กรุงเทพฯ/ วันพุธที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๐-๑๒.๐๐ น. คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ประชุมเตรียมการจัดงานสมัชาเครือข่ายองค์กรชุมชน สร้างเวทีเรียนรู้ขนาดใหญ่ทั้งสังคม กำหนดยุทธศาสตร์ ก่อพลังร่วม เกิดผลรูปธรรม ผลักดันไปสู่นโยบาย สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานคณะกรรมการร่วม เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๖ เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศจะมีการจัดงานขนาดใหญ่ทั้งเวทีในระดับชาติ กับการจัดงานในระดับพื้นที่ ที่จะทำให้เห็นความเชื่อเห็นการเชื่อมโยง หากคิดถึงการจัดครั้งใหม่ จะต้องคิดให้ดีที่สุด เพราะจำนวนคนคือการลงทุนขนาดใหญ่ จะทำอย่างไรให้เกิดผลสะเทือนทั้งสังคม สร้างทางเดินที่ชัดเจนขึ้นในการเปลี่ยนแปลงเชิงพัฒนา ซึ่งจะต้องเข้มข้นและมีน้ำหนักพอสมควร
และอีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรละเลยการเมือง ในการนำเสนอเพื่อเชื่อมพลัง ใช้แรงในการสร้างกลไกการทำงานร่วมกับรัฐ โดยจะต้องมีการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยอย่าละทิ้ง ไม่ควรมุ่งเพียงเรื่องห้องเรียนเพียงอย่างเดียว หากมาส่วนกลางควรให้น้ำหนักกับวิธีคิด จะเห็นได้ว่าระบบต่างๆ ที่อยู่ในรอบตัวเปิดโอกาส น้ำหนักของวิธีคิด น้ำหนักที่ชัดเจน เพื่อให้ระบบอื่นปรับตัวเข้ากับชาวบ้าน จะต้องแปรเรื่องดังกล่าวสู่การจัดงานในครั้งนี้ ทั้งนี้การจัดไม่ควรยุ่งกับการจัดการมาก แต่ควรให้น้ำหนักในเรื่องเนื้อหา สร้างเนื้อให้มีน้ำหนัก สร้างน้ำหนักให้มีความเข้มขึ้นมากกว่าเดิม มากกว่าที่เคยจัดมา ทำให้เกิดการทะลุทะลวงลงลึกไปถึงฐานล่าง
ประธานคณะกรรมการร่วมฯ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางของการจัดจะออกมาในลักษณะ การออกแบบประเทศไทย โดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก ประชาชนมีบทบาทมีสิทธิ ดังนั้นระบบอื่นๆ จะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร ซึ่งในการปรับเปลี่ยนต้องมองน้ำหนักจากล่างขึ้น บน ดูความสมดุลย์โดยรวม เพราะฉะนั้นในการเคลื่อนจะต้องร่วมกับภาคีอื่นๆด้วย ไม่ใช่เรื่อง พอช. เป็นหลัก ไม่ใช่การจัดงานฉลิองวันเกิดเนื่องจากครบรอบ ๑๒ ปี ไม่ใช่เคลื่อนตามวาระ แต่ให้หน่วยงานมาร่วมคิด เป็นผู้สนับสนุน เป็นผู้ร่วมขบวนการไม่ผูกกับองค์กรใด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ พอช. น่าจะภูมิใจที่จะต้องหนุนเสริมให้ขบวนสามารถจัดการ และหากให้น้ำหนักในเรื่องดังกล่าว มองมิติการเมืองและการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การเรียนรู้ แต่ส่งผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลง ระบบคิด ระบบทำของประเทศ เป็นการจัดความสัมพันธ์ใหม่ ใช้รูปธรรมใหม่ในการจัดการควรทำอย่างไร ไม่ใช่การเรียกร้อง เช่น เรื่องข้าว เรื่องธรรมนูญ ฯลฯ จัดการกับระบบตนเองได้ จะจัดใหม่ได้อย่างไร เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง เป็นระบบที่เท่าเทียมและไปพร้อมๆ กัน
ไม่ใช่การเคลื่อนเพื่อไล่รัฐบาล แต่เป็นการเคลื่อนอย่างมีศิลปะ เป็นเสียงของประชาชนในการพัฒนาใหม่ เพื่อให้ชาวบ้านมาจัดการเรื่องของตนเอง เป็นกระบวนการสร้างระบบใหม่ที่ไม่ใช่ระบบเดิม จัดใหม่ให้พื้นฐานดูแลทุกเรื่อง ทั้งดิน น้ำ ป่า จะหมายถึงวิธีการพัฒนาประเทศจะต้องปรับใหม่ไปพร้อมด้วย
ทั้งนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อมาออกแบบเนื้อหาในการจัดงานต่อไป




