playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altอาจารย์ไพบูลย์   วัฒนศิริธรรม  เป็นนักการเงินการธนาคารที่ผันตัวเองมาเป็นนักพัฒนาสังคม   มีบทบาทสำคัญยิ่งการใช้การเงิน/กองทุนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม โดยเริ่มจากงานมูลนิธิบูรณะชนบท  ที่ตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนาชนบทขึ้นมาสนับสนุนการร่วมทุนกับธุรกิจชุมชน เช่นโรงแป้งขนมจีน จ.นครศรีธรรมราช ฯลฯ  การศึกษาแนวทางการจัดตั้งองค์กรรูปแบบใหม่ที่จะเอื้ออำนวยให้การเงินสินเชื่อเข้าถึงคนจน และคนจนสามารถบริหารจัดการการเงินเพื่อการพัฒนาได้ที่นำไปสู่การจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง(พชม.) ในปี ๒๕๓๕ที่อาจารย์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการท่านแรก   พชม.เป็นหน่วยงานส่งเสริมจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด  ด้วยความเชื่อมั่นว่าถ้าคนจนรวมตัวกันเป็นกลุ่มและมีการออมสม่ำเสมอ จะสามารถใช้เงินทุนภายในการพัฒนาด้านต่างๆทั้งเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เงินทุนพัฒนาอาชีพ และเงินทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย

 

 

              ในระหว่างที่อาจารย์ไพบูลย์  เป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง และผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบท   ได้เป็นผู้นำการพัฒนาที่สามารถใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์มารับใช้งานพัฒนาได้อย่างมีพลัง  เป็นผู้ที่มีบทบาทผลักดันนโยบาย/ มาตรการการเงินการคลังเพื่อสังคม  มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนได้ในระดับนโยบาย  เชิงโครงการ  และเป็นยุทธศาสตร์  เกือบทุกองค์กรที่อาจารย์ไพบูลย์เข้าไปเกี่ยวข้องมักจะมีเรื่องการเงินการคลังเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและสังคมเสมอ ได้หาช่องทางในการขับเคลื่อนนโยบายการใช้การเงินเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจนมีผลสำเร็จในหลายเรื่องเช่น 

๑.การจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในช่วงดือนตุลาคม ๒๕๓๗ ได้จัดการสนทนา

ระดับนโยบายมาตรการของรัฐบาลในการพัฒนาชนบทและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค : ดีพอหรือยังและควรปรับปรุงอย่างไร” และปี ๒๕๓๘  ได้ประสานการจัดสัมมนาระดับนโยบายเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การส่งเสริมองค์กรชุมชนและแก้ปัญหาสังคมด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจการเงินการคลัง และอื่นๆ” ซึ่งผลการสัมมนาได้มีข้อเสนอเรื่องมาตรการการเงินเพื่อเสริมสร้างขบวนการออมทรัพย์ชุมชน ซึ่งเสนอให้จัดตั้งสถาบันการเงินที่มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีเอกภาพ ยั่งยืน และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยการจัดตั้ง “ธนาคารเพื่อการพัฒนาองค์กรชุมชน” ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมกิจการที่มีงบประมาณและดำเนินการอยู่แล้ว คือ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท และสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง  จากนั้นคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น (กนภ.)  ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านการเงินการคลังเพื่อสังคม ยกร่างแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคมตามข้อเสนอจากการสัมมนา ซึ่งต่อมากนภ.ได้รับหลักการร่างแผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคมและพิจารณามาตรการตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาองค์กรชุมชน จนกระทั่งสามารถก่อตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)ได้สำเร็จในปี ๒๕๔๓                           

                ๒.สินเชื่อเพื่อการพัฒนาชนบท และบทบาทธนาคารออมสิน   altจากกองทุนพัฒนาชนบทที่รัฐจัดสรรเงินทุนจัดตั้งขึ้นในสภาพัฒน์ ฯ แต่การบริหารไม่ประสบความสำเร็จ อาจารย์ไพบูลย์ฯได้เป็นทีมศึกษาความเป็นไปได้  เสนอให้ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานบริหาร โดยปรับเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ทำให้กองทุนฟื้นตัวและสามารถช่วยการพัฒนากลุ่มและให้สินเชื่อกับชุมชนชนบทครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ และส่งผลให้ธนาคารออมสินจัดสรรเงินสมทบปล่อยกู้อีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท   ทำให้ธนาคารมีบทบาทใกล้ชิดกับการพัฒนาชุมชนมากขึ้น  เมื่ออาจารย์ไพบูลย์มาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในปี ๒๕๔๐ ทำให้ธนาคารออมสินเปลี่ยนแปลงพัฒนาเป็นธนาคารออมสินเพื่อสังคม มีความมุ่งหมายให้ผลประโยชน์สุดท้ายเกิดขึ้นแก่สังคม ทำให้สังคมดีขึ้นมีความเข้มแข็งมั่นคงมากขึ้น  ธนาคารมีกิจกรรมที่พัฒนาชุมชนมากขึ้น เช่น ธนาคารโรงเรียน  การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนโดยผ่านสินเชื่อเพื่อสังคม   “โครงการพัฒนาชีวิตครู” ซึ่งเป็นการใช้การเงินเป็นเงื่อนไขให้ครูเปลี่ยนแปลงตนเอง รวมกลุ่มกันแก้ปัญหา โดยมีกระทรวงศึกษาธิการมาร่วมโครงการด้วย  นับเป็นกุศโลบายที่แยบยล ใช้วิกฤตของเศรษฐกิจเป็นโอกาสในการแก้ปัญหาให้กับครู แก้ทั้งเรื่องเงินและคุณภาพชีวิต  วิธีคิดและพฤติกรรม

  ๓. กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม [SIF] ช่วงที่อาจารย์ไพบูลย์เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลมีโครงการลงทุนเพื่อสังคม [SIF] โดยใช้เงินกู้จากธนาคารโลก  ธนาคารออมสินดูแลกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม [SIF] และกองทุนพัฒนาเมืองในภูมิภาค  ไดัใช้ความพยายามและอดทนในการเจรจากับแหล่งทุนที่จะกำหนดแนวทางและรูปแบบ  การดำเนินงานของ SIF ประเทศไทยให้แตกต่างจากประเทศอื่นที่เป็นแค่โครงการที่บรรเทาทุกข์ชั่วคราว  แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ  เป็นกำหนดวัตถุประสงค์และแนวทางโครงการ SIF ให้แก้ปัญหาวิกฤตได้และพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน  ใช้วิกฤตเศรษฐกิจให้เป็นโอกาสที่จะฟื้นฟูทั้งเศรษฐกิจ สังคม และศักยภาพของคนและชุมชนไปพร้อมกัน ท่านได้ใช้การเงินเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประชาสังคมฐานล่างอย่างกว้างขวาง  โดยให้องค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน ประชาสังคม เป็นผู้เสนอความต้องการแก้ไขปัญหาโดยตรง  และจัดกระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่ระดับจังหวัดและภาค และชุมชนเป็นผู้ดำเนินโครงการเอง  วิธีการนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวของชุมชนทั่วประเทศ เป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนได้เข้าถึงและบริหารจัดการทรัพยากรเองและร่วมกัน  ในส่วนของเมนูที่สนับสนุนการจัดสวัสดิการผู้ยากลำบากกลายเป็นพื้ฐานของกองทุนสวัสดิการชุมชนในช่วงต่อมา

                    นอกจากนี้อาจารย์ไพบูลย์  ได้เสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบการเงินชุมชนรายได้น้อยในปี ๒๕๓๘ -๒๕๔๐  ซึ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มออมทรัพย์/องค์กรการเงินชุมชนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับได้มีการปรึกษาหารือ เพื่อคลี่คลายปัญหาข้อติดขัด และวางแนวทางการพัฒนาต่อ ซึ่งต่อจากนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังได้มีการตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบการเงินชุมชนฐานราก ที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการและผู้นำองค์กรการเงินชุมชน  ได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาระบบการเงินฐานราก ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน 

 

ความคิด  ข้อเขียน   ปาฐกถา  เกี่ยวกับการใช้กองทุนเพื่อการพัฒนาและระบบการเงินชุมชน

     ๑. ปาฐกถา “ทุนชุมชนกับการแก้ไขปัญหา และการขับเคลื่อนประเทศไทย”  กรกฎาคม ๒๕๕๓ 

   ๒. องค์กรการเงินชุมชน   “องค์กรการเงินในระดับฐานราก” หรือ "องค์กรการเงินชุมชน”  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชุมชน เพราะองค์กรการเงินชุมชนเป็นทั้ง “เป้าหมาย” ของการพัฒนาชุมชน  (ให้สมาชิกชุมชนและชุมชนโดยรวม มีความมั่นคงทางการเงิน)  ทั้งยังเป็น “เครื่องมือ” สำคัญในการนำสู่การพัฒนาชุมชนโดยรวม เพราะ “องค์กรการเงินชุมชน” ที่ดี  จะหมายถึงการมีคุณธรรม จริยธรรม  ซึ่งรวมถึงการมี  ความซื่อสัตย์สุจริต  ความพากเพียรอดทน   ความรักความสามัคคีเอื้ออาทรแบ่งปัน   และอื่น ๆ  “องค์กรการเงินชุมชน” ที่ดี ยังหมายถึงการมีความรู้ ความสามารถที่ดี อันเป็นองค์ประกอบสำคัญข้อหนึ่งของชุมชนที่จะเข้มแข็งมั่นคงได้  และ “องค์กรการเงินชุมชนที่ดี”  จะเป็นองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส รับผิดชอบ ร่วมคิดร่วมทำ  และอื่น ๆ ซึ่งคือรากฐานสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ดี  ทั้งในระดับท้องถิ่น และในระดับชาติ  นอกจากนั้น “องค์กรการเงินชุมชน” ที่ดี ยังมักจะมีมิติของการช่วยดูแลสวัสดิการและความอยู่เย็นเป็นสุขของสมาชิกชุมชน ทำให้ชุมชนโดยรวมมี “ความสุข”  อันเป็นผลลัพธ์สุดท้ายข้อสำคัญของการพัฒนาหรือของการเมืองการปกครองในระดับชุมชน

   “องค์กรการเงินในระดับฐานราก” หรือ “องค์กรการเงินชุมชน”  มีอยู่จำนวนมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐  แห่ง  และกระจายตัวอย่างกว้างขวางอยู่ในทุกจังหวัดในประเทศไทย   จึงนับว่ามีความสำคัญมาก  และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งมั่นคง ตลอดจนมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย ทั้งในระดับชุมชนและในระดับชาติ  การช่วยให้องค์กรการเงินชุมชนมีการพัฒนาก้าวหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็งมั่นคงจึงเป็นเรื่องที่ดีและควรสนับสนุน  ซึ่งองค์กรการเงินชุมชนจะพัฒนาก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งมั่นคงต่อไปได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ  ๓ ประการ ได้แก่  (๑) “มีความดี”  ซึ่งรวมถึงการมี “ธรรมาภิบาล”  ในการบริหารองค์กร  (๒)  “มีความสามารถ”  ซึ่งหมายถึง การบริหารองค์กรที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีผู้บริหารและบุคคลากรที่ดี ซึ่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร  อุทิศตนเพื่อส่วนรวม  เป็นต้น  ซึ่งส่วนหนึ่งของความสามารถดังกล่าวรวมอยู่ในคำว่า “ธรรมาภิบาล”  เช่นเดียวกับข้อที่ว่าด้วย “ความดี”  และ (๓) “มีความสุข” ซึ่งหมายถึงความสุขทั้งของสมาชิกชุมชน แต่ละคนแต่ละครอบครัว และความสุขของชุมชนโดยรวม และคำว่า “ความสุข”  หมายความรวมถึง (๑) ความสุขทางกาย (๒) ความสุขทางใจ (๓) ความสุขทางจิตวิญญาณหรือความสุขทางปัญญา และ (๔) ความสุขทางสังคมหรือความสุขในการอยู่ร่วมกัน

 

 

(จากคำนิยมเอกสารวิจัย  “ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงินในระดับฐานราก”  โดย รศ.ดร.สันติ  ถิรพัฒน์  น.ส.เพียงดาว  วัฒนายากร  และคณะ)

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter