จังหวัดชัยนาท เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซากเรื่อยมา รวมถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัยใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “นกเต็น” และร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวมถึงเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ต่อประชาชน และชุมชนต่างๆ มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวม ๘ อำเภอ ๔๙ ตำบล ๓๘๘ หมู่บ้าน ๑ เทศบาล ๘ ชุมชน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำนวน ๒๗,๗๐๖ ครัวเรือน ๘๑,๕๑๓ คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจำนวน ๑๐๒,๑๗๗ ไร่ และมีผู้เสียชีวิตจำนวน ๒๙ คน
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว ขบวนองค์กรชุมชนคนชัยนาทจึงร่วมมือพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในการรวมคน ขยายเป็นเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคประชาชนร่วมกับภาคีไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน ทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับภาค กระทั่งเกิด “เครือข่ายศูนย์แก้ไขปัญหาภาคประชาชน จ.ชัยนาท” ขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขบวนองค์กรชุมชนต้องเรียนรู้ร่วมกัน ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเกื้อหนุนช่วยเหลือกันในขณะเกิดปัญหา และการฟื้นฟูภายหลังที่ประสบปัญหา เพื่อผลักดันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยชุมชนอย่างแท้จริง เกิดชุมชนจัดการตนเองร่วมกัน
นายจำลอง โพธิ์สุข ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภับพิบัติ
จ.ชัยนาท มีเป้าหมายให้ชุมชนเป็นแกนหลัก ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่เข้ามาให้การสนับสนุน พลิกวิกฤตเป็นโอกาส มีการเชื่อมร้อยในระดับชุมชน ตำบล จังหวัด ช่วยกันคิดในสิ่งที่ดี เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ กระทั่งเป็นเครือข่ายศูนย์แก้ไขปัญหาภาคประชาชน จ.ชัยนาท นับเป็นเรื่องดีของจังหวัดชัยนาท ที่มีการรวมกลุ่มคนที่มีความเอื้ออาทร มีจิตอาสา และเสียสละมาทำงานเชื่อมโยงกัน
“ที่ผ่านมาทุกหน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ การทำงานโดยลำพังเพียงภาคราชการคงไม่พอ จึงต้องขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ผู้นำองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นท้องที่ ท้องถิ่น ที่ให้ความร่วมมือในการแก้ไข และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหากเกิดอุทกภัยอีกเช่นกันหากเครือข่ายของเรามีการประสานความร่วมมือกันล่วงหน้า เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติสามารถแก้ไขได้ทันสถานการณ์ ซึ่งตนขอเน้นย้ำว่าการทำงานที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน จะก่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน จะต้องมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยทำงานบนฐานความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล”
ทั้งนี้ขบวนองค์กรชุมชนคนชัยนาทได้รับการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติระดับตำบล ปี ๒๕๕๕ จาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช.ร่วมกับขบวนชุมชนในพื้นที่ ๑๑ ตำบล เพื่อวางทิศทางและเป้าหมายในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและเฝ้าระวังกับสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติทุกรูปแบบในพื้นที่ จ.ชัยนาท ร่วมกัน โดยยึดหลักการให้ชุมชนเป็นแกนหลัก และหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่นให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ด้านนายธวัชชัย เอี่ยมจิตร์ ประธานเครือข่ายศูนย์แก้ไขปัญหาภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดชัยนาทได้ใช้สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น กระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มของขบวนองค์กรชุมชน และการเชื่อมโยงเครือข่ายให้ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยชุมชน โดยยกระดับการทำงานโดยชุมชน ให้หน่วยงานรัฐมาหนุนเสริม ตลอดจนการเชื่อมโยงเป็นขบวนระดับจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานภาคีท้องถิ่น ที่มียุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันที่ชัดเจน มีแนวทางในการหนุนเสริมช่วยติดตามและพัฒนาในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับภาค ซึ่งเป็นกระบวนการที่ขบวนองค์กรชุมชนต้องเรียนรู้ร่วมกัน ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเกื้อหนุนช่วยเหลือกันในขณะเกิดปัญหา และการฟื้นฟูภายหลังที่ประสบปัญหา เพื่อผลักดันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยชุมชนอย่างแท้จริง
“จังหวัดชัยนาทเกิดภัยพิบัติซ้ำซากและมีหน่วยงานต่างๆ ได้มีการมาช่วยเหลือในรูปแบบสงเคราะห์ และบางครั้งการช่วยเหลือในรูปแบบดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่เดือดร้อน ในขณะที่วิกฤติจากปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทำให้พี่น้องขบวนชุมชนบางพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ได้มาช่วยเหลือกันจึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติระดับจังหวัด ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๕ เรื่อยมา และ พอช. ได้เข้ามาสนับสนุนการในจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาภัยพิบัติ จำนวน ๑๘ ศูนย์ ทำให้ภาคประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มาร่วมแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและก่อให้เกิดความเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป”
นายประชา ทองคำ จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ชัยนาท กล่าวว่า แนวทางการจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนจ.ชัยนาท สำหรับบทบาทของ พอช. และ พมจ. ที่ได้สนับสนุนงบประมาณให้ภาคประชาชนไปขับเคลื่อนขบวนเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จ ในส่วนของภัยพิบัติปัญหาที่เกิดขึ้นของกรมสาธารณะภัยจังหวัด ไม่สามารถนำเงินมาใช้ในเชิงรุกได้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใช้งบประมาณก้อนนี้ได้ก็ต่อเมื่อเกิดภัยแล้วเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเท่านั้น และคิดว่าหากชุมชนมีกองทุนหรือมีเงินของตนเอง ซึ่งสามารถใช้เงินทุนของชุมชนในการแก้ไขปัญหาของพวกเราได้ เช่น บ้านเรือนที่ไม่แข็งแรง ชุมชนสามารถซื้อวัสดุอุปกรณ์รวมกันเพื่อก่อสร้างและเฝ้าระวังภัยได้
“ชุมชนสามารถรู้ถึงความต้องการและปัญหาที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว สามารถที่จะช่วยเหลือและป้องกันร่วมกันได้ เป็นแนวทางเบื้องต้น นับเป็นการแก้ไขปัญหาและช่วยดูแลซึ่งกันและกัน”
ในการนี้เครือข่ายศูนย์แก้ไขปัญหาภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดชัยนาท ได้รวมพลังประกาศปฏิญาณและกำหนดแนวทางในการที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในอนาคต โดยมีสาระสำคัญดังนี้
(๑.) เครือข่ายศูนย์แก้ไขปัญหาภัยพิบัติภาคประชาชนจังหวัดชัยนาท จะร่วมมือร่วมใจกันเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติทุกรูปแบบ
(๒.)หากเกิดอุทกภัยหรือภัยพิบัติในตำบลใดตำบลหนึ่งของจังหวัดชัยนาท เครือข่ายฯ จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความยินดีและเต็มใจ จนสุดความสามารถ
(๓.)เครือข่ายฯ จะเอื้ออาทรห่วงใย ทุกคนและทุกครอบครัวในชุมชน และตำบลของเรา อย่างทัดเทียมและเสมอภาคกัน
(๔.)ในยามเกิดอุทกภัยและภัยพิบัติหากรับการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน หรือองค์กรใดๆ ก็ตาม เครือข่ายฯ จะกระจายความช่วยเหลือนั้นให้ครอบคลุมผู้เดือดร้อน ผู้ประสบภัยพิบัติ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม




