playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altปราชญ์ไม้เรียงเชื่อเลิกตามก้นตะวันตกยึดพอเพียงทางรอดสังคมไทย ขณะที่นพ.อำพลเสนอสภาพัฒน์รับแผนชาวบ้านวางรากฐานประเทศ ส่วนหมอพลเดช ปิ่นประทีป แนะชุมชนเร่งสร้างคนรุ่นใหม่ต่อยอดแนวคิดงานพัฒนา อ.ไพบูลย์ เอาชนะใจองค์กรท้องถิ่นหนุนแผนพัฒนาโดยชาวบ้าน เพราะเราเดินทัพทางไกล ใครล้มลงเราก็ถือธงกันต่อ 

 

กรุงเทพฯ : พฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม 2555 เวลา 13.30 – 16.30 น.  ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช. เครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ปฏิบัติบูชา จัดเวทีสืบทอดอุดมการณ์ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ครั้งที่ 2 หัวข้อ “แผนชีวิตชุมชน สู่ความสุขที่ยั่งยืน” ดำเนินการเสวนาโดย นายสมคิด สิริวัฒนากุล และนายยงค์จิรายุ อุปเสน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายแผนชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค เจ้าหน้าที่สถาบันฯ และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมประมาณ 100 คน

 

             เพื่อทบทวนแนวคิดอุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ในเรื่องของกระบวนการจัดทำแผนชีวิตชุมชน และตัวชี้วัดความสุขมวลรวม แก่นแกนของแนวคิดคืออะไร และถอดบทเรียน Best Practice ตัวอย่างชุมชนเชิงประจักษ์ ที่มีผลสัมฤทธิ์จากการวางแผนชุมชน และตัวชีวัดความสุขมวลรวม เกิดจากแรงบันดาลใจอย่างไร ผลลัพท์ที่ได้เป็นอย่างไร รวมทั้งร่วมมองอนาคตข้างหน้า ขบวนองค์กรชุมชนจะเดินไปอย่างไรให้มีพลัง

 

altนางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า อาจารย์ไพบูลย์ไม่ได้จากเราไปไหน ด้วยแนวคิด หลักคิด อุดมการณ์ ยังคงอยู่กับพวกเราที่พวกเราต้องสืบทอดกันต่อไป โดยเฉพาะอุดมการณ์ด้านชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง อาจารย์ให้ความสำคัญตลอดมาเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาในระดับพื้นที่ ตำบล จังหวัด ที่จะต้องมีแผนพัฒนาขึ้นมาจากคนในพื้นที่

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นในแผนระดับชาติ กระทั่งแผน ๕ ที่มีการพัฒนาสังคม แผน ๘ มีความสำคัญมากที่อาจารย์ได้ผลักดันให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำแผน ๘ ชุมชนเป็นแกนหลักหน่วยงานต่างๆ ได้รับการยอมรับ รวมทั้งเป็นบุคคลที่เปิดพื้นที่งานพัฒนาโดยขบวนชุมชนที่มีการวางแผน การจัดการตนเอง กระทั่งเกิดกระบวนการปฎิรูป หน่วยงานต่างให้การยอมรับขบวนองค์กรชุมชน

             “แผนชุมชนต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง ขยายผลไปยังชุมชนข้างเคียง สร้างคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ร่วมคิดร่วมทำอย่างจริงจัง ให้มีกระบวนปฏิรูปชุมชนท้องถิ่นไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการกระจายการตัดสินใจรับมือความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นประชาคมอาเซียน และความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ โดย สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นด้วยทุนของตัวเอง” ผู้อำนวยการ พอช. กล่าว

 

altนายประยงค์ รณรงค์ ปราญช์บ้านไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช   กล่าวว่า การทำแผนชุมชนที่ไม้เรียงเป็นการรวมกลุ่มต่างวัฒนธรรม ต่างพื้นที่ที่มีความหลากหลาย จากประสบการณ์พบว่าการพึ่งพาภายนอกไม่ใช่แนวทางไปสู่ความสำเร็จ แต่แนวทางคิดเองทำเองเป็นแนวทางนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ไม้เรียงเริ่มทำแผนชุมชนประมาณปี 38-39 มีการทดลองผิดลองถูก เจ้าหน้าที่นำแผนไม้เรียงไปวิเคราะห์ทำเป็นแผนพัฒนาประเทศแผน8 ออกมาใช้ คำว่าแผนไม้เรียงเรียกว่าแผนแม่บทหรือแผนชีวิตที่มีความแตกต่างจากแผนชุมชน เพราะเป็นแผนที่ใช้กับแต่ละคนในครอบครัว ครอบคุลมหมดทุกด้าน แผนแม่บทชุมชนจะไม่มีเรื่องโครงการหรืองบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นแต่เพียงแผนที่ครอบคลุมวิถีชีวิตตลอดเวลา

           

             “แผนชุมชนเป็นสิ่งจำเป็น ในอนาคตทำอย่างไรให้แผนชุมชนใช้แนวคิดการวางแผนชีวิต กำหนดแผนแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราอยู่รอดได้ภายใต้ความพอประมาณ ความพอเพียง รู้รอบคอบระมัดระวัง ขยันอดทน มีสติปัญญาแบ่งปัน แต่ถ้าไขว่คว้าหวังจะร่ำรวยลมๆแล้งๆตัวอย่างตะวันตกมีให้เห็น แม้การถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลังยากพอสมควร แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้มีการบรรจุเศรษฐกิจพอเพียงลงในหลักสูตรสถานศึกษา ต่อยอดการทำงานให้ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น” ปราชญ์ไม้เรียง กล่าว

 

altด้านนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้ข้อคิดว่า เชื่อว่าชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเองได้ ซึ่งจะใช้รูปแบบอะไรก็แล้วแต่ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน คนที่จบอะไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ความคิดอะไรและนำความคิดนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ชุมชนเข้มแข็ง แผนแม่บทชุมชนเกิดขึ้นตลอดเวลา ในวันนี้ลาตินอเมริกา ยุโรปกำลังแย่ ทิศทางการพัฒนาที่ใช้เงินใช้ทุนเป็นพระเจ้า เอาเงินเป็นตัวตั้ง พอถึงวันหนึ่งมีหนี้สินล้น โดยไม่ได้ดูตัวเองจะทำให้เกิดวิกฤติ ประเทศไทยทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ ก็ใช้นโยบายตามหลังตะวันตก แต่บ้านเรามีชุมชนมีทุนมากมายมหาศาล ถ้าเอามาใช้ได้จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

 

นพ.อำพล กล่าวต่อถึง๗ ลักษณะ สำคัญของอาจาย์ไพบูลย์ ๑.) ปัญญาดี ๒.) มีหลักคิด ไม่หลุดจากหลัก โดยใช้หลักของคนส่วนใหญ่ ๓.) กัดติด ถือว่าเป็นคนดื้อ จะเอาให้สำเร็จ ๔.) จิตเอื้อเฟื้อ ไม่เคยบ่น ๕.) นุ่ม หลักการทำงานนุ่ม ไม่เคยวางอำนาจ ถ่อมตน ๖.) เย็น และ ๗.) ไม่เป็นภัย คนแบบนี้ไม่ค่อยได้เกิดบ่อยๆ นานๆ มีคนอย่างนี้สักที การเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้มีการเปลี่ยนทุกเวลา ผลกระทบมหึมา เราทำชุมชนเข้มแข็งได้ถือเป็นต้นทุน เราจะไปได้เราต้องมีกระบวนการสร้างคนให้เข้มแข็ง รุ่นหลังๆ เข้ามามีการคิดถึงเด็ก เราจะมีกระบวนการคิดพัฒนาคนรุ่นใหม่อย่างไร เป็นกระบวนการจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอบรม รวมทั้งเรื่องสร้างความรู้ เราต้องมาชวนกันคิดใหญ่ ว่าเราจะจัดการความรู้เกี่ยวกับชุมชนอย่างไร เพราะความรู้เป็นหัวใจ ไม่ได้ลอกมาจากตำราฝรั่ง ไม่มีใครสอนเราได้ เพราะเราทำที่บ้านเรา ฉะนั้นการถอดความรู้เพื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราต้องคิดต่อยอด

 

            “การเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้รวดเร็วและไวมาก ผลกระทบมหึมา ชุมชนต้องขยายผลมีกระบวนการสร้างคนให้เข้มแข็ง ไม่ใช่แค่การอบรมแต่ให้ทำงานจริง รวมทั้งสร้างความรู้ จัดการความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน สร้างชุดความรู้ขึ้นมาโดยไม่ใช่การลอกฝรั่งมา เพราะฉะนั้นการถอดความรู้จากประสบการณ์ของชุมชนต่างๆเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการทำเพื่อให้เกิดการต่อยอด เรื่องท้าทายคือการส่งข้อมูลมอบแผนชุมชนให้สภาพัฒน์นำไปเป็นฐานในการเขียนแผนพัฒนาฉบับที่ 12 จึงจะเกิดรากฐานพัฒนาแท้จริง” เลขาธิการสช. กล่าว

 

altส่วนนพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบายส.ส.ท. กล่าวว่า อาจารย์ไพบูลย์มีสถานะเป็นผู้นำชาวบ้านโดยปริยาย ทุกพื้นที่ทุกชุมชนยอมรับในความตั้งใจความมุ่งมั่น จากการสัมผัสกับนักพัฒนา ยังไม่เห็นใครได้รับการยอมรับอย่างถ้วนทั่วเหมือนอาจารย์ไพบูลย์ การต่อยอดงานต้องสร้างคนรุ่นใหม่ การสานต่อหรือขับเคลื่อนสร้างคนรุ่นใหม่ต้องคิดอย่างจริงจังเพื่อให้คนที่จะเข้ามาทำงานมีคุณภาพ  

 

นพ.พลเดช  กล่าวต่อว่า ท่านคิดถึงคนรุ่นหลังๆ ถือเป็นเรื่องที่อาจารย์ได้มีอุดมการณ์และเราได้สืบทอด โดยเฉพาะการสานต่อคนรุ่นใหม่ๆ ในการทำงานเรื่องต่างๆ ต้องคิดและทำอย่างจริงจัง อย่างแผนแม่บท ลูกเรา หลานเรา หรือคนในหมู่บ้านจะถือธงต่อหรือเปล่ายังไม่รู้ เราต้องคิดว่าจะสร้างอย่างไรให้มีการขับเคลื่อนมาก และเกิดคุณภาพของตัวคน คุณภาพต้องสูงหน่อย เชิงปริมาณต้องมี คุณภาพสูงๆ จำเป็นต้องมี คนทีมีคุณภาพสูงๆ ต้องมีเพราะเราเดินทัพทางไกล ใครล้มลงเราก็ถือธงต่อกันไป

 

             “เรื่องการชุมชนเข้มแข็งไม่มีใครค้าน องค์ความรู้เป็นเครื่องมือที่ดี แผนชุมชนที่มีนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมาบางแห่งองค์กรท้องถิ่นก็ไม่เข้าใจการทำแผนชุมชน จึงเป็นเรื่องท้าทาย ทำอย่างไรที่จะทำให้กระบวนชุมชนสามารถชนะใจองค์กรปกครองท้องถิ่นได้ มีวิธีการอย่างไรที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนทัศนะคติ สมมติภายใน 5 ปีถ้าสามารถเอาชนะใจท้องถิ่นได้ ประมาณ 1,000 แห่งจะทำให้การพัฒนาท้องถิ่นพลิกทันที การสร้างคนต้องมีความมุ่งมั่น ทำงานให้เชี่ยวชาญวางแผนระยะยาว” นพ.พลเดช กล่าว

 

altพระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแช) วัดอาศรมธรรมทายาท ต.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในสมัยหนึ่งก่อนทำเรื่องแผน ได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อพุทธทาส ถามว่า ทำไมเรือต้องอยู่ตรงนี้ หลวงพ่อคิดทำแผนอย่างไร วิธีทำแผนของท่านคือกวาดลานทราย และใช้ไม้เท้าขีด และชี้ไปเลย นั้นคือแผนชีวิตที่แท้จริง การออกแบบเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพื่อเกิดการจัดการความรู้ กระทั่งได้มารับใช้หลวงพ่อปัญญาที่วัดชลประทาน ว่าทำอะไรต้องใช้ศิลปะในการออกแบบ บริหารและจัดการ

 

ระยะต่อมาเกิด SIF เกิดขึ้น หลวงตาก็ไม่ทราบว่าโครงการนี้คืออะไร และไม่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ซึ่ง SIF เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน กระทั่งปี ๔๐ เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ประชาชนเดือดร้อน พระก็ได้รับผลกระทบ ต่อมามี SIF Menu ๕ ได้รับนิมนต์ให้ไปรับความรู้ว่ากองทุนชุมชนคืออะไร เป็นอย่างไร พอทำความเข้าใจเสร็จ เราจะเคลื่อนอย่างไร ทำอย่างไรให้พระสงฆ์เกิดความเข้าใจ จึงรวบรวมเป็น “เครือข่ายพระสงฆ์เพื่องานพัฒนา”

 

            กระทั่งเจอขบวนการ AIC อบรมตรงนี้อีก ในระหว่างอบรมเขาเอาชุมชนไม้เรียงเป็ฯกรณีศึกษา ดูวีซีดีอยู่หลายเที่ยว มาวิเคราะห์เป็นจุดๆ ว่าแผนคืออะไร แผนชีวิตชุมชนไม้เรียงคือการเชื่อมโยงเครือข่ายในระดับตำบล ในระดับหมู่บ้านมีความเข้มแข็งและมีการเชื่อมโยงอย่างหลากหลาย กระทั่งเกิดวิสาหกิจขึ้นภายในตำบล แต่ละตำบลเข้มแข็งแล้ว สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนได้

 

altอ.วิฑูรย์ ศรีเกษม ตัวแทนเครือข่ายตำบลจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุข ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรีกล่าวว่า การทำงานต้องเชิญคนทั้งหมดมาร่วมคิดร่วมทำ เราไม่ได้คิดเพียงคนเดียว หลังจากได้เป้าหมายแล้ว ตัวชี้วัดความสุขของเราคืออะไร มีการลองผิดลองถูกไม่มีอะไรที่เป็นสูตรสำเร็จ ที่บ้านเลือก ทำเรื่องสุขภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง เรามาดูเรื่องสิ่งแวดล้อม อาหาร ทุกคนมาร่วมแสดงความคิดเห็น การทำเป้าหมายมีท้องถิ่น มีเครือข่ายทุกภาคส่วนมาร่วม มีผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย ชักจูงสู่ขบวนการ

 

หากตัวชี้วัดมากไป เราทำงานไม่ไหวหรอก เราทำในภาคประชาชน ไม่สามารถทำงานได้เหมือนหน่วยงานราชการ ตัวชี้วัดของเราเกิดประโยชน์ต่อชุมชนมาก การประเมินงานคนอื่นมาประเมินเราไม่รู้หรอก เราต้องประเมินโดยตัวเราเอง สามารถตรวจสอบได้ ว่าจำนวนคนป่วยเท่าไหร่ ไปอนามัยเท่าไหร่ เป็นประโยชน์ ใช้เป้าหมายตัวชี้วัดความสุขตรงนี้ ทำให้หน่วยงานทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เช่น รักษาพยาบาล เป็นเรื่องของอนามัย ยาเสพติด เป็นเรื่องของผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจบ้าน เป็นต้น ดังนั้นแกนนำระดับผมไม่ใช่คนที่ทำ แต่เป็นคนเชื่อมโยงคนให้มาทำงานรวมกัน เราปฏิวัติความคิดของคนเพื่อดำเนินงาน

 

           จุดแข็งของบ้านเลือก คือ วัฒนธรรมชุมชน วัฒนธรรมลาวเวียง เป็นตัวที่สอง เพราะปัจจุบันเด็กติดเกมส์ ตัวแก้ปัญหาคือวัฒนธรรม บ้านเลือกมีลาวอยู่ ๗ หมู่บ้าน คนบ้านเลือกกำลังถูกกระทำ เช่น ผลกระทบจากโรงไฟฟ้า เด็กเยาวชนเริ่มไม่สนใจในวัฒนธรรมตนเอง บ้านเลือกจึงใช้วัฒนธรรมในการเคลื่อนงานพัฒนา โดยวัดเป็นผู้สนับสนุน โรงเรียนเป็นคนสืบต่อ มีการเรียนการสอนภาษาลาว ร่วมกับ สปป.ลาว ที่นี่ไม่มีคณะกรรมการ เพราะทุกคนที่อยู่ในพื้นที่สามารถร่วมได้หมด เพียงแค่มีแกนในการศึกษา “ชี้ชัด วัดง่าย ไปเรื่อยๆ ไม่ยุ่งยาก” ซึ่งคนบ้านเลือกฟื้นวัฒนธรรมลาวเวียง กระทั่งเกิดศูนย์เรียนรู้ที่เชื่อมประสานระหว่างไทย-ลาว มีเป้าหมายความสุข ๙ เรื่อง เน้นเรื่องสุขภาพและวัฒนธรรม อ.วิฑูรย์ กล่าว

 

altนายแก้ว สังข์ชู คณะยุทธศาสตร์เครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค กล่าวว่า สิ่งที่เราเอาความคิดของอาจารย์ไปเชื่อมต่อจากลุงประยงค์ ทำให้เกิดผลสู่การปฏิบัติพอสมควร แต่ส่วนมากพูดในเชิงลบมากกว่า ฟังแล้วทำให้เรามีกำลังใจ สิ่งที่อาจารย์ไพบูลย์คิด และสอนไม่ให้เรากลัว สอนให้เรามีความรู้ มีปัญญาและสู้กับมัน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเรามุ่งมั่น และศรัทธากับมัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชุมชนคิดอย่างไร เป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่การทำเพื่อเรา รวมถึงเครื่องมือว่าเหมาะกับชุมชนไหม ท่านให้ความรู้กับชุมชนเพื่อพึงระวัง และอีกส่วนหนึ่งคือความรู้ที่ใช้ในการทำงาน ใช้ความรู้จากส่วนไหน และไม่ละเลยเรื่องข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ เป็นหลักคิดที่สำคัญ และอีกประการคือ คิดแล้วทำ จะรู้ว่าผิดหรือถูก เหมือนกับที่เราทำแผนชุมชนและตัวชี้วัดความสุขชุมชน

 

           สำหรับแนวทางการเคลื่อนไปข้างหน้า ควรที่จะทำไปอย่างต่อเนื่อง อย่างอาจารย์กัดไม่ปล่อย แต่ที่เราทำๆ แบบกระแสนิยม ทำไม่หยุด ไม่ทำตามหลักที่ควรทำ สิ่งที่สำคัญคือเราถึงเวลาที่จะสร้างคนแล้วถ้าเราศึกษาเรียนรู้จริงๆ คนเหมือนพี่ประยงค์ หนึ่งพื้นที่ หนึ่งจังหวัด จึงจะรอด ถ้าเราสานอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ ใช้แผนเป็นเครื่องมือในการจัดกระบวนการความรู้จากคนทุกภาคส่วน ทำอย่างต่อเนื่อง และหนุนอย่างจริงจัง การทำกิจกรรมต่างๆ นานาทำไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือการสร้างคนให้มีหลักคิด เพื่อกลับไปพัฒนานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าพัฒนาคนได้ ไปรอด จะนำไปสู่เป้าหมายความอยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืน นายแก้ว กล่าว

 

            ทั้งนี้ เวทีสืบทอดอุดมการณ์ อาจารย์ไพบูลย์ ครั้งที่ 3 จะจัดเวทีเสวนาขึ้นอีกครั้งในหัวเรื่อง การพัฒนาคนจนในเมือง และบ้านมั่นคง วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษาคม 2555 ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 พอช.

 altalt

altalt

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter