playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

mix1-311055eวันที่ 31 ตุลาคม 2555 ที่โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ มีการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน โดยมีนายแฉล้ม ทรัพย์มูล เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และการอภิปรายในหัวข้อ “เจตนารมณ์ อุดมการณ์ ของสภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชน” ผู้ร่วมอภิปรายคือนางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นายพิสิทธิ์ สิริสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักแผนพัฒนาการเมือง นายชาติชาย เหลืองเจริญ กรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชน มีสมาชิกสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมืองจาก 77 จังหวัด นักวิชาการ และผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน

ที่มาและเจตนารมย์ของสภาองค์กรชุมชนตำบล

นายชาติชาย เหลืองเจริญ กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลว่า เริ่มต้นจากการบุกเบิกแนวคิดของขบวนองค์กรชุมชน ที่ต้องการผลักดันให้ขบวนองค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับจากภาคีและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสามารถต่อรองกับหน่วยงานของรัฐได้ จึงมีแนวคิดว่าน่าจะทำให้ขบวนองค์กรชุมชนมีสถานะ มีพรบ.มารองรับ เริ่มมีการพูดคุยกับบุคคลและภาคส่วนต่างๆ ที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของขบวนองค์กรชุมชน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้ามาช่วยประสานหลัก บุคคลสำคัญที่เข้ามาช่วยสานความคิดนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างที่สำคัญได้แก่ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อาจารย์สน รูปสูง คุณจินดา บุญจันทร์ อาจารย์แฉล้ม ทรัพย์มูล ฯลฯ 
ในปี 2550 สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้เชื่อมประสานขบวนองค์กรชุมชนที่มีแนวคิดดังกล่าวมาหารือกัน และได้ร่างพรบ.องค์กรชุมชนขึ้นมาในเบื้องต้น ในร่างพรบ.นั้นได้พูดถึงการทำให้ประชาชนมีสถานะในการตรวจสอบในระดับท้องถิ่นแต่ยังไม่ได้รับการยอมรับ จากนั้นได้มีการปรับร่างพรบ.เป็นระยะๆ เมื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้นำ พรบ.สภาองค์กรชุมชนเข้าประชุมในวาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 จึงกลายเป็นพรบ.สภาองค์กรชุมชนประกาศใช้เมื่อปี 2551

หลักคิดสำคัญของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนคือ หนึ่ง ให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนของคนในชุมชน เป็นเวทีในการหารือของชาวบ้านตั้งแต่ระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ ถ้าทำเช่นนี้ได้ก็จะทำให้คนในชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ดังที่มีการใช้คำว่า “ตำบลพึ่งตนเอง” “จังหวัดจัดการตนเอง” และ สอง ได้การยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมี พรบ. มารองรับ สภาองค์กรชุมชนจะได้รับการยอมรับมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคนในชุมชน การจะทำให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเข้มแข็งได้ก็ต้องมีการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ
การดำเนินงาน 4 ปีที่ผ่านมา เจตนาของงานสภาองค์กรชุมชนก็คือ ต้องการให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชุมชนได้มีเวทีในการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การทำแผน ผลักดันนโยบายของตำบลเพื่อให้ท้องถิ่นนำไปดำเนินการได้ ปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนที่ทำงานสำเร็จจนเกิดรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่มาและเจตนารมณ์ของสภาพัฒนาการเมือง

นายพิสิทธิ์ สิริสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักแผนพัฒนาการเมือง กล่าวว่าทั้งสภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนได้จัดตั้งพร้อมกัน เมื่อปี 2551 โดยกฎหมายสภาพัฒนาการเมืองมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ส่วนสภาองค์กรชุมชนมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 นับเป็นเวลา 4 ปีแล้วที่กฏหมายมีผลบังคับใช้ในเรื่องการเมืองภาคพลเมืองและการพัฒนาชุมชน

สำหรับเรื่องอุดมการณ์กับเจตนารมณ์ ซึ่ง 2 คำนี้ไม่เหมือนกัน ถ้าพูดอุดมการณ์ หลักคิด และแนวคิดของสภาพัฒนาการเมืองแล้ว สังคมไทยมีความเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน แต่ปัญหาคือ หลักคิดเรื่องประชาธิปไตยมีอยู่ แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่ต้องพัฒนาและต้องได้รับการแก้ไข เช่น ความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมือง คุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง ความเข้มแข็งทางการเมืองของภาคประชาชนที่ยังอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้การเมืองของไทยยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดแนวคิดการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองขึ้นมา

ส่วนคำว่าเจตนาหรือความมุ่งหมายความตั้งใจนั้น สังคมไทยอยากจะพัฒนาการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยให้มีความสมบูรณ์ และคิดว่าคนที่จะมาสานแนวคิด เจตนารมณ์นี้ได้ก็คือ สมาชิกพัฒนาการเมืองทั้งใหม่ และเก่า
บทบาทของสมาชิกพัฒนการเมืองชุดใหม่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสภาองค์กรชุมชนตำบล จะมีการเชื่อมโยงกับสภาพัฒนาการเมืองอย่างไร จริงๆ แล้ว แนวคิดของกฏหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ก็มีเจตนารมณ์ที่เหมือนกันคือ ต้องการสร้างการเมืองไทยให้เข้มแข็ง และสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประการที่สอง คือ ต้องการสร้างฐานรากของสังคมไทยให้เข้มแข็งคือชุมชนและท้องถิ่น ประการที่สาม สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่น ต้องทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นมามีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนของชุมชน ได้แก่ ผู้แทนของสภาองค์กรชุมชนตำบล และภาคประชาสังคม ที่ทำงานขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองที่อยู่ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด หรือข้ามจังหวัด ดังนั้นวันนี้คนที่มาประชุมก็จะมีคนที่สถานะต่างๆ เช่น มาในฐานะของตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบล สภาองค์กรชุมชนตำบลทั้งจังหวัด ตัวแทนของคนจังหวัด และมาในฐานะของสังคมไทยและคนไทย คือ เป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง

เนื่องจากสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองมาจากฐานตำบล และมาจากหลายสถานะจึงต้องทำงาน ร่วมกับประชาชนในตำบล และสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัด องค์กรอื่นๆ และสมาชิกพัฒนาการเมืองภาคส่วนอื่นๆ เช่น นักวิชาการ และภาคประชาสังคมด้วย อยู่ที่ท่านจะจัดการบทบาทในหน้าที่ของท่านอย่างไร

สำหรับงานที่ต้องทำคือ กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยชุมชน หรือในเรื่องแนวคิดเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง เป็นแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจที่พี่น้องจัดการตนเองได้ เรื่องของพึ่งตนเองได้ ชุมชนพึ่งตนเอง สิ่งเหล่านี้คือ

แนวคิดสำคัญของการพัฒนาการเมือง

ที่ผ่านมาแนวคิดการทำงานของสภาการเมืองชุดที่หนึ่งคือ การเน้นการสร้างการเมืองที่ฐานราก เพื่อสร้างความเข้มแข็งการเมืองที่ฐานราก ซึ่งสภาพัฒนาการเมืองชุดที่สองที่เข้ามาใหม่จำเป็นจะต้องกลับคิดทำต่อ การหาวิธีการพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ จะต้องไปทำความเข้าใจเรื่องขององค์ความรู้ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องของการเมือง มีจิตสำนึกเรื่องการเมือง รู้คุณค่าของประชาธิปไตย ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ที่ผ่านมาสภาพัฒนาการเมืองชุดแรกได้วางแนวทางไว้ว่า ต้องสร้างกลไกการเมืองในจังหวัดให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคม ส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการ อย่างน้อยทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องจับมือกันเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมในจังหวัดให้ได้ ซึ่งสมาชิกพัฒนาการเมืองต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกนี้ให้ได้ ถ้ากลุ่มนี้รวมตัวกันเข้มแข็ง และมีแผนของจังหวัด ก็สามารถต่อรองกับหน่วยงานต่างๆ ได้ ต่อไปสภาพัฒนาการเมืองจะมีงบประมาณส่วนหนึ่งเข้าไปหนุนเสริมกลไกเหล่านี้ เช่น งบประมาณที่เป็นส่วนของสภาพัฒนาการเมือง งบกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองโดยผ่านเครือข่ายของจังหวัด ซึ่งจะเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมในอนาคต ถ้ามีแผนรองรับ มีคณะทำงานรองรับก็สามารถนำงบนี้ไปพัฒนาท้องถิ่น จังหวัด ชุมชน ตำบลในเขตจังหวัดได้

