สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ได้ร่วมกันจัดงานที่อยู่อาศัยโลก ๒๕๕๕ ที่เมืองหัวหิน โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ มีหัวข้องานว่า "เปลี่ยนเมือง สร้างโอกาส พัฒนาที่อยู่อาศัย ในที่ดินการรถไฟ" หัวข้อหลัก หรือ Theme งานก็บอกชัดเจนครับว่างานนี้ เน้นในเรื่องที่ดินการรถไฟ ซึ่งถ้าเอ่ยมาจริงๆ เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทั้งๆที่การจะแก้จริงๆนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เพราะพื้นที่รูปธรรมนั้นชัดเจนเหลือเกิน ว่าชุมชนสามารถเช่าเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินการรถไฟได้ ถ้าหลายคนมีคำถาม ผมจะแจงให้ได้ทราบว่าการเช่านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้ยากเลย
"การเช่า"
ถ้าถามถึงการเช่าที่ดินของการรถไฟนั้นจะมีสองรูปแบบ รูปแบบแรก จะเป็นการเช่าตามระเบียบปรกติ โดยระเบียบที่ใช้จะเป็นระเบียบที่ว่าด้วย "การจัดประโยชน์ในทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๑๒๙" ซึ่งจะมีทั้งการเช่าเพื่อการเกษตร การเช่าเพื่อการอยู่อาศัย และการเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ทางพาณิชยกรรม รูปแบบที่สอง จะเป็นการเช่าตาม "มติคณะกรรมการการรถไฟ(บอร์ด) ปี พ.ศ.๒๕๔๘" ซึ่งถ้าดูทั้งสองรูปแบบการเช่าที่ดิน ของการรถไฟนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่มีเงื่อนไขเล็กน้อยที่ทำให้ไม่สามารถให้เช่าได้ คือ
๑. เช่าซ้อนทับกับพื้นที่ที่มีแผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟ
๒. อยู่ในพื้นที่เขตทางที่การรถไฟไม่สามารถให้ได้ เช่น พื้นที่ที่อยู่ห่าง
จากศูนย์กลางรางประธาน ไม่ถึงยี่สิบเมตร เนื่องจากการรถไฟมีแผนในการพัฒนาระบบทางคู่ และโครงการขยายราง ในกรณีที่เช่าอยู่ในเขตสี่สิบเมตร ในบางพื้นที่อาจจะขอเช่าได้แต่มีระยะเวลาไม่เกิน สามปี ซึ่งนับแต่ พ.ศ.๒๕๕๗ ขึ้นไป เชื่อว่าการรถไฟจะยกเลิกการเช่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตสี่สิบเมตรตามเส้นทางหลักดังนี้คือ เส้นกรุงเทพ (บางซื่อ) - เชียงใหม่ เส้นทางกรุงเทพ (บางซื่อ)- ปาดังเบซาร์ เส้นทาง กรุงเทพ (บางซื่อ) - หนองคาย - ท่านาแล้ง กรุงเทพ - พัทยา - ระยอง และสุดท้ายคือ เส้นทาง กรุงเทพ - อรัญประเทศ เพราะเนื่อง จากเส้นทางเหล่านี้อยู่ในแผนการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๗ - ๒๕๗๕) ซึ่งเส้นทางเหล่านั้นเมื่อทำโครงการรถไฟความเร็วสูง จะต้องมีการปรับโครงสร้างขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการลดจุดตัด (ทางข้ามและทางลอด) โครงการขยายราง โครงการกั้นรั้ว และ โครงการถนนเลียบเส้นทางรถไฟ (Local Road) และ ถ้าถามว่าการรถไฟจำเป็นต้องใช้พื้นที่พื้นที่ทั้งหมดเท่าไหร่ ในการพัฒนาระบบรางทั้งหมด ถ้ารวมรถไฟควมเร็วสูง รถไฟทางคู่ โครงการสร้างรั้วกั้น และโครงการถนนเลียบเส้นทางรถไฟ โดยประมาณ เท่ากับ ๖๐ - ๘๐ เมตร นั่นหมายความว่า ระยะห่างจากแนวรางข้างละสี่สิบเมตร จะต้องถูกรื้อถอนออกไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาในครั้งนี้
"การกลับมาอีกครั้ง"
แน่นอนการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาการพัฒนาของประเทศไทยที่มุ่ง
เน้นแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยที่ไม่มองระบบสังคม ปัจจุบันได้สะสมปัญหาให้พอกพูนขึ้นมากมาย นับแต่นโยบายเปลี่ยนแปลงเพื่อนำประเทศไทยให้เข้าสู่ประเทศ "อุตสาหกรรมใหม่" : Newly Industrialized Countries: NIC ที่มุ่งเน้นเรื่องการส่งออกและอุตสาหกรรมในปี ๒๕๓๓ จนมาถึง วิกฤตเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๔๐ ซึ่งเศรษฐกิจไทย ล้มระเนระนาด หลายคนต้องสูญเสียที่ดิน และที่ทำกิน จนเกิดการเปลี่ยนมือทำให้ที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่เปอร์เซนของประเทศ หลายส่วนได้กลับไปเป็นลูกจ้างแรงงานในภาคการเกษตร หลายส่วนได้วกกลับเข้ามาหาโอกาสในเมือง หลังจากการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยพวกเขาเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในอยู่ในระบบลูกจ้างแรงงานทั้งในโรงงาน และตามบริษัทที่อยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำลังในการจ้างงานสูง และแน่นอน ปัญหาการบุกรุกของคนจนกำลังกลับมาอีกระลอก เพียงแต่การขยายตัวของเมืองในปัจจุบันไม่ได้กระจุกอยู่ภายในกรุงเทพมหานคร เมืองซึ่งเคยเป็น"เอกนคร"เหมือนเดิม กลับกระจายไปตามหัวเมืองหลักต่างๆ บริเวณโดยรอบของกรุงเทพ (Bangkok Metropolitan Region;BMR) หรือหัวเมืองที่เป็นเมืองใหญ่ๆ ของภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครราชสีมา และ สงขลา ซึ่งถือว่าเป็นเมืองแห่งโอกาสของพวกเขาเหล่านั้นในการสร้างชีวิตและครอบครัว จึงทำให้มีการบุกรุกบุกเบิกที่ดินในเมืองเป็นจำนวนมากทั้งที่ดินของรัฐ และเอกชน "ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย" ก็เช่นเดียวกัน เพราะเนื่องจากขาดการจัดการและการดูแลที่ดี ทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกที่ดินเพิ่มขึ้นมากมาย ผมยกตัวอย่างบริเวณ "ป้ายหยุดรถราชเทวี" ซึ่งบริเวณนั้นใกล้กับโรงเรียนที่ผมเคยเรียนอยู่ ซึ่งในตอนเย็นผมมักจะนั่งรถไฟเล่นไปลงสถานีหัวหมาก ก่อนต่อรถกลับมาที่บริเวณวัดศรีเอี่ยม บางนา และนั่งรถประจำทางกลับบ้านที่คลองเตย กว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ก็มีการ "บุกรุก" เพียงแต่ผ่านมายี่สิบกว่าปีก็ไม่มีมาตรการใดๆ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเป็นชุมชนแออัดริมทางรถไฟที่หนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
"แผนพัฒนา"
อีกสามปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาเพื่อรองรับต่อการเปิดประชาคมอาเซียน "ระบบ
ราง" ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาเพื่อนำประเทศไทยเข้าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยที่จะมีแผนการพัฒนาระบบรถไฟ "The Singapore-Kunming Rail Link." (SKRL) เป็นแกนหลัก ในการที่จะทำให้เกิดการปรับโครงสร้างการพัฒนาระบบรางครั้งใหญ่ไม่ว่าจะเป็น การขยายทาง จาก Metre gauge (ขนาดราง ๑.๐๐ เมตร) เป็น Standard Gauge (ขนาดราง ๑.๔๓ เมตร) เพื่อรองรับระบบ การขนส่งที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบที่เราเรียกว่า "โลจิสติกส์" มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้มีโครงการต่างๆมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง (Hi - Speed Train) โครงการพัฒนาระบบทางคู่ (Double Track) การพัฒนานี้จะรวมไปถึงแผนการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย อย่างโครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ พหลโยธินคอมเพล็กซ์ พระรามสามคอมเพล็กซ์ (แผนพัฒนาย่านสถานีแม่น้ำ) ฯลฯ รวมไปถึงแผนพัฒนาพื้นที่ดินประเภทอื่นของกระทรวงคมนาคม อย่าง คลองเตยคอมเพล็กซ์ ที่จะพัฒนาที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แน่นอนว่าต้องเกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างเลี่ยงไม่ได้
"การเปลี่ยนแปลง"
จากแผนพัฒนาดังกล่าว คนในพื้นที่ที่โดนผลกระทบหลายคนทราบเรื่องและมีการปรับตัวเพื่อรองรับกับแผนการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น บางกลุ่มก็ไม่สะทกสะท้านกับการพัฒนาดังกล่าวซึ่งคงไม่กล่าวถึง แต่ถ้าถามถึงกลุ่มที่มีการปรับตัวเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร จากที่เคยสอบถามผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้เดือดร้อนโดยตรงจากการพัฒนาโครงการเหล่านี้จริงๆ พบว่าทางเลือกของพวกเขาที่สรุปร่วมกันมีอยู่ประมาณเพียงสองหรือสามข้อ ดังนี้
๑. ขอแบ่งปันพื้นที่ที่เหลือจากการพัฒนาเพื่อขอเช่าและพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยชาวชุมชนจะร่วมออกแบบกันกับหน่วยงานของรัฐ และนำงบประมาณที่รัฐจะมารื้อถอน มาจัดทำกองทุน โดยพวกเขามีการออมสมทบเข้าไป เพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้เดือดร้อนคนอื่นๆ ทั้งชุมชน
๒. รับเงินค่ารื้อถอน เพื่อไปวางมัดจำแฟลต หรือพื้นที่ที่รัฐจัดหาให้ และผ่อนส่งในราคาถูก
๓. รับเงินค่ารื้อถอน และเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม
ซึ่งใครจะเลือกอะไร นั่นถือเป็นสิทธิ์ของชาวชุมชนที่จะเลือก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นในขณะนี้คือ "ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของคนจนอย่างจริงจัง" อยากเห็นการพัฒนาของรัฐ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งความคิดเห็น และการปฏิบัติ เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน และมั่นคง" ไม่ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาวเหมือนเมื่อครั้งในอดีต และส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงในปัจจุบัน
บทสรุป
งานที่อยู่อาศัยโลกในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ นี้ จึงเป็นงานหนึ่งที่จะบอกต่อผู้คนในสังคมว่า ในการที่จะเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนาเมืองนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาทางกายภาพ หรือเชิงโครงสร้าง ต้องพัฒนาคนเพื่อให้เกิดสังคมที่ดีภายในเมืองนั้นๆด้วย "คนจน"ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นลูกจ้างแรงงาน เป็นพ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ประกอบกิจการ ที่อยู่ในเมืองใหญ่เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ต้องการ "โอกาส" ในการอยู่อาศัย "โอกาส"ในการศึกษา และ"โอกาส" ในการพัฒนาตนเอง วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่มีเวลา มาร่วมกำหนดทิศทาง เพื่อที่จะ"เปลี่ยนเมือง สร้างโอกาส" ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อให้คนและเมืองเติบโตและพัฒนาควบคู่กัน "อย่างยั่งยืน"




