เมื่อวันที่ ๓-๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ ได้มีการจัดเวทีสรุปผลการดำเนินโครงการแก้ไขและฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ภาคเหนือตอนบน ที่ โรงแรมสิรินาถการ์เดน จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชนจาก ๘ จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน จ.พะเยา จ.เชียงราย จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.แพร่ เข้าร่วม โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรชุมชนปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ในพื้นที่ตัวอย่างจังหวัดละหนึ่งแสนบาท
เริ่มด้วยที่ จังหวัดพะเยา นางสาวนารี เวียงคำ ได้กล่าวว่าเมื่อได้งบประมาณมาแล้ว ทางคณะทำงานก็ได้ริเริ่มนำไปพัฒนาศักยภาพผู้นำ โดยอิงฐานข้อมูลจากบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดูว่าพื้นที่ที่ไหนเสี่ยงภัยก็เชิญเขามาให้ข้อมูล โดยพะเยาได้ใช้ชื่อโครงการนี้ว่า“โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ จ.พะเยา”
พะเยาเป็นเมืองเก่าแก่ เดิมชื่อว่า “ภูกามยาว” สภาพภูมิศาสตร์เป็นที่ราบแอ่งกระทะ และล้อมรอบด้วยภูเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ ๓๐๐ – ๑,๕๕๐ เมตร ในฤดูฝนจังหวัดพะเยาจะประสบปัญหาพายุในต้นฤดูฝน ซึ่งจะมีลูกเห็บลง หลังคากระเบื้องแตก ใบยาสูบเป็นรู ปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และปัญหาแผ่นดินไหว ดินและหินถล่ม ในฤดูหนาวจะประสบปัญหาภัยหนาว และในฤดูร้อน จะประสบปัญหาภัยแล้ง และไฟป่าลุกลามรวมไปถึง ปัญหาหมอกควันจากไฟป่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาภัยพิบัติที่ทำความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยทางอ้อม เช่น เพลี้ยกระโดดระบาด (เพลี้ยกระโดด เจาะกินข้าวตรงกลาง จะเน่าตรงกลาง ต้นข้าวไม่ออกรวง) อันเนื่องมาจากสภาพภูมินิเวศน์เปลี่ยนแปลง ซึ่งทางอำเภอแม่ใจประสบปัญหาเรื่องนี้ และปัญหาภัยพิบัติบางอย่างไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นปัญหาจากฝีมือคน เช่น การทำฝายผิดรูปแบบ
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและคิดว่าการหาทางป้องกันน่าจะดีกว่าการตามแก้ไขหลังเกิดเหตุทาง จ.พะเยาจึงได้มีโครงการเตรียมความพร้อมให้ผู้นำ โดยให้ผู้นำชุมชนได้ตระหนักถึงปัญหาและคิดหาวิธีรับมือ เช่น บางพื้นที่ของ จังหวัดพะเยาอยู่ติดกับเขตจังหวัดน่าน มีแม่น้ำเส้นเดียวกันไหลผ่านก็คิดเชื่อมโยงให้มีการติดต่อสื่อสารเพื่อจะได้ส่งข่าวเตือนภัยให้กัน จึงหวัดจะมีการร่วมมือกันในภาคประชาชนในระยะยาวและเกิดเป็นเครือข่ายทำงานอย่างยั่งยืน
สำหรับ จ.พะเยาได้จัดทำกิจกรรมในแผนงานแรกไปแล้ว โดยเป็นการจัดประชุมผู้นำและภาคีความร่วมมือเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้นำและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน ของ ๓๑ ตำบล และเพื่อกำหนดกรอบการจัดการร่วมกันให้รอบด้าน โดยแกนนำมาจากภาคประชาชนจากสภาองค์กรชุมชน 31 ตำบล ผู้นำชุมชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ และพื้นที่เสี่ยงภัยที่ได้รับการประกาศเตือนภัยอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยาและจะดำเนินการทุกแผนให้เสร็จสิ้นภายเดือนมกราคม ๒๕๕๖
จ.เชียงราย โดย นางสาวอัญชลี อินต๊ะวงศ์ เป็นตัวแทน จ.เชียงรายได้ชี้แจงว่า งบประมาณหนึ่งแสนบาท นั้นทางเชียงรายได้จัดทำ “โครงการเชื่อมโยงการดำเนินงานและการติดตามหนุนเสริมพื้นที่ประสบภัยพิบัติตำบล จังหวัดเชียงราย” ดำเนินการโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่หลักคือ ต.จันจว้า ต.ศรีดอนมูล ต.วาวี ต.แม่ไร่ ต.ท่าก๊อ และพื้นที่รองคือ ต.ป่าตึง ต.แม่จัน ต.ป่าสัก ต. เทิดไทย ต.แม่สะลอง ต.ปอ โดยโครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อจะเชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายในการจัดการทรัพยากร ระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูชุมชนลุ่มน้ำด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “บทเรียน” สำคัญจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในชุมชนและพื้นที่ และวางแนวทาง การเฝ้าระวัง ป้องกัน และเยียวยาปัญหาอุทกภัยซึ่งที่ผ่านมาทางเชียงรายได้เน้นการทำงานร่วมกัน มีการระดมทุนในบางพื้นที่ และบางพื้นที่มีการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ อยากให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง
สำหรับการดำเนินงานของจังหวัดเชียงรายแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ การเชื่อมร้อยเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้าใจและกลไกการทำงานในระดับตำบล จังหวัด ทีมประชาสัมพันธ์ และทีมติดตาม ทั้งหมด ๔ ครั้ง และสองคือ เน้นการทำข้อมูลกระบวนการร่วมกันออกแบบเครื่องมือ บทเรียนประสบการณ์ ช่วยกันคิดรูปแบบการเก็บข้อมูล ๒ ครั้ง เพื่อความเข้าใจเชิงนโยบายและแผนการพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมาพอจะประมวลความเดือดร้อนของพี่น้องเชียงรายได้ว่ามีปัญหา ภัยหนาว ดินโคลนถล่ม น้ำแล้ง น้ำท่วม ลูกเห็บ แผ่นดินไหวรวมถึงการได้ข้อมูลน้ำท่วมน้ำหลากว่าจะมาเมื่อไหร่ โดยมีหมู่บ้านหนึ่งน้ำท่วมสูงถึงสองเมตร และก็ได้รับความช่วยเหลือที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนั้นทำให้เชียงรายได้วิเคราะห์สาเหตุ และบทเรียนที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง โดยข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาและการแก้ไขในระดับพื้นที่และข้อเสนอต่อท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด รวมถึงการแลกเปลี่ยนแผนพัฒนาแผนชาวบ้านนั้นจะต้อง ไม่รอรับถุงยังชีพอย่างเดียว ชาวบ้านต้องมีแผนช่วยเหลือตนเอง เชื่อมโยงกับสถาบันวิจัย สถานศึกษาต่างๆ มาช่วยเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลแนวทางสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วย
ในส่วนปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานนั้น มีบางแห่งที่หน่วยงานของรัฐและองค์การปกครองท้องถิ่นยังคิดว่าเป็นการดำเนินงานของเอ็นจีโอเลยไม่อยากให้ความร่วมมือ ซึ่งทางคณะดำเนินงานก็ได้พยายามจะอธิบายและขอความร่วมมือ โดยเฉพาะปัญหาเหมืองฝาย เช่น ต.แม่ไร่ นั้น มีฝายที่มีความสูงเกิน ๙ เมตร ประมาณ ๕๐ แห่ง ซึ่งคิดว่าในอนาคตก็อยากจะมีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อจะได้นำไปเสนอต่อทางการว่าเรามีปัญหาอะไร ถ้าไม่มีข้อมูลเราก็คุยกับเขาไม่ได้รวมถึงบางแห่งมีปัญหาเรื่องนายทุนแย่งน้ำใช้ ซึ่งถ้าชาวบ้านไม่สามารถจัดการปัญหาภายในหมู่บ้านเองได้ ก็อาจจะใช้สื่อมวลชนช่วยนำเสนอปัญหาต่อไป
จ.ลำพูน นำเสนอโดย นางนงนุช ใจอ่อน ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากโครงการฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติฯ ของจังหวัดลำพูนไม่ได้งบหนึ่งแสนบาทโดยตรงแต่เป็นการที่โครงการต่างๆ ของจังหวัดให้งบประมาณมาโครงการละสองหมื่นบาท ดังนั้น การดำเนินงานจึงต้องสนับสนุนและทำงานกับพี่น้องโครงการต่างๆ อย่างแยกไม่ออกโดยปีที่ผ่านมาจังหวัดพะเยาได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติ 37,847 ครัวเรือน ซึ่งจังหวัดพะเยานั้นเน้นการจัดทำฐานข้อมูลเรื่องภัยพิบัติ โดยจะเอาเจ้าของปัญหามาเล่า (พรรณนา) ถึงแง่มุมที่แต่ละพื้นที่ประสบ จนทำให้เป็นภาพรวมทั้งจังหวัดซึ่งความหมายของการฟื้นฟูชุมชนประสบภัยพิบัติฯ ระหว่างรัฐกับเราจะไม่เหมือนกัน ในภาครัฐจะเป็นบรรเทาสาธารณภัย แต่เรามีทั้งป้องกัน วางแผน ตั้งรับและเยียวยาด้วยซึ่งปัญหาภัยพิบัติหลายอย่างก็เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น บางครั้งสาเหตุภัยพิบัติมาจากหน่วยงานภาครัฐ ขุดลอกลำน้ำ โดยเฉพาะลำน้ำลี้ ซึ่งก็ได้มีการร่วมกันคัดค้านไม่ให้ขุดลอก เพราะต้นไม้ตามตลิ่งถูกตัด จนทำให้ตลิ่งทรุด พังทลาย คณะทำงานลำพูนจึงตระหนักถึงปัญหาภัยพิบัตินี้ว่า ทำอย่างไรจะให้มีการป้องกันแทนที่จะคอยตามแก้ไขปัญหา เช่น เวียงหนองล่อง ต้นน้ำลี้ และน้ำปิง ปกติไม่มีปัญหา แต่ตอนหลังเริ่มมีเกษตรกรเหนือน้ำใช้สารเคมีมากขึ้น ก็ทำให้ขาดความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพร่างกายอ่อนแอลง พอสุขภาพไม่ดีก็ทำลายดิน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ควรดูแล แต่เกษตรกรไม่ตระหนัก ทำลายดิน
ปกติการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติมักเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่มีการแก้ปัญหาระยะยาว เรามักจะระดมทุนกันเฉพาะหน้า ทำไมเราไม่ตั้งกองทุนล่วงหน้า เพื่อเวลามีปัญหาก็จะสามารถใช้ได้ทันที จังหวัดลำพูนจึงคิดว่าน่าจะมีกองทุนตรงนี้เพื่อจัดการป้องกันปัญหาในพื้นที่ที่ไม่มีใครคาดถึง ซึ่งในอดีตทางลำพูนก็เคยมีการจัดตั้งกองทุน “หลอนต้อด” (หมายความว่า กองทุนที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน) เมื่อปี ๒๕๔๘ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดังนั้น ทางลำพูนจึงคิดว่าควรจะมีการจัดการปัญหาในระยะยาวมากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะปีต่อปี
สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาของลำพูน ลำพูนเน้นการประเมินความเสี่ยงในปัญหาภัยพิบัติด้วยตนเอง และจัดเก็บข้อมูลเพื่อเป็นพื้นฐานในแก้ไขปัญหากับทุกฝ่าย
จ.น่าน นายเจริญ พานิช ได้กล่าวว่า จังหวัดน่านมีปัญหาภัยพิบัติเยอะโดยเฉพาะในหน้าฝน ฝนตก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม ซึ่งไม่ใช่ว่าเมื่อดินถล่มแล้วเราต้องย้ายบ้าน เพราะที่ทำกินของทุกคนอยู่ที่นี่ ดังนั้น โจทย์ของเราคือ เราจะอยู่ที่นี่กันได้ยังไง อยู่อย่างไรเพื่อจะตั้งรับกับปัญหาภัยพิบัตินั้นได้ ไม่ใช่หนี เพราะเรามีพื้นที่จำกัด ทั้งป่าสงวน อุทยาน ที่ดินทุกตารางนิ้วมีเจ้าของ ดังนั้น ชุมชนจะต้องอยู่ได้ เมื่อเราเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มาตลอด เราก็จะอยู่ที่นี่ต่อไป ก็เลยเกิดการขบวนการเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหา มีการพัฒนาขบวนการจัดการภัยพิบัติการเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการจัดการภัยพิบัติร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนา
ปัญหาภัยพิบัติของ จ.น่าน มีทั้งเรื่องน้ำป่า น้ำท่วม ดินถล่ม การใช้สารเคมี แผ่นดินไหว ภัยแล้ง ภัยหนาว ซึ่งการจัดการปัญหาจะดำเนินงานจากคณะกรรมการภัยพิบัติจังหวัดและกระจายสู่พื้นที่และเครือข่ายต่างๆ โดยเฉพาะการจัดการจากคนในพื้นที่นั้นๆ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย ๔ ตำบล คือ ต.งอบ (อ.ทุ่งช้าง) ต.พญาแก้ว (อ.เชียงกลาง) ต.สะกาด (อ.ปัว) ต.พระพุทธบาท (อ.เชียงกลาง)โดย ต.งอบ มีรูปธรรมในการซ่อมสร้าง ย้ายบ้าน และการทำแผนที่ ระบบสารสนเทศ GIS ต.พญาแก้ว จัดตั้งศูนย์เตือนภัย จัดทำระบบฐานข้อมูลระดับตำบล โดยอาศัยกลไกการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ต.สกาด มีการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย มีการอพยพบางพื้นที่ มีการสำรวจและจัดทำแผน ทำทั้งตำบลโดยเชื่อมโยงการทำงานและประสานงานกับ อบต. ต.พระพุทธบาท มีการจัดทำแผนการจัดการภัยพิบัติ การจัดการน้ำในเรื่องน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำแล้ง มีการจัดทำระบบท่อส่งน้ำ นอกจากนี้ยังมีฐานข้อมูลระบบ GIS เพื่อจัดทำผังตำบลและพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นแกนนำในเรื่องระบบ GIS
จ.เชียงใหม่ นายวินิจ ชัยชิต ได้กล่าวว่า ปัญหาภัยพิบัติของเชียงใหม่ที่หนักมากในปีที่ผ่านมาคือ น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม เช่น ที่ อ.ฝาง ปีที่แล้วตาย ๓ คน และที่ ต.ก๋ายน้อยตาย ๕ คนหลังเหตุการณ์ ปัญหาภัยหนาว เช่น อ.อมก๋อย และปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งทางเชียงใหม่ก็มาทำงานในประเด็นการฟื้นฟูและการจัดการทรัพยากรร่วมกัน (ร่วมกับจังหวัด) มีการทำระบบฐานข้อมูล สืบค้นข้อมูลภัยพิบัติในพื้นที่ว่าแต่ก่อนเคยมีเหตุการณ์แบบนี้ไหม เคยเกิดที่ตรงไหน ลำห้วยสายไหน ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่เคยก็มาเรียนรู้ มาทำงานเป็นกลุ่ม องค์กร เราก็ไปสร้าง ทำความร่วมมือขึ้นมาเตรียมแผนรับมือที่จะเกิดในอนาคต
โดยวิธีการดำเนินงานของเราคือ จัดกระบวนการมีส่วนร่วมวางผังขุมชน มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. อบจ. และการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ต้องใช้ภูมิปัญญาชุมชน เอากลับมาใช้ให้สอดรับกับปัจจุบัน และและจะเชื่อมโยงปัญหาให้กับทุกพื้นที่ในลุ่มน้ำ
ซึ่งอุปสรรคปัญหาการดำเนินงานที่ผ่านมาของเชียงใหม่ก็มีเช่น ความล่าช้าในเรื่องการตัดสินใจ เช่น อ.อมก๋อย กว่าจะมีการเข้าไปช่วยเหลือ สภาพไม่เหมือนเดิมแล้ว ชาวบ้านเขาช่วยเหลือตนเองได้แล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ไปถึงก็รู้สึกว่าชาวบ้านไม่เห็นเดือดร้อนอะไร และการช่วยเหลือเหมือนกับการไปสงเคราะห์ แห่กันไปวันเดียว แต่หลังจากนั้นก็หายไปเลย แต่ถ้าให้ชาวบ้านได้ตัดสินใจเอง อย่างที่ พอช.เข้าไปสนับสนุนทำให้ชาวบ้านมีพลังในการตัดสินใจ ในการคิด แก้ปัญหาด้วยตนเองได้มากขึ้น ไม่ต้องรอขอความช่วยเหลือก็จะดี ถ้ามีการสานต่อโครงการก็จะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ดีในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สัมพันธ์กับปัญหาภัยพิบัติ อื่นๆ เช่น การแย่งน้ำเช่น ต.เวียง อ.ฝาง มีปัญหาเรื่องการแย่งน้ำกับนายทุน ซึ่ง ชาวบ้านทะเลาะกัน ฆ่ากัน ติดคุก ปัญหาลุกลามหนักเข้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาความแตกแยกชุมชน ชาวบ้านบางคนบุกรุกป่าเพื่อขายให้สวนส้มอีกหรือการสร้างพนัง ฝาย หรือ เขื่อน ของหน่วยงานภาครัฐจนเกิดความขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่ หรือปัญหาเรื่องการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ก่อปัญหาสารเคมี ปัญหาการบุกรุกป่า (จนทำให้เกิดภัยพิบัติน้ำป่าหลาก)ซึ่งเชียงใหม่จะเน้นการบูรณาการการจัดการปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน
จ.แพร่ นางกาญจนา สายน้ำเย็น ได้ชี้แจงว่าจ.แพร่ได้จัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการลุ่มน้ำและจัดการภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วม” โดยมีเครือข่ายกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร ต.ร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ เป็นแกนหลักในการจัดทำโครงการ ซึ่งได้ดำเนินงานโดยแกนนำสัญจรพูดคุยสร้างเครือข่ายเกษตรกรแกนนำในการจัดการระบบลุ่มน้ำแม่สายและลุ่มน้ำเหมืองซอยชลประทานและค้นหาแกนนำในเชิงปริมาณ 11 หมู่บ้าน 50 คน เพื่อให้เกิดการจัดการลุ่มน้ำ ภัยแล้ง น้ำท่วม อีกทั้งใช้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร เพื่อส่งเสริมกรเกษตรอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีอันจะส่งผลต่อปัญปาภัยพิบัติทางอ้อม ซึ่งทางกลุ่มพยายามเน้นใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการปัญหา เช่น ปัญหาเรื่องปูกินต้นข้าว ก็มีการจับปูน้ำน้ำปู๋ขาย ซึ่งการทำน้ำปู๋ของ จ.แพร่ เป็นที่ต้องการของท้องตลอดมาก ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างมากจาก จ.เชียงราย จ.น่าน เพื่อค้นหาวิธีการจับปูให้ได้ประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในแง่ของการประชาสัมพันธ์กิจกรรมกลุ่มยังได้ใช้เฟซบุ๊ค ซึ่งนอกจากเป็นการประชาสัมพันธืการทำกิจกรรมแล้วยังเป็นช่องทางหนึ่งในการเตือนภัย เฝ้าระวัง และทำให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆได้ด้วย ซึ่งการจัดการภัยพิบัติเรื่องน้ำนั้นจะต้องจัดการทั้งสายน้ำ คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงต้องมีการเชื่อมโยงกันและกัน ซึ่งที่ผ่านมาการเชื่อมโยงงานก็ได้ประสานผ่านคณะกรรมการ กบจ. ซึ่งมาจากสภาองค์กรชุมชน และทำให้ได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการ ๕ โครงการ ในประเด็นการจัดการน้ำ
จ.แม่ฮ่องสอน นำเสนอ นายไพโรจน์ พนาไพรสกุล ได้กล่าวว่า ปีที่ ๒๕๕๔ จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับความเสียหายจากปัญหาภัยพิบัติ ถึง 7 อำเภอ 44 ตำบล 412 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 79,353 คน และ 33,846 ครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอสบเมยและอำเภอแม่สะเรียง ได้รับความเสียหายมากที่สุด ส่วนพื้นที่อำเภออื่นๆ เสียหายบางส่วน ซึ่งภัยพิบัติที่ได้รับหนักที่สุด คือภัยจากพายุนกเตน คือ กรณีบ้านปู่ทา หมู่ที่ 6 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ถูกดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนราษฎร ราษฎรเสียชีวิต 7 ราย สูญหาย 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย และบ้านห้วยโผ ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง ก็เกิดปัญหาพบรอยแยกของภูเขาที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้านห้วยโผ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับราษฎรในชุมชนได้ แต่ในเบื้องต้นทางกลุ่มผู้ประสบภัยได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชนกับ ท้องถิ่น ท้องที่ ในการจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟู ดูพื้นที่มีความเสี่ยง การจัดลำดับถึงความสำคัญของการจัดการชุมชน โดยเน้นที่ชุมชน พึ่งพาองค์กรภายนอกให้น้อยที่สุด ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานให้มีความเข้มแข็งตลอดจนดูแลกันเองภายในพื้นที่
ในการจัดการระหว่างประสบภัยนั้น ได้มีการการช่วยเหลือในกันเบื้องต้นของคนในชุมชน ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์การช่วยเหลือพี่น้องในชุมชน เชื่อมประสานโดยการใช้ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นฐาน และช่วยกระจายสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยแบ่งการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบดังนี้
๑. ผู้ประสบภัยร่วมกับผู้นำชุมชนผู้ใหญ่บ้าน อบต. รวมตัวกันปรึกษาหารือ
๒. ประชุมตั้งคณะกรรมการในการประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
๓. จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
๔. สำรวจความเสียงหายแต่ละบ้าน /ครัวเรือน
๕. จัดประชุมผู้ประสบภัย เพื่อเก็บข้อมูลความเสียหาย และการช่วยเหลือตนเองเบื้องต้น
๖. จัดหาผ้าเต็นท์ และข้าวของที่จำเป็นให้ผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย (บ้านพังทลายทั้งหลัง)
๗. จัดประชุมชาวบ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อสรุปปัญหา
๘. จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานแต่ละฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
๙. จัดเวทีประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยเชิญนายอำเภอ อุทยาน ป่าไม้ ทหาร อบต.
๑๐. ระดมทุนในชุมชน และได้รับงบบริจาคในการจัดซื้อประปาหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาระบบน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน
หลังจากนั้น นายวิเศษ สุจินพรัหม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการแก้ไขและฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติภาคเหนือตอนบน ก็ได้กล่าวสรุปว่าชนิดของภัยพิบัติมีมากถึง ๙ ชนิด ได้แก่ น้ำท่วม น้ำกัดเซาะตลิ่ง, ดินถล่ม, ภัยแล้ง, ไฟป่า,ลมพายุหรือลูกเห็บ, โรคระบาด,แมลงระบาด, ความไม่มั่นคงทางอาหาร และ แผ่นดินไหว ซึ่งภัยพิบัติทั้ง ๙ ชนิดนี้ พื้นที่ความเสี่ยงแต่ละพื้นที่มีไม่เหมือนกัน และผลกระทบไม่เหมือนกัน เช่น ปัญหาหมอกควัน แต่ละพื้นที่ประสบมาไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงต้องมีการจัดเก็บข้อมูลในระดับพื้นที่เพื่อเป็นฐานในการแก้ไข การจัดการปัญหา หรือต่อรองกับภาครัฐ และนอกจากนี้ยังต้องมองไปไกลกว่าภัยพิบัติในทางตรง เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว แต่มองให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ เช่น การทำลายป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่บรรพบุรุษของเราเคยสร้างมา ไม่ว่าภูมิปัญญาในการสังเกตธรรมชาติก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาและรับมือเหตุการณ์อันจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือเกิดปัญหาน้อยที่สุด