ทั้งสภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนต่างก็มีเป้าหมาย เพื่อสร้างให้คนในจังหวัดมีความ อยู่ดีกินดีเหมือนกัน ซึ่งเราต้องมีการเชื่อมโยงกันทำงานเป็นทีมทั้งขบวนรวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ ด้วย

พอช.กับการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน

pipparat-311055นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช. กล่าวว่าทั้งสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนมีส่วนสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ออก เพราะสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสภาองค์กรชุมชนตำบล และสภาองค์กรชุมชนก็เป็นส่วนของของขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ สภาองค์กรชุมชนระดับตำบลจะเป็นร่ม เป็นเวทีจัดทำแผนในการแก้ไขปัญหาในตำบลของตนเอง เจตนารมณ์ของสภาองค์กรชุมชนคือ การส่งเสริมให้องค์กรชุมชน ท้องถิ่น จัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน มีการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เป็นเรื่องของการเปิดพื้นที่ และทำให้สถานะองค์กรชุมชนได้เข้ามาร่วมพัฒนาท้องถิ่น และถ้าสภาองค์กรชุมชนสามารถดำเนินการได้ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ สภาองค์กรชุมชนจะมีบทบาทสำคัญในการในการสร้างประชาธิปไตยและระบบธรรมาภิบาลเช่น การตรวจสอบการดำเนินงานในพื้นที่ สภาองค์กรชุมชนตำบลยังเป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงนโยบายระดับตำบล จังหวัด และชาติ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

4 ปีที่ผ่านมาก็มีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อจดแจ้งแล้ว สภาองค์กรชุมชนได้บรรลุเจตนารมณ์ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องมีการทบทวนการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชน 
ในส่วน พอช. มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนตามที่กม.ที่กำหนด เช่น มาตรา 5 เป็นเรื่องของการที่สถาบันต้องออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ มาตรา 4 ด้านข้อบังคับยุบเลิก แต่ว่าเราไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ มาตรา 22 ซึ่งสภาองค์กรต้องประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 30 พอช.จะต้องสนับสนุนให้มีการจัดประชุมสภาฯ ระดับชาติ และมีการจัดประชุมยุทธศาสตร์สภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ มาตรา 32 เรื่องการมีแผน การส่งเสริมการจัดตั้งสภาฯ ฯลฯ

ทั้งสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมือง จึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง พัฒนาประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งจะต้องกลับไปคลี่งานในตำบล จังหวัด และมีแผนร่วมกัน วันนี้สภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนจะมีโอกาสที่จะได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน เช่น เชียงใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ที่ปากครอกเกิดแผนการที่จะพัฒนาพื้นที่ของตนเอง หรือในพื้นที่เสี่ยงภัยอีกหลายๆ แห่ง ที่มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากมาย ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องที่ พอช.ก็พร้อมที่จะสนับสนุน ตามเจตนารมณ์ ที่อยากให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

บทบาทของสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมือง

นายชาติชาย เหลืองเจริญ กล่าวว่า เจตนาหลักในการทำงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนคือ การทำให้ขบวนองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่มีความเข้มแข็ง ใช้แนวคิดที่ว่า “พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก พัฒนาแบบมีส่วนร่วม” ทำงานมาตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งมีพรบ.สภาองค์กรชุมชน ณ วันนี้มีเครื่องมือในงานพัฒนาหลายเครื่องมือ สภาองค์กรชุมชนก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ขบวนองค์กรชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งควรทำความรู้จักเครื่องมือชิ้นนี้ให้ดีที่สุดเพื่อนำไปใช้ให้ตรงกับสถานการณ์ เครื่องมือชิ้นนี้มีอยู่ 4 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดที่ 1 กล่าวถึง การจัดตั้งสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล และกำหนดให้มีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ จึงจะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนได้ หมวดที่ 2 กล่าวถึง การจัดตั้งสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ซึ่งสมาชิกองค์กรชุมชนระดับชาติ และสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองก็มาจากสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดในหมวดที่ 2 นี้ ซึ่งใน ซึ่งพรบ.ของสภาพัฒนาการเมืองได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับหมวดที่ 2 นี้ด้วย หมวดที่ 3 กล่าวถึง การประชุมสมาชิกของสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ หมวดที่ 4 กล่าวถึง อำนาจหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ที่จะต้องสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของหลักคิด ถ้าทำความรู้จักเครื่องมือชิ้นนี้อย่างลึกซื้งแล้วแปลงไปสู่การปฏิบัติเรื่องการจัดการตนเอง การพึ่งพาตนเอง ก็จะทำให้เป็นเรื่องที่ทำได้มากขึ้น ดังนั้นถ้าจะใช้เครื่องมือทั้งสองชื้นนี้ คือ พรบ.สภาองค์กรชุมชนและพรบ.พัฒนาการเมือง ก็ต้องทำความเข้าใจทั้งสองส่วนให้ชัดเจนก่อน ถึงเข้าใจการเชื่อมโยงกัน และทำให้แนวคิดเรื่องการพัฒนาพื้นที่เป็นตัวตั้งมีความชัดเจนขึ้น 
สภาพัฒนาการเมืองชุดใหม่ต้องสานต่อเรื่องชุมชนเข้มแข็ง

sujit-311055ด้าน ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ รักษาการประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่าอยากให้สภาชุดใหม่สานต่อในเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนซึ่งควรเน้นงานตรงนี้ ทำงานให้เห็นปัญหาที่เราควรจะรีบทำก่อน อะไรมาก่อน อะไรมาหลัง เพราะเราไม่สามารถทำได้ทั้งหมด เมื่อเราเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองอยากให้สลัดวงเล็บใน กม. ต่างๆ ไปก่อน อยากให้มาดูงานที่เราจะเคลื่อนก่อน-หลังมีเรื่องอะไรบ้าง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ต้องพยายาม

ในการทำงานสภาพัฒนาการเมืองมี 2 ระดับ คือ หนึ่ง การประชุมสภาฯ เต็มรูป คือ การวางนโยบาบทั่วไป ว่าจะดำเนินการพัฒนาการเมืองอย่างไร การตั้ง-อนุมัติงบประมาณ การจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ การจะได้มาซึ่งนโยบายหรือฉันทามติไม่ใช่ของง่าย เพราะความหลากหลายของสมาชิกมาจากหลายที่ การทำงานของสภาฯ พยายามหลีกเลี่ยงการลงคะแนนเสียง นอกจากหาข้อยุติไม่ได้และเราต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. หรือจังหวัด ถือว่าการสร้างความเข้าใจนั้นเป็นเรื่องจำเป็น และ สอง การทำงานในพื้นที่ๆเป็นการทำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนและภาคพลเมือง

ทั้งนี้ในปัจจุบัน มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว 3,638 สภา มีจำนวนสมาชิกที่เป็นองค์กรชุมชน 89,581 องค์กร และมีจำนวนสมาชิกที่เป็นกรรมการ 155,855 คน

Mix2-311055 Mix3-311055 Mix4-311055


Mix5-311055

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter