เมื่อวันที่ 25-26 กันยายน 2555 สภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน และภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มูลนิธิไฮริค เบิร์น และเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง ได้ร่วมกันจัดการประชุมเรื่อง “เขื่อนแม่น้ำโขงและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการปรับตัวของชุมชนแม่น้ำโขง” ณ ห้องพิมานทิพย์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยมีตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง นักวิชาการ นักวิจัย มาร่วมแสดงผลรายงานการวิจัยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงรวมถึงข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ
นายอดุล จันทนปุ่ม ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี ประธานกล่าวเปิดงานในครั้งนี้ได้กล่าวว่า แม่น้ำโขงถือเป็นแม่น้ำนานาชาติ เป็นแม่น้ำของมวลมนุษยชาติ ดังนั้น การจะกระทำการใดต่อแม่น้ำจึงต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ให้ละเอียดรอบด้าน เพื่อจะได้นำรายงานการศึกษานั้นเข้าสู่กระบวนการแบ่งปันการใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น กรณีเขื่อนแม่น้ำมูล บางคนก็อยากให้เปิดประตูเขื่อนเป็นเวลา 4 เดือน บางคนก็อยากให้เปิด 6 เดือน จึงต้องมีการศึกษาให้ดี ต่อกรณีแม่น้ำโขงก็เช่นกัน จะต้องมีการศึกษาเพื่อจะได้จัดสรรแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำร่วมกันให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย จึงขอชื่นชมและขอขอบคุณต่อคณะผู้จัดทำรายงานการวิจัยครั้งนี้
นายอิทธิพล คำสุข ตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง 7 จังหวัด ได้กล่าวว่า การสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงได้ทำลายระบบของแม่น้ำไปสิ้น จำนวนปลาที่ขึ้นไปวางไข่ก็ลดลง พันธุ์ปลาบางชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ วิถีชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป จากที่แต่ก่อนเคยทำการประมง การเกษตรริมแม่น้ำโขง แต่พอมีเขื่อน ชาวบ้านหาปลาได้น้อยลง การเกษตรริมโขงก็เริ่มมีการใช้สารเคมี มีการสูบน้ำมาใช้ช่วงน้ำโขงแห้ง ทำให้ต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย หรือการปล่อยน้ำแบบตามใจนึกอยากปล่อยก็ปล่อย อยากปิดก็ปิดทำให้ระบบนิเวศรวนเรไปหมด ซึ่งเขื่อนแม่น้ำโขงในปัจจุบันนี้ก็สร้างปัญหาให้ชาวบ้านมากพอแล้ว ดังนั้น ทางเครือข่ายจึงไม่อยากให้มีการสร้างเขื่อน ไซยะบุรี ในประเทศลาวอีก เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวไทยริมแม่น้ำโขงจะมีอีกมาก และแม้เขื่อนไซยะบุรีจะเป็นเขื่อนที่สร้างในลาว แต่มันคือเขื่อนที่สร้างโดยนายทุนคนไทย ช่างคนไทย และนำไฟฟ้ามาให้ไทยใช้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ คนไทยจึงสามารถที่จะคัดค้านและขอให้ยกเลิกได้ และทางเครือข่ายก็ขอเสนอให้มีการยกเลิกการสร้างเขื่อนไซยะบุรี
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ได้แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยมีกำลังไฟฟ้ามากเพียงพอที่จะไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่มซึ่งต้องทำลายระบบนิเวศของธรรมชาติ ซึงปัจจุบันก็เห็นได้ชัดว่าการทำลายระบบนิเวศมันส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ทั้งสภาพภูมิอากาศก็วิปริตปรวนแปร ซึ่งจากข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม 2554 นั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 31,446 เมกะวัตต์ อันมีมากเพียงพอต่อความต้องการของคนไทย และมี “ไฟฟ้าสำรอง” สูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกใช้) ดังนั้น หากมีการวางแผนและการจัดการที่ดี รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นจากเดิมโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่มหรือสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานผู้จัดหาไฟฟ้ามักบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างไร้ประสิทธิภาพ โดยไม่จริงจังกับการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายชาญณรงค์ วงศ์ศิลา ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนตำบลแม่น้ำโขงเชียงคาน จังหวัดเลย ได้กล่าวถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อนที่มีต่อคนเชียงคานว่า สำหรับเรื่องการประมงนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่อการขึ้นมาวางไข่ของปลาเนื่องเพราะการขึ้นลงของแม่น้ำโขงผิดปกติจากการเปิดปิดประตูเขื่อน อีกทั้ง “ลวงปลา” ซึ่งเป็นจุดที่ปลาชอบอยู่และคนหาปลามักไปหาปลาที่นั่นก็เสียระบบนิเวศไป ส่วนเครื่องมือหาปลาของชาวบ้านก็ได้รับความเสียหายจากการที่มีตอไม้ แก่งหิน เศษซากต่างๆ โผล่ขึ้นยามน้ำลดอย่างผิดปกติ ไม่ใช่ตามฤดูกาล รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้ สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของเชียงคาน ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนเพิ่มอีกโดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีซึ่งจะอยู่เหนือเชียงคานไปเพียง 200 กิโลเมตรก็จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะเมื่อการขึ้นลงของแม่น้ำจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ
ดร.กนกวรรณ มโนรมย์ อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กล่าวว่า ตนเองได้ทำงานวิชาการศึกษาผลกระทบเรื่องเขื่อนมานานแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านปรับตัวไม่ได้ถ้าสร้างมีการสร้างเขื่อน ประเทศเราควรจะมีการยุติการสร้างเขื่อนอย่างน้อย 10 ปีนี้ เพื่อใช้เวลาศึกษาให้ละเอียดรอบด้าน เพราะเรามีไฟฟ้าเพียงพอ แต่กระนั้น เมื่อยังมีการสร้าง ชาวบ้านก็ยังต้องสู้ต่อไป และให้ใช้ข้อมูลวิชาการที่ชาวบ้านร่วมศึกษานี้ (รายงานการวิจัยเรื่อง เขื่อนแม่น้ำโขงและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการปรับตัวของชุมชนแม่น้ำโขง โดยเป็นงานวิจัยที่ใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ให้ชาวบ้านร่วมมาจัดทำรายงาน) ซึ่งเป็นรายงานที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพยิ่งกว่าของนักศึกษาปริญญาโทที่ตนเองสอนอยู่ด้วยซ้ำ และนักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท ควรจะได้มาเรียนรู้การทำงานวิจัยกับชาวบ้านเช่นนี้ ซึ่งตนหวังว่ารายงานการวิจัยชิ้นนี้จะช่วยเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลฟังเสียงของชาวบ้านมากขึ้น
และเมื่อวันที่ 25 กันยายน หลังจากที่มีการนำเสนอข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ แล้วนั้น ตอนเย็นเวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง 7 จังหวัดและชาวบ้านผู้เข้าร่วมประชุมและผู้สนใจร่วมร้อยคนได้เดินรณรงค์รอบเมืองอุบลราชธานีเพื่อขอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการจัดสรรพลังงานในประเทศไทย และโดยเฉพาะกรณีการแปรรูป ปตท. ให้ไปอยู่ในมือนายทุนทั้งที่ ปตท.ควรเป็นสมบัติของชาติ ควรที่รัฐบาลจะนำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ และได้เดินไปยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดออกมารับหนังสือด้วยไมตรีจิต




