เมื่อวันที 13 มิถุนายน2555 ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิฮักเมืองน่านและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) จัดประชุมวางแผนการสื่อสารของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน มีผู้นำชุมชนในคณะประสานงานจังหวัด หน่วยงานสนับสนุน สื่อมวลชนท้องถิ่นและสื่อชุมชนร่วมประชุมกว่า 50 คน โดยผู้นำชุมชนได้เลือก “การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในรูปแบบโฉนดชุมชน” เป็นหัวข้อสำคัญของการสื่อสาร ตามด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสวัสดิการชุมชน
นายพิทักษ์ชัย รัตนมงคลธรณ์ ประธานสภาองค์กรชุมชน ตำบลพญาแก้ว กล่าวว่าจังหวัดน่านมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาก ซึ่งมักเกิดปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกินระหว่างอุทยานแห่งชาติกับชาวบ้าน โดยในเขต อำเภอเชียงกลาง กรมอุทยานได้กันพื้นที่บริเวณเชิงดอยใน ตำบลเชียงกลาง ให้เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านประมาณ 8,000 ไร่แต่คนเผ่าลั๊วะที่เคยอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว ไม่เข้าไปอาศัยทำกินกลับขายสิทธิให้ชนเผ่าม้ง ต่อมาเกิดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนที่อาศัยอยู่ข้างล่าง ชนเผ่าม้งจึงคืนพื้นที่ให้อุทยานฯ แต่ประชาชนบางส่วนเสนอให้ทำพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าชุมชน และผลักดันให้เกิดโฉนดชุมชนเพื่อลดความขัดแย้งในอนาคต ขณะที่ในพื้นที่ ตำบลพญาแก้ว กรมอุทยานก็ได้กันพื้นที่ 9,000 ไร่ ให้เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านกำลังประสานกับ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เพื่อให้ช่วยผลักดันเรื่องการออกโฉนดชุมชน พร้อมอุดหนุนเงินบางส่วนให้ อบต. ไปทำแผนที่ GIS พิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดินของชาวบ้าน ที่ผ่านมาเมื่อชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิการถือครองที่ดิน จึงไม่สามารถขอรับการช่วยเหลือกรณีเกิดข้อพิพาทในเรื่องที่ดินทำกิน หรือได้รับค่าชดเชยจากรัฐในกรณีเกิดภัยพิบัติได้ “ที่ผ่านมาประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินได้ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีประสานงานเชื่อมโยงให้คนมาพูดคุยกัน สร้างความเข้าใจในพื้นที่ ซึ่งนอกจากเรื่องที่ดินทำกิน เวทีสภายังเป็นตัวเชื่อมโยงกับขบวนงานอื่น แต่เนื่องจากประชาชนในพื้นที่มีความเดือนร้อนเรื่องปัญหาที่ดินทำกินมาก จึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนควบคู่กับวิทยุชุมชนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นหลัก” นายพิทักษ์ชัย กล่าว
นายเสวียน พรมมิ ผู้นำเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดินจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ในจังหวัดน่านมีประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและต้องการแก้ปัญหาที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนใน 223 พื้นที่ ซึ่งเคยมีการเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว มีเจ้าหน้าที่จากสำนักนายกลงมาตรวจสอบแล้ว 80 พื้นที่ แต่เรื่องยังค้างอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้สื่อสารไปยังรัฐบาลโดยการส่งไปรษณียบัตรถึงนายกรัฐมนตรีว่าเราต้องการโฉนดชุมชน ระหว่างรอการพิจารณาจากรัฐบาล ตนพร้อมกับชาวบ้านขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน ด้านอาหารของพี่น้องทุกคน ในขณะเดียวกันชาวบ้านส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจหลักการของโฉนดชุมชนคิดว่าการมอบโฉนดที่ดินเป็นรายบุคคลจะดีกว่า แต่จากประสบการณ์ของตนและชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าหากเป็นโฉนดส่วนบุคคลไม่นานคนจนก็จะนำไปจำนองธนาคาร แล้วกลับเข้าสู่วังวนปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกินอีกครั้ง
นายเจริญ พานิช ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลงอบ กล่าวว่าตนใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาของชุมชนเช่นกัน สำหรับในพื้นที่ตำบลงอบ เน้นเรื่องภัยพิบัติ เพราะเป็นพื้นที่บนดอยจึงประสบปัญหาดินโคลนถล่มและรอยแยกของแผ่นดินบ่อย โดยเฉพาะระยะหลัง แม้จะมีหน่วยงานมาตรวจสอบความปลอดภัย แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ไม้วางใจ จึงได้อพยพย้ายบ้านเรือนมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่ด้านล่าง เวทีสภาองค์กรชุมชนจะเชิญเจ้าหน้าที่มาพูดคุยเรื่องภัยพิบัติร่วมกับชาวบ้าน เพื่อตั้งคณะทำงานภัยพิบัติ และจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติระดับตำบล ให้สภาเป็นผู้ประสานงาน เนื่องจากพื้นที่ ตำบลงอบ เป็นพื้นที่ห่างไกล สื่อยังเข้าไม่ถึง แม้แต่ส่วนราชการก็ยังไม่เข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ ประชาชนจึงต้องทำงานกันเอง โดยวางแผนที่จะทำผังชุมชนทำแผนชีวิตวางแผนให้ชาวบ้านได้ร่วมดูแลพื้นที่ป่าให้รู้จักปกป้องทรัพยากร เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของเขาเอง
ด้านนางละมัย กุลธิ ชมรมคนรักษ์ป่า รักษ์น้ำ กล่าวสะท้อนการทำงานของนักพัฒนาในชุมชนกับการสื่อสารในชุมชนว่า งานพัฒนาต่างๆ ที่ขบวนชุมชนกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งดี แต่บางครั้งคนทำงานทำไปแล้วยังขาดการสื่อสารกับคนในชุมชนให้เข้าใจ ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านบางส่วนไม่เข้าใจว่าทำกิจกรรมบวชป่าไปเพื่ออะไร เอางบประมาณมาจากไหน ทั้งที่เป็นความตั้งใจดีที่จะปกป้องทรัพยากรของชุมชน หากขบวนชุมชนทำงานพัฒนาอะไรแล้วได้มีการสื่อสารก็จะถึงผลดีให้ชุมชนเข้าใจมากขึ้นก็เชื่อว่าจะมีชาวบ้านในชุมชนร่วมเป็นแรงหนุนมากขึ้น
นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน ระบุว่า ในจังหวัดน่านมีการสื่อสารงานพัฒนาของขบวนชุมชน ผ่านช่องทางการสื่อสารของขบวนสื่อเช่นวิทยุชุมชน สภาสื่อ นักข่าวพลเมืองและอื่นๆ มีความเห็นว่าการวางแผนการสื่อสารของขบวนชุมชนจังหวัด เป็นเรื่องที่ดีที่คนทำงานพัฒนาหรือคนทำเนื้อหาได้เป็นผู้กำหนดและวางแผนการสื่อสารของตนเอง และมีการประสานการทำงานกับขบวนสื่อในจังหวัดจะทำให้การสื่อสารงานพัฒนามีน้ำหนักและบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้




