เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้มีการจัดเวที “การปฏิรูประบบกฎหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งสังคมเป็นธรรม” โดยมี รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหาศาสตร์(NIDA)และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองไทยและแนวทางในการปฏิรูปการเมือง
รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวว่า สภาพปัญหาของระบบการเมืองไทยถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำมาโดยตลอด เพียงแต่เปลี่ยนว่าใครจะเป็นชนชั้นนำในแต่ละยุคเท่านั้น ที่ผ่านมาเราใช้รัฐธรรมนูญถึง ๑๘ ฉบับ ใน ๔ ยุค ได้แก่ ยุคความขัดแย้งของคณะราษฎรสายพลเรือนกับสายทหาร (๒๔๗๕-๒๕๐๐) ยุคอำนาจชนชั้นนำฝ่ายทหาร(๒๕๐๐-๒๕๑๖) ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ (๒๕๑๗-๒๕๓๕) และยุคขุนศึกผนวกกับนายทุนผูกขาด(๒๕๓๕-ปัจจุบัน)
ไทยใช้ระบบรัฐสภาของอังกฤษมา ๘๐ ปี แต่ระบบรัฐสภาของอังกฤษและตะวันตกทำหน้าที่ได้ดี เพราะเขามีพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่อย่างแท้จริง เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ มีโครงสร้าง มีผู้สมัครจากฐานของคนในท้องที่ ขณะที่พรรคการเมืองไทยไม่ได้ทำหน้าที่แบบพรรคการเมืองของตะวันตก ที่กล้าเลือกผลประโยชน์ของประชาชน เพราะส่วนใหญ่พรรคการเมืองไทยเป็นของกลุ่มการเมือง ธุรกิจการเมือง หรือมีธุรกิจการเมืองอยู่เบื้องหลัง และมักเป็นสมบัติส่วนบุคคลของทุน เราไม่สามารถบอกได้ว่าพรรคการเมืองของไทยคือตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน ยกตัวอย่างหากประชาชนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสนับสนุนคนจากท้องถิ่นเข้าเป็นสมาชิกพรรคแต่หัวหน้าพรรคไม่เอาด้วย เขาก็เข้าพรรคมาเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่ไม่ได้
เมื่อก่อนนี้เราเข้าใจว่าพรรคการเมืองจะเข้มแข็ง ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีเมื่อมีกฎหมาย แต่ความจริงพรรคการเมืองเป็นเรื่องสังคมวิทยา ไม่สามารถเข้มแข็งได้โดยการเขียนกฎหมาย เพราะวันนี้เราเขียนกฎหมายให้พรรรคการเมืองเข้มแข็งมาก คนที่เข้มแข็งจริงคือเจ้าของพรรค เพราะถ้าคุณฝืนมติพรรค คุณจะหลุดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และเมื่อหลุดพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก็จะหลุดพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ถามว่าสมาชิกพรรคจะเลือกผลประโยชน์ของเจ้าของพรรคหรือผลประโยชน์ของประชาชน แน่นอนถ้าเขาเลือกผลประโยชน์ของประชาชน เขาอาจต้องยุติบทบาททางการเมือง
กฎหมายส่วนกลางลบล้างกฎหมายชาวบ้าน
พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ หรือไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนจากแต่ละท้องที่ท้องถิ่น และกลุ่มอาชีพต่างๆ ยิ่งเราจะเข้า AEC ทำงานโดยไม่มีพรมแดน การผูกขาดโดยทุนจะยิ่งทวีความรุนแรง เพราะทุนมองไปที่ผลประโยชน์และกำไร ตอนนี้ลาวกำลังจะเข้า WTO (องค์การการค้าโลก) ลาวกำลังทำเรื่องกฎหมายการลงทุน แต่สิ่งหนึ่งที่ลาวเดินมาถูกทางคือ เขากำลังรวบรวมกฎหมาย
ของชนเผ่า ๔๙ ชนเผ่า มาจัดทำประมวลกฎหมายแพ่ง หมายความว่า เขายอมรับการมีอยู่ของกฎหมายชาวบ้าน ใช้คู่กับกฎหมายส่วนกลาง การระงับข้อพิพาทของเขาไม่ต้องมาใช้ที่ศาล เพราะเขาใช้ตัวโครงสร้างของกฎหมายชาวบ้านแก้ไขปัญหา เรื่องที่จะมาที่ศาลมีน้อยมาก แต่ของเราไม่เป็นอย่างนั้น ทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ส่วนกลางทั้งสิ้น ปัจจุบันมีเรื่องค้างอยู่ที่ศาลฎีกาสามหมื่นกว่าเรื่อง เราเป็นประเทศที่มีผู้พิพากษาศาลฎีกามากที่สุดในโลกประเทศไทยใช้ระบบการรวมศูนย์กฎหมายส่วนกลางไปลบล้างกฎหมายชาวบ้าน ยิ่งไม่มีตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่เป็นปากเป็นเสียงในรัฐสภา กฎหมายดีๆ เช่น กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายที่ดิน จึงออกมาไม่ได้ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตามดร.บรรเจิดย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่าเริ่มต้นที่กฏหมาย กฎหมายคือตัวสุดท้ายที่ต้องขยับสับเปลี่ยนเปลี่ยน เราต้องเริ่มต้นที่การเมืองก่อน แล้วจึงมาจัดการกับกฎหมาย
ปฏิรุปการเมืองต้องทะลายการผูกขาดอำนาจการเมืองของชนชั้นนำ
ถ้าเราจะปฏิรูประบบการเมืองจริง ๆ ต้องหาโจทย์ของเราให้เจอ ๘๐ ปีที่ผ่านมาเราวินิจฉัยโรคไม่ถูก เวลาตั้งโจทย์ เราตั้งจากชนชั้นนำ ไม่เคยมีโจทย์ว่าประชาชนจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร วันนี้ต้องตั้งโจทย์ว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีบทบาททางการเมือง ทำอย่างไรที่จะสลายบทบาทของชนชั้นนำทางการเมือง ทำอย่างไรให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มีความเข้มแข็ง
อาจารย์บรรเจิดเสนอว่าควรกำหนดการเลือกตั้งให้มีฐานของประชาชน ๒ ส่วน ๑.เลือกตั้งจากฐานพื้นที่ ๒.เลือกตั้งจากฐานอาชีพ กำหนดให้วุฒิสภาเป็นองค์กรที่ถ่วงดุลกับอำนาจรัฐส่วนกลาง โดยให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ กระจายอำนาจให้กับองค์กรทางพื้นที่ ลดบทบาทราชการส่วนภูมิภาค อาจารย์ระบุว่าใน ฝรั่งเศสวุฒิสมาชิกคือตัวแทนของเทศบาลทั่วประเทศที่เข้ามาต่อรองงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง
คณบดีคณะนิติศาสตร์ ยังกล่าวว่าขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกำลังสังเคราะห์กฎหมายเรื่องจังหวัดจัดการตนเองที่มีการเสนอเข้ามาจำนวนมาก โดยจะร่างเป็นกฎหมายกลางมีหลักการพื้นฐานสำคัญคือ ๑.ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ๒.มีสภาพลเมืองหรือสภาประชาชน ประกอบด้วย สภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม สายวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นองค์กรคู่ขนานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะวางบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาองค์กรชุมชน สภาพลเมืองนี้อาจไม่มีอำนาจ แต่ช่วยวางแผนได้ สภาองค์กรชุมชนคือตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ ๓.ระบบการคลังท้องถิ่น ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ เพราะท้องถิ่นปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการได้รับงบอุดหนุนประมาณ จากส่วนกลาง ต้องใช้ฐานเรื่องการคลังเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเรื่องกระจายอำนาจ โดยอาจแยกฐานรายได้ที่เกิดในพื้นที่ ท้องถิ่นต้องขยายฐานในการเก็บภาษีเอง ๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน
ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถูกจับตาทุจริต คอร์รัปชั่น คนไม่ไว้วางใจ ระบบการปราบทุจริตของไทยล้มเหลว เพราะเราวางระบบให้กลไกใหญ่ คือ ปปช. เป็นตัวขับเคลื่อน ระบบที่ดีต้องวางกลไกในระบบเล็ก ๆ ปัญหาที่มากมายของประเทศ รัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถทำได้ทัน เราต้องวางระบบใหม่ให้ระบบฟันเฟืองเล็กฟันเฟืองน้อย(ของหน่วยงาน)ทำหน้าที่ แต่ข้อเสนอเหล่านี้จะถูกแทรกแซงจากการเมืองภายใน เพราะอำนาจการเมืองไม่ต้องการให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องการให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการงบประมาณ จัดการเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง อำนาจในการจัดสรรงบประมาณของการเมืองส่วนกลางจะลดลง ถ้าจังหวัดกำหนดตัวเองได้มันจะเป็นเรื่องที่กระทบโครงสร้างทางการเมืองมาก แต่ในภาคประชาชนย่อมดีกว่าที่จะได้กำหนดทิศทางของตัวเอง
วันนี้องค์กรในพื้นที่ไม่ควรทะเลาะกัน ควรให้สภาองค์กรชุมชนกับภาคประชาสังคม ในพื้นที่รวมเป็นองค์กรชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการกระจายอำนาจในพื้นที่ให้เข้มแข็ง ถ้าปรับทิศทางได้ถูก เราจะทำลายการผูกขาดของชนชั้นนำได้ ตอนนี้จังหวัดจัดการตนเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหม่อาจารย์มองว่าน่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจของชนชั้นนำมากขึ้น เราควรสร้างเรื่องสภาองค์กรชุมชนลงไปในท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลอำนาจ และเอาคำเหล่านี้ไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การออกมาขับเคลื่อนต้องทำอย่างมีพลัง เปรียบกับเหล็กมันต้องร้อนมากจนหลอมละลายเป็นตีเป็นมีดได้ภาคการเมืองจึงจะยอมรับ สิ่งสำคัญคือเราจะจัดการเรื่องสภาองค์กรชุมชนให้เป็นที่รับรู้ ยอมรับมากขึ้นอย่างไร ทำอย่างไรให้ประชาชนรับรู้ และมองทิศทางที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อที่จะแปรเป็นพลัง ในส่วนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละท้องที่เรื่องจังหวัดจัดการตนเอง แล้วนำมาประมวลเข้ากับกฎหมายท้องถิ่น แรงงาน เงินได้บุคคล เพื่อจัดทำเป็นร่างกฎหมายจังหวัดจัดการตนเองและผลักดันเข้าสู่วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งต่อไป
แต่การขับเคลื่อนเรื่องจังหวัดจัดการตนเองซึ่งขับเคลื่อนกันอยู่ประมาณ ๒๐ จังหวัดนั้น จะเป็นไปได้ยาก ถ้าไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมืองที่(Political will) แรงกล้า เขาย้ำอีกครั้งว่ากฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการทำงานเท่านั้น
“ในความคิดเห็นของผม การปฏิรูปประเทศไทยเราต้องกลับไปสู่คำดั้งเดิมที่ว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน“ นักวิชาการกฎหมายมหาชนชั้นนำกล่าวปิดท้าย




