playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

altเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช.ได้จัดเวทีเสวนา “กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและองค์กรการเงินชุมชน” เพื่อสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พอช. มีคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม พร้อม นักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พอช.ร่วมงานกว่า ๘๐ คน 

 

นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าการจัดเวทีสืบทอดอุดมการณ์อ.ไพบูลย์ ได้จัดมาแล้ว ๕ ครั้ง มีทั้งเรื่อง การพัฒนาที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก สวัสดิการชุมชน  สภาองค์กรชุมชน แผนชุมชนที่พัฒนาสู่เป้าหมายตัวชี้วัดความสุขของชุมชน การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่พัฒนาสู่กองทุนเมือง ซึ่งอาจารย์ไพบูลย์ได้ให้ความสำคัญกับกองทุนชุมชนหรือองค์กรการเงินที่เป็นเครื่องมือของการพัฒนามาโดยตลอด

 

อ.ไพบูลย์นักพัฒนาสังคมตัวจริง 

altคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ระบุว่าตัวตนของอาจารย์ไพบูลย์คือการเป็นนักพัฒนาสังคม ที่ไม่ยึดติดกับเรื่องใดเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ในช่วงต้นของชีวิตได้เรียนสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ และได้ทุนไปเรียนต่อเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ   

และแม้อาจารย์จะเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์แต่ความเป็นนักการเงินและนายธนาคารก็อยู่ในช่วงสั้นๆ ตอนที่ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นนักวิชาการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเริ่มต้นของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเรื่องไหนที่เป็นการเริ่มต้นใหม่และการพัฒนาจึงเป็นสิ่งที่ท่านชอบเหมือนเริ่มจากกระดาษสีขาวที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายได้ จากนั้นก็เป็นนักบริหารผู้จัดการธนาคารที่ภาคใต้ ได้ ๑๔ เดือนและกลับมาบริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและธนาคารไทยทนุในเวลาต่อมา เพื่อเรียนรู้การทำงานในภาคเอกชน  และตามด้วยการทำงานพัฒนาชุมชนที่มูลนิธิบูรณะพัฒนาชนบท 

            ด้วยความที่อาจารย์เป็นคนที่มาจากชนบท จึงเห็นโลกที่มีการพัฒนาแล้วและโลกที่ต้องบำบัด จึงปรารถนาที่จะเห็นสังคมชนบทดีขึ้น ในช่วงท้ายๆอาจารย์ได้ลงพื้นที่ทำงานที่ราชบุรี ที่ตำบลบ้านเลือก ซึ่งเป็นงานสร้างดัชนีความสุขหรือตัวชี้วัดความสุขของชุมชน

           คุณหญิงชฎากล่าวต่อว่า ผู้นำชุมชนที่มาร่วมงานในวันนี้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเป็นปราชญ์ของชุมชน ได้นำสิ่งที่คุณไพบูลย์แนะนำไปทำ ซึ่งตรงกับความต้องการของ อ.ไพบูลย์ที่อยากเห็นชุมชนพึ่งตนเองได้ และเป็นสังคมที่เอื้ออาทร

 

ผู้สร้างมิติการพัฒนาชนบทไทย

altนายศิริชัย สาครรัตนกุล ที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า ในความรู้สึกของตน คุณหญิงชฎาเป็นผู้สนับสนุนอาจารย์ไพบูลย์ให้ทำงานพัฒนาได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนที่ อ.ไพบูลย์มาเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทฯ ได้มีการศึกษาวิธีการทำงานของ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่อยากเห็นนักพัฒนาชนบทเป็นนักบูรณากร มีแนวคิดว่าการงานกับคนชนบทอย่าไปสอนชาวชาวบ้านแต่ต้องไปเรียนรู้กับชาวบ้าน

มูลนิธิพัฒนาชนบทในยุคแรกๆจึงได้สร้างนักพัฒนาที่มีบทบาทในการทำงานในพื้นที่ แต่ซบเซาลงในช่วง ๖ ตุลา ๒๕๑๙ อ.ไพบูลย์มาทำในยุคที่สองของมูลนิธิฯ ทำงานภายใต้ข้อจำกัดหลายประการ แต่สิ่งอจ.ไพบูลยทำสำเร็จ คืองานเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีงานวิจัยมารองรับ จนผู้กำหนดนโยบายรับไปทำ

           การพัฒนาจากงานเมืองสู่การจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช. Concept งานพัฒนาของอ.ไพบูลย์คือการอยากให้มีองค์กรพัฒนาที่ใช้เงินหรือทุนเป็นเครื่องมือ ในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนคนจน ธนาคารของประชาชน ที่ประชาชนเป็นเจ้าของ โดยธนาคารนี้ต้องทำงานรับใช้คนจน จึงตั้งเป็นพชม.และพัฒนาเป็นพอช.ขึ้น

           นายศิริชัยมีความเห็นว่า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งมีบทบาททางการพัฒนามาก ต้องไม่ลืม Concept ธนาคารประชาชน ให้เป็นองค์กรที่สนับสนุนการรวมกองทุนของชุมชนเข้าด้วยกัน แม้ยังไม่ถึงขั้นเป็นธนาคารประชาชน แต่ควรสานต่อในเรื่องนี้ เพราะธนาคารบ้านเราส่วนใหญ่เป็นของนายทุนทั้งนั้น การศึกษาธนาคารประชาชน หรือการรวมตัวของกลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ต่างๆ ต้องรวมกันเพื่อการพึ่งตนเอง เช่นที่เยอรมันมีการรวมตัวของกองทุนเล็กๆ น้อยๆ ที่เข้มแข็งมากว่าสองร้อยปี ในบ้านเราเองแม้การรวมเป็นธนาคารยังไม่เกิดขึ้นแต่มีความเป็นไปได้ นายศิริชัยระบุ 

            นายศิริชัยกล่าวต่อว่า การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรการเงิน หรือกองทุนชุมชน อยากให้ช่วยกันทำใน ๓ มิติ  มิติแรกคือการทำงานในเชิงลึกให้มีคุณภาพ มิติที่สองการทำงานในเชิงกว้าง ขยายสู่พื้นที่อื่น กลุ่มบุคคลอื่น เมื่อครอบคลุมสังคมไทย สังคมไทยก็ปลอดปัญหา มิติสามคือการต่อยอด ที่อาจารย์ไพบูลย์ตั้งพอช.ขึ้นมาเพื่อประชาชน อย่าลืมคำว่าว่าธนาคารชุมชน สหกรณ์เคหะสถานบ้านมั่นคง ทำอย่างไรเราถึงจะมีศูนย์รวมโดยรวมองค์กรการเงินชุมชนให้คลุมพื้นที่ให้มากขึ้น ทั้งระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ชาติ ถ้าทำสำเร็จคือการพัฒนาเชิงคุณภาพ ก็จะทำให้ความฝันของอาจารย์เป็นจริง เพราะมีธนาคารที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน

 

ชุมชนต้องมีสถาบันการเงินของตัวเอง

altนายอัมพร ด้วงปาน ประธานกลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า คุณูปการของ อ.ไพบูลย์ที่มีต่อสังคมไทยมีความลึกซึ้งมาก ถ้าเป็นสมุนไพรก็เป็นสมุนไพรแก้โรคแห่งความจน รวมถึงการถอดปรัชญาของในหลวง ที่นำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ด้วยความโอบอ้อมอารีและเห็นคุณค่าของเงินที่ไม่ใช่พระเจ้าที่ทำได้ทุกเรื่อง แต่สามารถแก้จนและมีคุณค่าต่อการพัฒนาได้เมื่อจัดการเป็น

การสืบทอดเจตนารมณ์ จึงต้องพยายามทำเช่นกลุ่มออมทรัพย์ที่ตำบลคลองเปียะ ได้ทำตามหลักคิดที่อาจารย์ไพบูลย์  ใช้เงินเป็นปัจจัย ในการแก้จน สร้างปัญญา สร้างความสุข แม้อาจารย์ไพบูลย์เสียชีวิตแต่คุณูปการ คุณค่าของท่านยังอยู่อีกมากมาย ซึ่งเป็นบุคคลที่หาได้ยากในปัจจุบัน นายอัมพรกล่าว

           นายอัมพร มีความเห็นว่า ชุมชนต้องทำเรื่องทุนของตนเองอยู่สามเรื่องเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตมั่นคง คือหนึ่งทำให้มีสถาบันการเงินชุมชน สองทำให้มีสวัสดิการชุมชนดูแลทั่วถึงพึ่งตนเองได้ สามให้ชุมชนมีบำนาญชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องนำกันไปปฏิบัติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง   สร้างคุณธรรมให้เป็นกติกาของสังคมทำให้สังคมอยู่รอดปลอดภัยจากการฉ้อโกง ถ้าทำได้สามเรื่องก็ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตมั่นคง

 

กองทุนชุมชนเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการตนเอง

altดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการที่สนับสนุนองค์กรการเงินของชุมชน กล่าวว่าตนมีความประทับใจอาจารย์ไพบูลย์  สังเกตุว่าท่านพูดน้อย และฟังชาวบ้านมากๆ ดร.ปัทมาวดีมีความเห็นต่อการพัฒนาองค์กรการเงินหรือกองทุนชาวบ้านอย่างน่าสนใจว่า 

·  กองทุนของชุมชนต้องเป็นกองทุนที่มีเป้าหมายทั้งของกลุ่มทั้งกลุ่มสัจจะ กองทุนหมู่บ้าน

ฯลฯ บางกลุ่มอาจจะขาดเป้าหมายที่ชัดเจน  ที่เกี่ยวกับเรื่องความอยู่ดีกินดี และความยั่งยืนทางการเงิน  ที่ทำต้องควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของตนเองและการจัดการหนี้สิน ดังนั้นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันคือเป้าหมายกลุ่มและเป้าหมายของชาวบ้าน

          ·  การจัดการทางการเงิน  การจัดทำบัญชีที่เหมาะสมกับชาวบ้านเอง องค์กร

พี่เลี้ยงต้องทำความเข้าใจการทำบัญชีของชาวบ้านว่ามีแนวคิดอะไรอยู่เบื้องลึก  รวมถึงการวิเคราะห์บัญชี สู่การวางแผนทางการเงิน และการจัดการทางการเงิน

          ·  การจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่มีการจัดสวัสดิการชุมชนโดยไม่คำนึงถึงจำนวนเงินกองทุน

          ·  การสร้างเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนการบริหารจัดการ และตรวจสอบบัญชีแบบไขว้กัน

           ในด้านการสืบทอดอุดมการณ์ อ.ไพบูลย์ อ.ปัทมาวดีมีความเห็นว่า อาจารย์ไพบูลย์เป็นนักฟังที่ดี เป็นนักคิด นักปฏิบัติ ท่านเป็นนักปฏิรูปสังคมด้วยวิธีสันติด้วยเมตตาที่สังคมไทยหายาก การสืบทอดแนวคิดของอาจารย์มีการคุยกับนักวิจัยและสรุปว่า กองทุนชุมชนต้องมีพี่เลี้ยงที่เข้มแข็งให้กับชาวบ้าน ขอฝากพอช. และชุมชน ในการสืบทอดเรื่องนี้กับคนรุ่นใหม่ โดยประสบการณ์ที่ทำวิจัยพบว่า องค์กรการเงินชุมชนเป็นเครื่องมือให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้

 

ผู้นำแถวหนึ่งต้องเปลี่ยนบทเพือสร้างคนรุ่นใหม่และกองทุนที่ยั่งยืน

altนายบุญศรี จันทร์ชัย  นายกอบต.ตำบลดงขี้เหล็ก จังหวัดปราจีนบุรี  กล่าวว่าได้ศึกษาแนวทางการทำงานของอ.ไพบูลย์ แนวคิดนี้กระตุ้นเซลล์เพื่อให้เราสามารถพัฒนาองค์กรและคนของเราโดยใช้เงินเป็นเครื่องมือ แนวหนึ่งคือ เรารับเงินของกลุ่มมาเราต้องบริหารให้เป็น บริหารให้ได้ / ถ้าเราจ่ายไปให้ไปชาวบ้านๆต้องบริหารเงินได้ บริหารไม่ได้เค้าก็สร้างหนี้  สำหรับการพัฒนากองทุนและสถาบันการเงินของชุมชนให้เข้มแข็ง นายบุญศรีระบุว่า ชุมชนต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ สามเรื่องคือ 

·  การมีส่วนร่วม ทำให้ได้คนแถวสองแถวสามไปด้วย เพื่อให้เขาซึมซับวิธีการทำงาน

รูปแบบการมีส่วนร่วม เช่น การทำสิ่งดีๆให้ลูกหลานเห็น กลุ่มก็เหมือนกันถ้าเราผูกติดกับตัวคนไม่สร้างคนมันจะไม่ยั่งยืน เพราะมันเกี่ยวกับการศรัทธาในตัวคน  ทั้งการจัดการและการบัญชี

·   สร้างคนแถวสอง ซึ่งได้ทำในโรงเรียนให้เด็กตั้งกลุ่มและมีการบริหารจัดการ มีครูเป็น

พี่เลี้ยง ทำให้ได้คนแถวสองแถวสาม สร้างความรักองค์กร รักบ้านเกิด

          ·   การเปลี่ยนบทบาทของตนเอง จากที่เคยทำเองตลอด ทำให้คิดว่าต้องถอยมาเป็นคนเขียนบทต้องหาคนแสดง ต้องดูว่าเค้าแสดงตามบทและตอนนี้เป็นผู้กำกับ ซึ่งหมายถึงการสร้างและพัฒนารุ่นใหม่

           และการสร้างชุมชนตามแนวคิดอาจารย์ไพบูลย์ ทำให้เรามองเห็นข้างหน้าว่าอนาคตควรเป็นอย่างไร เงินเป็นเครื่องมืออย่างไร สวัสดิการไม่ใช่เงินให้เปล่าแต่ให้อย่างมีเงื่อนไข เพื่อสร้างระบบการจัดการให้เกิดขึ้น ให้ชาวบ้านสร้างวินัยจากเงินที่เป็นเครื่องมือและกองทุนทีมีอยู่ต้องสร้างคนแถวสองขึ้นมาต่อยอด

 

กองทุนสวนปาล์มของผู้สูงอายุที่กระบี่

altนายสมยศ  ถิ่นปกาศัย ผู้นำกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับงบประมาณเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในปี ๒๕๔๕ จำนวน ๑ ล้านบาท จากรัฐบาลผ่านพอช. เล่าว่าได้นำเงินไปซื้อสวนปาล์มเพื่อผู้สูงอายุ จำนวน ๒๐ ไร่ ๖๐ ตารางวา สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้ผู้สูงอายุ ๑๐,๐๐๐ กว่าราย ร่วมเป็นเจ้าของ  ทำให้สมาชิกมีงานทำคือ การดูแลสวนปาล์ม ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและจิตใจแจ่มใส  และสิ่งที่สำคัญคือเงินสวัสดิการที่ได้รับจากรัฐบาลมา ๑๐ ปี คือ ๑ ล้านบาท ไม่สูญไม่หาย ยังอยู่ในรูปแบบสวนปาล์ม ที่สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุที่เป็นเจ้าของร่วม และนำเงินรายได้จากสวนปาล์มจัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ 

 

 

กองทุนชุมชนเมืองจันทบุรีเรียนรู้เรื่องกองทุนจากคนที่ทำก่อน

altนายสนั่น อุ่นให้ผล ผู้นำจากกองทุนชุมชนเมืองจันทบุรี   เล่าว่าก่อนจะรวมเงินต้องรวมคนก่อน  เพื่อให้คนมาร่วมกันคิด กองทุนแรกที่ตั้งคือเพื่อการสร้าบ้านเป็นเงินสี่หมื่นบาท จากนั้นเราได้พัฒนาเป็นกองทุนเมืองเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย เป็นกองทุนหมุนเวียนภายในโดยไม่กู้สินเชื่อจากพอช. แล้วนำมาทำสวัสดิการแต่มีการรวมเงินกันน้อยในระยะแรก  แต่ก็มีการพัฒนาจนมีกองทุนที่มีเงินกว่าล้าน ทำให้เห็นว่าการตั้งกองทุนเป็นสิ่งที่ยากแต่พอไปเห็นชุมชนอื่นๆทำเห็นว่าเขาทำประสบความสำเร็จต้องใช้เวลากว่า ๒๐ ปี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ทำต่อได้

          นายสนั่นเชื่อว่าชาวบ้านที่ทำก่อนเป็นครูสอน ถ้าไม่มีชาวบ้านเราก็ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้อย่างทุกวันนี้  และเจตนารมณ์ที่อาจารย์พูดบ่อย และฝากถึงพี่น้องบ้านมั่นคงว่า เราได้รับเงินไปก็กลายเป็นหนี้เพราะต้องเอาไปสร้างบ้าน เราควรหันมารณรงค์เรื่องการตั้งกองทุน ทุนไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน คนก็เป็นทุนได้ ต้นไม้ก็เป็นทุนทางอาหาร เพราะวันข้างหน้าถ้าอาเซียนเปิดเราต้องทำเรื่องความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวด้านภาษาเพื่อให้ลูกหลานเรียนรู้ภาษาอังกฤษ รวมทั้งการการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งกับท้องที่ ท้องถิ่น

 

อาจารย์ไพบูลย์คือแรงบันดาลใจของคนดีในการทำงานเพื่อสังคม

altนางสนอง รวยสูงเนิน จากเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพ  เล่าว่าได้มีโอกาสรู้จักกับอาจารย์ไพบูลย์ เพราะเชิญอาจารย์ไปเปิดโครงการบ้านมั่นคง ได้มีโอกาสรายงานการทำกองทุนบ้านมั่นคงว่าทำอะไร ทำอย่างไร เล่าเรืองการออม คือออมวันละบาทเพื่อสวัสดิการของชุมชน ออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้าน ออมสัจจะเพื่อจัดการหนี้นอกระบบ 

แง่คิดที่ได้จากอาจารย์คือ คนเราเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ต้องเรียนกับการเรียนรู้ และท่านบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้แหละคือประชาธิปไตยชุมชน  เพราะมีการคิดร่วมกันของคนในชุมชน กฎ ระเบียบ ที่เกิดขึ้น คือ ธรรมนูญชุมชน และการทำงานต้องมีพื้นที่รูปธรรม จึงจะสร้างความเชื่อถือได้

           และภายใต้กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ ทำให้มีกองทุนสวัสดิการ กองทุนนารวมซึ่งเคยได้ปรึกษาอาจารย์ ตอนนี้มีนา ๓๘ ไร่ หลักในการทำงานนั้นต้องสร้างศรัทธาให้คนในชุมชนเชื่อว่า การมีกองทุนคืออนาคต นา ๓๘ ไร่ อาจจะเป็นแหล่งอาหารและบ้านที่มั่นคงได้ ตอนนี้ทำเรื่องกลุ่มออมทรัพย์ของเด็ก การทำกิจกรรมเรื่องอาเซียน ๑ โครงการ ๑ พูดภาษาอังกฤษ ให้เกิดขึ้นในพื้นที่

 

altด้านนางสาวชุติกาญจน์ เศรษฐโสภณพงศ์ เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ระบุว่า เธอได้ร่วมทำงานกับ อ.ไพบูลย์ ในช่วงที่ อาจารย์อยู่ที่มูลนิธิบูรณะชนบท ประทับใจความคิดของอาจารย์ ที่สืบทอดปรัชญาการทำงานของอาจารย์ป๋วย อี๊งภากร โดยการทำงานต้องไปหาชาวบ้าน เรียนรู้กับชาวบ้าน ไม่ใช่อุ้มแต่ควรโอบ และอาจารย์ไพบูลย์ได้ใช้ความดีหักล้างสิ่งไม่ดี

ความปรารถนาของอาจารย์ไพบูลย์ ที่อยากเห็นสังคมเข้มแข็งประเทศไทยเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยคนในชุมชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยมีกองทุนหรือองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นของประชาชนเพื่อประชาชน ซึ่งในสังคมไทยมีพื้นที่รูปธรรมของของกลุ่มองค์การการเงินหรือสถาบันการเงินของชุมชนเป็นแรงขับเคลื่อน ไปสู่ตำบลหรือพื้นที่จัดการตนเองอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไม่น้อยกว่าแสนกลุ่ม สถาบันการเงินของชุมชนจึงเป็นพลังหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทย

 

 altalt

altalt

altalt

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter