งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๕ เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ ๑๘-๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ ณ ไบเทค บางนา โดยพี่น้องภาคประชาชนจากทุกภูมิภาคได้มาร่วมงานกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ๕ เริ่มต้นด้วยการมอบรางวัลสมัชชาสุขภาพ ๓ รางวัล ได้แก่ รางวัลประเภท “๑จังหวัด” เป็นของเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดตรัง รางวัลประเภท “๑พื้นที่” เป็นของ ตำบลชะแล้ อ.สิงหนคร จ.สงขลา และ รางวัลประเภท “๑กรณี” เป็นเอชไอเอชุมชนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน-เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทราจากนั้น ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๕ได้กล่าวเปิดงานและเชิญปาฐกถาพิเศษจาก นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นางสาวแสงระวี ดาปะ เครือข่ายเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย นางฑิฆัมพร กองสอน เครือข่ายแผนแม่บทชุมชน มาร่วมปาฐกถาในแง่มุมที่แตกต่างกัน
ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ได้กล่าวว่า คำว่าสุขภาพแห่งชาตินั้นมีหลายมิติ ซึ่งตนเองเห็นด้วยว่าต้องหลายมิติ ดังนั้น ตนชอบคำว่า Health in all Policies คำนี้มาก ตรงกับใจ ตนเห็นว่าเรื่องของสุขภาพต้องอยู่ในทุกมิติของสังคม แต่ว่า เราจะต้องทำสิ่งให้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ ให้เป็นจริงในสังคม ซึ่งมันจะมีคุณค่าต่อประเทศชาติมาก ถ้าทำได้ ประเทศชาติคงจะเบิกบาน(ซึ่งหลังการปาฐกถาของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ดร.สิรินา ปวโรฬารวิทยา ก็ได้กล่าวตอบว่า เราจะทำได้แน่นอนค่ะ พร้อมทั้งลุกขึ้นยืนปรบมือให้เกียรติ)
นางสาวแสงระวี ดาปะ เยาวชนจาก จ.เลย ได้ขึ้นมากล่าวสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับจังหวัดเลย โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่จนทำให้ ๖ หมู่บ้านของจังหวัดเลยไม่อาจใช้น้ำฝนดื่มกิน รวมถึงแม่น้ำในลำคลอง ต้องบรรทุกน้ำมาจากที่อื่นใช้ เธอตั้งคำถามว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่คิดถึงความเป็นอยู่ในลูกหลานในภายภาคหน้า ทำไมถึงคิดว่าความเจริญคือ การทำลายธรรมชาติ ทั้งที่ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติต่างหากที่จะเป็นความเจริญที่แท้จริง
นางฑิฆัมพร กองสอน จากเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน (และประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดน่าน) ได้กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการน้ำดื่มที่สะอาด อาหารที่ปลอดภัย ต้องการความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น ตลอดที่ผ่านมาด้วยความศรัทธาในกระบวนการเรียนรู้ และด้วยโอกาสของกฎหมายสุขภาพที่เปิดโอกาสให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง จังหวัดน่านซึ่งเคยมีปัญหากรณีที่ดินที่อยู่อาศัยก็ได้หันหน้าพูดคุยกับภาครัฐและมีเกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน จนตอนนี้พี่น้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านก็ลดลง การเรียนรู้ของเราได้นำมาเขียนแผนเครือข่ายพึ่งตนเอง ๔ ภาค ซึ่งทำให้เราเกิดความมั่นใจว่า ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันผลักดันให้เป็นนโยบาย ก็จะทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีได้
ในด้านสาธารณสุขแล้ว มีอยู่ ๒ คำ ที่ออกเสียงคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกัน คือ โลก และ โรค คำว่า โลก เป็นเรื่องของสังคม คนต้องดูแล แต่คำว่า โรค เป็นเรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์ต้องดูแล ซึ่งจะให้ดีต้องรู้จักป้องกันก่อนจะโรคการกินตามใจปากก็สามารถทำให้เกิดโรคได้
และในเวลา ๑๒.๔๕ น. วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ ที่ห้องประชุม ๑ (GH201-202) ได้มีงานประชุมวิชาการในหัวข้อ “ธรรมนูญภาคประชาชนสู่การปฏิรูปประเทศไทย” โดย นายชาติวัฒน์ ร่วมสุข เลขาฯ สภาองค์กรชุมชน คนปัจจุบัน และสภาองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ได้พูดถึงนิยาม “การจัดการตนเอง” ว่า หมายถึง อำนาจในการจัดการปัญหา อำนาจที่จะต้องกำหนดทิศทางอนาคตตนเอง ที่จะปกปักรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น อำนาจที่เป็นอำนาจของประชาชนนำ
จังหวัดอำนาจเจริญผลักดันประเด็นจังหวัดจัดการตนเองโดยการประกาศธรรมนูญประชาชนเมื่อปี ๒๕๕๓ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมเราถึงต้องทำธรรมนูญประชาชน ประการแรก จังหวัดอำนาจเจริญยากจน ในปี ๒๕๕๔ อำนาจเจริญได้รับเกียรติให้เป็นจังหวัดยากจนที่สุดในประเทศไทย ประการที่สอง ระบบการเมืองภาคตัวแทน ที่พึ่งพิงอิงไม่ได้ประการที่สาม กระบวนการทำงานภาคประชาชน จะต้องมีการยกระดับให้เข้าถึงรากเหง้าอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ ก่อนปี ๒๕๔๖ อำนาจเจริญแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งก๊กแบ่งเหล่า ทั้งภาครัฐภาคประชาชน แต่เราก็เริ่มขยับมารวมตัวกันทีละน้อยในระหว่างปี ๒๕๔๖-๒๕๔๘ จนกระทั่งเราสามารถประสานการทำงานเป็นเครือข่ายได้ เรียกว่า ขบวนอำนาจเจริญ การทำทีมในสองปีนั้นเรียกได้ว่ายกระดับขบวนที่ใหญ่มาก พอเราได้คนเราก็ยกระดับความคิด จนมาปี ๒๕๕๓ เรียกได้ว่าเรายกระดับที่ยิ่งใหญ่มาก เราทำงานเต็มทุกพื้นที่ มีสภาองค์กรชุมชนเต็มทุกพื้นที่ แต่ว่า เราก็ยังยากจน ทำไมเรายังยากจน เหมือนมันไม่มีความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทางสังคม ตำบล และจังหวัดเราเลย เราค่อยมองไปว่าการทำงานที่ผ่านมามันยังไปไม่ถึงรากเหง้าของปัญหา แล้วเราก็ได้ความคิดและวิธีการเข้าถึงรากเหง้าของปัญหา เรารู้แล้วว่าขบวนเราเองนี่แหละที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ไม่ใช่ใครคนอื่น ที่ผ่านมาการทำงานต่างๆ เป็นเพียงการทำงานเพื่อบรรลุกิจกรรม ตามโครงการที่ได้รับแล้วก็จบ นั่นคือ โครงสร้างภาครัฐ ที่เป็นการรวมศูนย์เพียงจุดเดียว
ส่วนปัญหารากเหง้าที่สอง คือ ที่ผ่านมาประชาชนรอรับเพียงอย่างเดียว เราจึงมุ่งสู่การแก้ไข เรื่องแรกคือ เรื่องโครงสร้าง ต้องทำให้สำนึกพี่น้องประชาชนเปลี่ยนไป ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึง ไปถึงแค่พวกเราไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้น ต้องทำให้เขามีสำนึกในวิถีประชาธิปไตย เขาต้องลุกขึ้นมา แนวทางแก้ไขต่อมาคือ เมื่อพี่น้องมีสำนึกวิถีประชาธิปไตยแล้ว เขาควรกลับคืนสู่วิถีรากเหง้าของเรา ควรลุกขึ้นมาจัดการตนเองด้วยภูมิปัญญา เอาความรู้ เอาสิ่งดีๆ ที่พี่น้องอำนาจเจริญมีอยู่มาร่วมกันทำ ก็เกิดการระดมความคิดเห็นเต็มพื้นที่ทุกหมู่บ้าน ๖๐๗ หมู่บ้าน โดยใช้เครื่องมือจากเวทีสภาองค์กรชุมชน จากความคิด สู่ความรู้ นำมาสู่การปรับปรุง กระทั่งเกิดเป็นมติร่วมกัน
นายชัชวาลย์ทองดีเลิศ จากกลุ่มมหานครเชียงใหม่จัดการตนเอง ก็ได้เล่าย้อนถึงประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ว่า เชียงใหม่เมื่อ ๑๒๐ ปีก่อนก็เคยปกครองตนเอง จัดการตนเอง แต่การออกมาเรียกร้องนี้ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด เชียงใหม่ก็ยังเป็นประเทศไทย มีความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ เหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ต้องการอำนาจในการจัดการปัญหาต่างๆ จึงได้ร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานคร เพื่อให้คนเชียงใหม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าได้ และผู้ว่ามีอำนาจสั่งการในการจัดการปัญหา เนื่องจากทุกวันนี้จังหวัดเชียงใหม่มีความเติบโตเป็นอย่างมาก นครเชียงใหม่เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ดังนั้น เมื่อเติบโตมาก ปัญหาก็มากมาย เช่น การสร้างไนท์ซาฟารี การจะสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ ขึ้นดอยหลวงเชียงดาว ปัญหาการรุกล้ำแม่น้ำปิง สารพัดปัญหาที่ท้องถิ่นจัดการกันเองไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับส่วนกลางหมด คนเชียงใหม่ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องคอยประท้วงมาตลอดจนเรามาคิดกันว่า เราจะประท้วงกันไปตลอดอย่างนี้หรือ ที่สุด จึงคิดว่า ปัญหาต่างๆ ของเชียงใหม่มันจะแก้ไขได้ง่ายขึ้นถ้าเราสามารถจัดการตนเองได้
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้กล่าวว่า ความเหมือนของเชียงใหม่และอำนาจเจริญมีเหมือนกันคือ เป็นจังหวัดที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องการจัดการตนเองเหมือนกัน แต่ต่างกันที่เชียงใหม่ผลัดดันเชิงการบริหารจัดการ ดึงอำนาจจากส่วนกลางมาอยู่ในมือท้องถิ่น แต่มันยากตรงที่ตลอดที่ผ่านมาผู้ว่าฯ คือมือไม้ของรัฐบาล ดังนั้น จะไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่อยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าเองในขณะที่อำนาจเจริญผลักดันธรรมนูญประชาชน แต่เราจะใช้ธรรมนูญประชาชนให้เชื่อมต่อกับรัฐธรรมนูญของประเทศอย่างไร
ขณะที่มองอีกมุมหนึ่งในแง่การจัดการ อย่าง พอช. ใช้งบไม่เกินปีละ ๓๐๐ ล้าน แบ่งให้ ๗๗ จังหวัด ให้จังหวัดละ ๓ แสนบาทเท่านั้น ให้ประชาชนบริหารจัดการเอง ปรากฏว่าพวกเขาสามารถประสานงานได้ทั้งจังหวัด นั่นหมายความว่าการปล่อยภาษีอากรแค่ส่วนหนึ่งไปสู่ประชาชน มันอยู่ได้ แค่ปล่อยการจัดการแค่การเงินอย่างเดียว ถ้าเราพลิกการต่อสู้ไปสู่ระบบใหม่ การจัดการใหม่ นำมาสู่การจัดการในพื้นที่ คิดว่าอนาคตน่าจะไปได้
ดร.บรรเจิด สิงคเนติ จากมหาวิทยาลัยนิด้า ได้กล่าวว่า ไม่ว่าเชียงใหม่หรืออำนาจเจริญซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้เริ่มลุกขึ้นมากำหนดตนเอง ภาพนี้สะท้อนถึงรูปแบบการปกครองที่ไม่เหมาะกับสภาพปัจจุบัน การจัดสรรงบประมาณและการบริหารที่ไม่เหมาะสมทำให้คนท้องถิ่นไม่อาจยอมรับ มิติต่างๆ มากมายก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อคนในพื้นที่ แต่กฎหมายเหล่านี้ (การร่างธรรมนูญจังหวัด) ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพราะ กฎหมายคือกระบวนการสุดท้ายของความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดจึงคือเจตจำนงของภาคประชาชนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายนั่นคือเป้าหมายสุดท้ายของกฎหมาย
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่านั้นจริงๆ แล้วควรเรียกเป็น รัฐบาลท้องถิ่น หมายถึงมีอำนาจการตัดสินใจ โดยร่วมกับชุมชน ประชาสังคม ให้เต็มในพื้นที่ ในพื้นที่ก็จะมีความสมานฉันท์ สีไม่มีความสำคัญแล้ว เพราะงบประมาณลงพื้นที่ อำนาจการจัดการลงในพื้นที่ ความปรองดองจะเกิดในพื้นที่แทนเพราะมันคือผลประโยชน์ร่วมกันของคนในท้องถิ่น




