผังชุมชน การประชุมเพื่อออกแบบบ้านตามความต้องการและความเหมาะสมของชาวบ้านเอง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์มหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา สถาปนิกชุมชนได้มีบทบาทในการสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนในการจัดการตนเอง โดยใช้การจัดทำผังตำบลมาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างกระบวนการ ส่งผลให้ชุมชนได้เห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขในเรื่องต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น เช่น เกิดการรับรู้การใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินร่วมกันของคนในชุมชน และรับรู้ขอบเขตการอยู่อาศัยทำกินของคนในตำบล โดยผ่านกระบวนการการจัดข้อมูล และการสร้างความเข้าใจของคนในตำบล รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดทีมช่างชุมชนขึ้นในระดับชุมชน จังหวัด และภาค เพื่อเชื่อมโยงการซ่อมและสร้างบ้านร่วมกัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดทีมช่างอาสาในระดับภาคขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสหรือเพื่อนเครือข่ายอื่นๆ และในการจัดงานในครั้งนี้เป็นการขยายแนวคิดและองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าวต่อไป

นายเทียนชัย เชื้อสุภาพ สถาปนิกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) สำนักงานภาคตะวันออก กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการจัดทำผังตำบลคลองหินปูน เราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม และให้ชาวบ้านเป็นหลัก โดยมีสถาปนิก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน พอช. และเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินภาคตะวันออก เป็นผู้หนุนเสริมในเชิงเทคนิค และเครื่องมือ เช่น การจับพิกัด GPS การสร้างความเข้าใจในตำบล เพื่อนำไปสู่แผนการพัฒนาของตำบล จากการทำงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป้าหมายใหญ่ คือ การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในระดับนโยบาย โดยให้องค์กรชาวบ้านเชื่อมร้อยการทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งในบริบทของเมืองและชนบท โดยมีเครื่องมือที่สำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้วยแผนที่ทำมือ
“ในการสร้างความเข้าใจกับชุมชน เราใช้วิธีการทำแผนที่ทำมือเพื่อชวนพูดคุยกับชาวบ้าน ในระหว่างการทำงาน โดยให้ชาวบ้านทำแผนที่ด้วยตัวเองก่อน ดูว่าสภาพปัญหาของหมู่บ้านคืออะไร จากนั้นชวนคุยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดเพราะตัวเองหรือว่าเกิดจากคนภายนอกที่เข้ามากระทำ จากนั้นเขียนปัญหาร่วมกันทั้งตำบล สภาพทั่วไปเกิดอะไรขึ้น ซึ่งชาวบ้านอธิบายด้วยปากเปล่าได้ยาก ถ้าหากเขาได้เขียนจะทำได้ง่ายกว่า จึงได้ใช้วิธีนี้ชวนคุยในระหว่างการทำ จากแผนที่ชาวบ้านทำจะเห็นขอบเขตรายแปลง ที่ดินของนายทุน กระบวนการต่อไปจะต้องลงพื้นที่ภาคสนาม เพื่อทำให้เข้าใจถึงเรื่องบริบทพื้นที่ร่วมกัน ลงดูทุกหมู่บ้านว่าปัญหาของแต่ละหมู่คืออะไร จากนั้นทำประชาคมระดับหมู่บ้าน เพื่อให้เขาสะท้อนปัญหาความเดือดร้อน และกระบวนการถัดมาคือ การทำข้อมูลด้วยระบบ GIS เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ชาวบ้านยังไม่เคยทำ ซึ่งหน่วยงานมักจะใช้ข้อมูลนี้ในการต่อรอง จากการทำข้อมูลชนิดนี้ทำให้เห็นพื้นที่และการใช้พื้นที่ประเภทต่างๆ ของตำบล และยังใช้ฐานข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์หมู่บ้าน และตำบลด้วยเช่นกัน และพอเราได้ที่ดินมาแล้ว สิ่งที่จะสร้างความยั่งยืนได้มีการร่วมกันทำกองทุนที่ดิน” นายเทียนชัยกล่าวทิ้งท้าย
“ผังชีวิตผังตำบล สู่ชุมชนยั่งยืน” เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ชุมชนได้ใช้ข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์พื้นที่ และแผนการพัฒนาคน กลไก และแก้ไขปัญหาขบวนองค์กรชุมชน อันนำไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างบูรณาการสู่ชุมชนยั่งยืน






