playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

somkid2-171255

    ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่นำมาสู่การสร้างพลังหรือรวมพลังเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จนั้น ล้วนมีหลากหลายปัจจัยที่นำไปสู่เป้าหมายดังว่า เฉกเช่นเดียวกับการพัฒนาองค์การและสังคมให้ประสบความสำเร็จนั้น ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนนั้นจำเป็นต้องมีวิธีการนำมาสู่การเคลื่อนไหวใหม่ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

      ศาสตราภิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธานที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นวิทยากรพิเศษ ในเวทีเรียนรู้เปิดโลกทัศน์คนทำงาน พอช. ครั้งที่ ๑ ในหัวข้อ การบริหารองค์กรให้มีพลัง เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับใช้ในการบริหารองค์กรให้มีพลังว่า ในช่วงที่ตนเริ่มคิดอย่างจริงจังที่จะมาช่วยงานด้านสังคม เพราะตอนนั้นบ้านเราเจอปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นช่วงที่ทำเรื่อง OTOPและกองทุนหมู่บ้าน จากการทำงานในช่วงนั้น พบว่าการส่งเสริมเรื่องรายได้ให้กับชุมชนหรือชาวบ้านเริ่มทำให้ชีวิตคนเราดีขึ้น เริ่มรู้ว่าจุดอ่อนเป็นอย่างไร พอจะทำอย่างจริงจังก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น จึงไม่ได้ทำ พอไม่ได้ทำก็มาดูเรื่องการแก้ไขปัญหาจากฐานราก และได้มารู้จัก พอช. จึงได้รู้ว่าหน่วยงานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

 

มองให้ทะลุต่อระบบพัฒนาประเทศไทย

เศรษฐกิจเข้มแข็ง สังคมล้มเหลว

          ศาสตรา ภิชาน ดร.สมคิด กล่าวเพิ่มเติมว่า ทำไม พอช. จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ และทำไมจึงไม่ค่อยมีใครอุ้มชูดูแลพอสมควร การที่ได้มีโอกาสมาบริหารและได้ลงไปพบชาวบ้านในช่วงทำ OTOP ในช่วงเวลา ๖ ปี ทำให้เห็นข้างล่างมากขึ้น และรู้ว่าจะทำอย่างไรกับข้างบนบ้าง

          ในขณะนี้เราพัฒนาประเทศเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งsomkid1-171255ชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้ว ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ เริ่มในปี ๒๕๐๔ ทุกคนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนนี้ มองว่าประเทศไทยได้พัฒนาไปมาก และเราก็ภูมิใจกับการพัฒนานี้เช่นกัน

          “ทุกวันนี้เรามี GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาติ ประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาท หากเทียบกับแผนฯ ฉบับที่ ๑ ช่วงนั้นมีเพียง ๖ ล้านล้านบาท หากเฉลี่ยแล้วก็ประมาณแสนกว่าบาท เรามีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่มา ระดับ ๒ ของอาเซียน และเป็น ๑ ใน ๖ ประเทศในโลกนี้ ที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาเกือบ ๔๐ ปีหาได้ยากมาก ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเติบโตที่รวดเร็วมาก เจริญมาก”

          หากถามว่าเจริญจริงหรือไม่ พัฒนาจริงหรือไม่ อีกด้านหนึ่งเป็นอาวุธทางการเมืองที่บอกว่ามีอะไรสำเร็จบ้าง แต่ในชีวิตจริง ในทางเศรษฐกิจทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำสูงมาก มีคนจนเต็มไปหมดที่เห็นภาพได้ชัดเจนคือการพัฒนาในเมืองหลวงหรือเมืองที่มีความเจริญ หากเทียบกับภาคชนบท มีระบบการพัฒนาและความเจริญแตกต่างกันมาก  และเป็นความเจริญที่มุ่งเน้นทางวัตถุวัตถุเท่านั้น แต่ในเรื่องคุณภาพชีวิตนั้นยังห่างไกล

          ในด้านสังคม พอเด็กเริ่มโตเราเริ่มห่วงว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร มองออกไปข้างนอก สิ่งที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการความเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม มีความกตัญญู ณ ขณะเดียวกันมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กเล่นเกมส์ ปัญหาทางสังคม มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และเกิดทั่วโลกด้วย ในขณะที่การศึกษาย่ำแย่ สอบทีไรก็ตกยกหมวด หากเทียบกับโรงเรียนไทยกับโรงเรียนอินเตอร์ช่างห่างกันมา หากระบบการศึกษาเป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร

         
 ฉะนั้นหากมองเรื่อง  สังคม และสุขภาพ ประเทศไทยไม่มีระบบการดูแลคนในวัยชรา พอเรามาดูเรื่อง การเมือง ประเทศที่พัฒนาแล้ว คือประเทศที่การเมืองเขาแข็งแรง ทำอะไรเพื่อบ้านเมือง อย่างประเทศฟิลิปปินส์เมื่อ ก่อนยังมีระบบการตัดหัวกันโยนลงน้ำ พอมาในปัจจุบันทุกอย่างของเขาแข็งแรง ในขณะที่การเมืองของไทยนั้นเป็นการเมืองที่มีสำหรับช่วงชิงอำนาจ ช่วงชิงพรรคพวก เพื่ออยากจะทำลาย หากถามว่าเกิดจากอะไร เช่น ๒๐ ปีที่ผ่านมา เราบอกว่าประเทศของเราอำนาจซื้อคนน้อย เพราะคนจน ฉะนั้นหลักการพัฒนาจึงมีแนวทางที่มุ่งเน้นการพัฒนาการส่งออก นโยบายทั้งมวลเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย มาทำฐานการผลิตแล้วก็ส่งออก ทำให้เกิดการจ้างงาน ในขณะที่ควรมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการบริโภคภายใน จะต้องมีการพัฒนารายได้ที่แข็งแรง และไปซื้อของ พอไปซื้อของแล้วเศรษฐกิจก็แข็งแรง

          แต่ ณ ขณะที่ประเทศเรายากจน จึงให้เงินลงไป และเป็นการพัฒนาที่ไม่แข็งแรง เราใช้หนี้เงินกู้ ๒ ล้านล้านบาท แลกกับการเจริญทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นพอตัวเลข GDP ขึ้นมามาก เพราะเรากระตุ้นเศรษกิจ ยอดขึ้นจริง แต่เราเน้นการส่งออกเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้เห็นว่ามีบริษัทเพียงไม่กี่กลุ่ม หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศมีเพียง ๕ บริษัทที่จ่ายภาษีเพียง ๘๕% ของภาษีที่เราเก็บได้ทั้งประเทศ จากภาคธุรกิจ ผลประโยชน์พลอยได้คือคนมีการจ้างงานเพียงเท่านั้น ฉะนั้นตัวเลข GDP ที่ขึ้นมาเป็นตัวเลขที่ลอย และกลวง เพราะถูกกำหนดโดยมาตรฐานสากล กระทั่ง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาธนาคารโลกเริ่มต่อต้าน ว่าเราทำผิด ในขณะที่เราพัฒนา ทำไมคนยิ่งจน คุณภาพชีวิตเสื่อมลง แถมยังมีการทำลายสิ่งแวดล้อม

 

การพัฒนาไม่ใช่แค่ GDP

เคลื่อนไหวทางความคิด เคลื่อนย้ายทางสังคม

          กระทั่งมีนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง รายงานว่าการพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลกไม่ใช่แค่เรื่อง GDP  แต่การพัฒนานั่นคือการปรับเปลี่ยนและแปรเปลี่ยน สร้างการเปลี่ยนแปลงกับคนและประเทศ เราอยากจะเห็นคนในประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดี เด็กมีการศึกษาที่ดี มีสุขภาพที่ดี มีคนดูแลในยามชรา เราวาดภาพไว้ว่าอยากเป็นอย่างนี้ พยายามผลักดันทุกอย่างเคลื่อนไหวจากจุดนี้ไปสู่อีกจุดหยึ่งGDP เป็นเพียงแค่เป้าหมาย หรือตัววัดตัวหนึ่งในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น มันมีอีกหลายตัว ที่เป็นตัววัดทางสังคม สำหรับประเทศไทยได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การพัฒนา ในขณะที่การพัฒนาจริงๆ เป็นแผนนิ่ง ขาดการขับเคลื่อน เพราะการบริหาร การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการมีวิสัยทัศน์ก่อน เราต้องวางว่าในอนาคตเราอยากเป็นอะไร เราก็ทำตามแผนนั้น การเคลื่อนไหวเหล่านั้น ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพียงแค่เศรษฐศาสตร์หลัก แต่เป็นการเคลื่อนย้ายทางสังคม ซึ่งการเคลื่อนย้ายเหล่านี้เป็นการเคลื่อนย้ายทางความคิด

          ขอยกตัวอย่างการขับเคลื่อนความคิดของคน การขับเคลื่อsomkid4-171255นพฤติกรรมของคน เช่น คนต้องมีความขยัน มีความประหยัด อดออม เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทย นั่นคือเริ่มจากมีวิสัยทัศน์ มีภาพที่คุณต้องการ และขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายนั้น บางครั้งนโยบายระดับชาติ เราอาจจะเข้าไม่ถึง กระแสหลักที่เกิดจากการสร้างกระแสโดยเน้นความสุข นั่นคือเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนา ลักษณะงานอย่างนี้ที่เกี่ยวข้องกับทั้งประเทศ นั่นคือให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดการรวมตัวและพัฒนาให้เข้มแข็ง ประเทศที่รวมตัวกันเยอะเท่าไหร่ ยิ่งเป็นปึกแผ่นมากเท่าไหร่ ยิ่งดี หากข้างล่างเข้มแข็ง ข้างบนก็ไปได้ง่าย ความเหลื่อมล้ำน้อยลง

          “ในประเทศไทย ภาคประชาชนยังอ่อนแอ ถามว่างานเหล่านี้เป็นหน้าที่ของใคร นั่นคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะต้องมีแนวทางการพัฒนาให้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่งานนั้นมาตกอยู่ที่ พอช. งบมาปีหนึ่งพันกว่าล้าน นั่นคือไส้ติ่ง นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศไทย งานสำคัญ แต่ไม่มีใครเล็งเห็นสมัยที่ผมทำ OTOP ชาวบ้านวิ่งเอาของมาให้ผมเลย เพราะเขาบอกว่าเขามีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างผมไปที่ญี่ปุ่น ชุมชนเขาเข้มแข็งมาก มีการรวมกลุ่มขององค์กรชุมชนมาก เราจะทำอย่างไรให้ประเทศเราเข้มแข็งเหมือนประเทศอื่นได้ ฉะนั้นการพัฒนาชุมชน เป็นการพัฒนาที่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงภายใน

บริหารองค์กรให้มีพลัง

มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม

          พอช. มีหน้าที่ ที่ทำอย่างไรให้มีการก่อตัวของชุมชนขึ้นมา สรรหาคนดีๆ ขึ้นมา พอช. เปรียบเป็นคนนอก มีบทบาทในการแนะนำ ชี้นำและต้องชี้นำที่เหมาะสม เพราะคนเราไปบังคับกันไม่ได้ เพราะเรื่องบางเรื่องชาวบ้านไม่รู้ เรารู้ เราต้องชี้นำเขา และนำสรรพกำลังทั้งมวลมาช่วยเขา นั่นคือหน้าที่ของ พอช. ถ้าไม่ทำอย่างนี้คือผิด งานหนักอย่างนี้ แต่ พอช. องค์กรเล็กๆ นี้ จะทำอย่างไรศาสตรา ภิชาน ดร.สมคิดชี้แนะว่า

          ประการแรกการสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ความไว้วางใจ (Trust)นักเขียนที่เขียนเกี่ยวกับจุด
สิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ได้ศึกษาสังคมโลกนั้น แบ่งเป็น ๒ สังคม คือ ประเภทที่หนึ่งประเทศที่คนมีความเชื่อมั่น เชื่อถือกันระหว่างคนกับคน ที่เป็นระบบที่หลุดพ้นจากระบบเครือญาติหรือครอบครัว มาร่วมมือกัน เชื่อถือกัน ช่วยเหลือกัน ทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม เป็นระบบที่ภาคประชาชนแข็งแรงมาก ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็งมาก ประกอบด้วย ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา เป็นต้น ทำให้เราเห็นภาพว่าญี่ปุ่น กับอเมริกาเขาเจริญ ที่เห็นได้ชัดเจนคือคนญี่ปุ่นจะทำอะไรเกี่ยวกับชุมชนเขาร่วมมือร่วมใจกันมาก และประเภทที่สอง คือ ระบบสังคมที่ถือระบบเครือญาติ พรรคพวก เน้นนามสกุลหรือวงค์ตระกูลเดียวกัน เช่น จีน เป็นต้น

          “ในการพัฒนาชุมชน การที่คุณทำให้เกิดการก่อตัวของกลุ่มต่างๆ ในชุมชนขึ้นมาได้ คุณต้องสร้างความไว้somkid3-171255เนื้อเชื่อใจให้ได้ เราต้องไปค้นหามาว่าวิธีที่ให้ พอช. เป็นองค์กรให้คนเชื่อถือนั้นทำอย่างไร เช่น ในอดีตมีอาจารย์ไพบูลย์ ที่เสียสละมาทั้งชีวิตทำเพื่อ พอช. ชาวบ้านเชื่อใน อ.ไพบูลย์ รวมถึงมีพลังจาก หมอประเวศมาเสริม คุณต้องสร้างจุดนี้ให้ได้ ถ้าคุณต้องการดึงพรรคพวกทั้งหลายนอกเหนือวงการ มาช่วยเหลือชาวบ้าน ถามว่าเขาเชื่อมั่นในตัวชาวบ้านหรือเปล่า การที่เราทำงานกับชุมชนเรื่องเหล่านี้ พอช. ไม่ได้คิด เป็นประเด็นที่ว่าทำไมไม่มีใครรู้จัก พอช. เราจะทำอย่างไรให้คนที่มีพลังอำนาจหรือบารมีนั้นรู้จัก พอช. และมาสนับสนุน การที่เราทำเรื่องเคลื่อนย้ายสังคม หรือเรื่องเคลื่อนภูเขา ต่อให้คุณใช้คนล้านคนก็เคลื่อนไม่ได้ คุณต้องหาคนที่ชาวบ้านเชื่อมั่น เชื่อถือ มาเป็นแนวร่วม ชาวบ้านจะมาช่วยเหลือได้”

          ประการที่สองการสร้างกระแส การทำงานสังคมไม่ใช่การทำงานเป็นโครงการๆ ไป แต่เป็นกระบวนการสร้างชุมชนใหม่  เราต้องปลูกฝังจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา ขอยกตัวอย่างแนวคิดการขับเคลื่อนในสังคมของประเทศเกาหลี สิ่งที่เขามุ่งเน้นมี ๓ หลักการใหญ่ๆ คือ การให้ทำงานหนัก ให้พึ่งตนเอง ให้เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งการสร้างกระแสของเขาเริ่มจากสิ่งง่ายๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ ทำความสะอาดถนน มีการฝึกอบรมชาวบ้านด้านจิตใจ เป็นต้น

          “การสร้างคนต้องสร้างที่จิตใจ มองว่าใครคนไหนที่มีจิตใจสาธารณะ สร้างทีมขึ้นมา พัฒนาและให้ลงไปในหมู่บ้าน ดึงคนหนุ่มคนสาวเข้ามาร่วม ทำให้เกิดจากจุดหนึ่ง ขยายไปสู่จุดหนึ่ง เป็นเครือข่ายทางสังคม

เช่น การสร้างรายได้ เริ่มจากการคิดว่าแต่ละหมู่บ้านมีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และต้องข้ามพ้นแค่เรื่องสภาพแวดล้อม กระแสเริ่มเกิดขึ้นอีกระลอก คือดึงคนเข้ามาร่วม ว่าแต่ละหมู่บ้านจะทำอะไร เช่น หมู่บ้านนี้เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด คุณมีพลังในการสร้างกระแสหรือไม่ แม้คุณจะมีพลังหรือไม่มีพลังก็ตาม กุญแจอยู่ที่ตรงนั้น ไม่ใช่อยู่แค่โครงการ”

          ประการที่สามการพัฒนาความสามารถ คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ จะต้องมีความสามารถ มีการพัฒนาความสามารถของเขา และต้องมีความแตกต่างไปแต่ละขั้นตอน  ที่อยากเปลี่ยนเขาเราต้องดูว่ามีสถาบันหรือหลักสูตรในการพัฒนาหรือไม่ ถ้าไม่มีเราจะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา  ต้องคิดว่าอยากให้เขาเป็นอะไร ต้องคิดค้นหลักสูตรมาสร้างและพัฒนาเขา

          “ประเด็นสำคัญคือจะเอาคนนอกมาช่วยเขาอย่างไร มีระบบการเจรจากับท้องถิ่น มีการแบ่งบทบาทในการพัฒนา เช่น มีการโฆษณา มีการขาย มีจุดขาย ใช้พลังจากภายนอกเอาภาคเอกชนมาช่วย เช่น การพัฒนาอาชีพหรือผลิตภัณฑ์ในญี่ปุ่น สิ่งที่ถามคือทำไมคนไทยทำไม่ได้ เป็นการพัฒนาจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง หากเรารู้ว่าสินค้าไม่มีคุณภาพ เราต้องพัฒนาเขาให้มีคุณภาพ และแต่ละหมู่บ้านต้องมีความแตกต่างกันออกไปของสินค้า นี่คือหน้าที่หลักของ พอช. สำหรับ พอช. มีเจ้าหน้าที่ ๓๐๐ คน และชุมชน ต้องเร่งให้เขามีความรู้เกี่ยวกับโลก ท้องถิ่น คุณต้องไปออกแบบให้ได้”

          ประการที่สี่สายสัมพันธ์ พอช. ต้องรู้จักการเปิดตัวองค์กรต่อสาธารณsomkid5-171255ชนด้วยการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับภาคเอกชน สื่อมวลชน และองค์กรอื่น ๆ มิใช่มุ่งทำงานร่วมกับชุมชนกลุ่มเดียว

        ประการที่ห้าศิลปะในการจัดการ หน้าที่ของ พอช. คือ การสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คนเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหากไม่จำเป็น มีหลักสำคัญ คือ ให้เขามีความรู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องเปลี่ยนแปลง มีตัวอย่างให้เขาดู เพื่อชี้ให้เห็นความชัดเจน ทำให้เกิดการกระจายสิ่งใหม่ๆ ได้เร็ว

          “เราต้องกระตุ้นให้เกิดความแข็งแรง ต้องดูว่าทีมของคุณแข็งแรงหรือยัง หรือในเรื่องของหมู่บ้านนั้น คุณมีความเข้าใจเขาหรือยัง มีการมองพินิจพิเคราะห์ และส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งอย่างไร ต้องคิดให้ทะลุ วิธีการเราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แล้วอธิบายให้เขาฟัง ไม่ต้องระยะยาว เราทำให้เขาเห็นผลระยะสั้นก่อน ทำให้เขามีกำลังใจในการทำงาน เสร็จแล้วก็ขยายความคิดจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังหมู่บ้านหนึ่ง ต้องทำให้เร็ว และสำหรับโลกยุคใหม่ต้องดึงเรื่องการสื่อสาร Social  Media แพร่กระจายออกไป นี่คือการจัดการ”

          ศาสตรา ภิชาน ดร.สมคิดกล่าวทิ้งท้ายว่า หาก พอช. เป็นองค์กรที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง แต่ต้องมีศิลปะในการลดความขัดแย้ง นั่นคือการมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งความน่าเชื่อถือนี่แหละ จะช่วยลดความขัดแย้ง  และการลดคอรัปชั่น และต้องสร้างกระแสในสังคมให้รู้สึกว่าการคอรับชั่นคือสิ่งที่เลวที่สุด รวมทั้งต้องมีการกำหนด KPI ของเราเอง ซึ่งต้องทำองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา

somkid6-171255 somkid7-171255 somkid8-171255

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter