playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ld1-230156เมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ มกราคม ๒๕๕๖ ขบวนองค์กรชุมชน ๑๑ ภาค ร่วมกับ สำนักงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน สำนักงานปฏิบัติการภาค สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) และทีมประเมินโครงการประสิทธิภาพประสิทธิผล โครงการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียน ๑ ปีที่ผ่านมา และระดมความคิดวางทิศทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน มีผู้เข้าร่วมในครั้งนี้มากกว่า ๘๐ คน ณ ห้องศรีวรา โรงแรมทาว์นอิน ทาว์น กทม.

          นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เรารวมตัวกันร่วมกันทำงาน ซึ่งฐานสำคัญก็คือ คน เพราะคนจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างประสบความสำเร็จ เนื่องจากขบวนของเราเป็นขบวนใหญ่มาก จะทำอย่างไรให้สามารถทำให้คนในขบวนของเราสามารถจัดการตนเองได้ คนเล็กคนน้อยสามารถทำงานร่วมได้บนพื้นที่ความรู้ที่เท่ากันทั้งระดับตำบล จังหวัด และฐานที่สำคัญคือฐานคนข้างล่าง

          “อนุกรรมการเสริมสร้างฯ ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก และคงเป็นthipparat-230156โอกาสสำคัญถ้าสามารถมีหลักสูตรกลาง และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมทั้งทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของคนในขบวน คนของขบวนต้องเป็นคนที่มีความรู้ ทำงานบนฐานของการมีข้อมูล มีความสามารถในการวิเคราะห์ และสามารถทำงานร่วมกันได้ ยกระดับงานที่ทำอยู่ต่อยอดในงานพัฒนาอื่นๆ ได้ ที่สำคัญเราจะวัดการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างไร และหวังว่าเราจะได้ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาคนในขบวนร่วมกัน”

          ในขณะที่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน ดำเนินการในช่วงปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน จำนวน ๑๗ ล้านบาท ซึ่งได้กระจายเวทีอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพฯ ใน ๑๑ ภาคทั่วประเทศโดยมุ่งเน้นให้ขบวนชุมบนได้ออกแบบและวางโปรแกรมการพัฒนาตามบริบทของพื้นที่๑ ปีที่ผ่านมา ได้มีการสรุปบทเรียนร่วมกันในระดับภาค คือ ในแต่ละภาคมีเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและเกิดการวิเคราะห์พื้นที่จัดการตนเอง เกิดวิทยากรในพื้นที่ มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น มีการทำงานร่วมกับนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เป็นคณะทำงานร่วม รวมทั้งมีการจัดการความรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละภาค เป็นต้น ในเวทีดังกล่าวได้รับเกีรตจากประธานและอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้

สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่การพัฒนาคนเป็นเรื่องวิถีชีวิต

          น.ส.สมสุข  บุญญะบัญชาประธานอนุกรรมการร่วมเสริมสร้างขีดความสามารถ ชี้แนะแนวทางสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชนว่า เรื่องการพัฒนาคนเป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องทำอย่างจริงจัง การพัฒนาที่ผ่านมาเราคิดเพียงหลักสูตร ในครั้งนี้เราจะเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ใหม่ เราต้องให้คนในขบวนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันและเห็นถึงความสำคัญ

          ส่วนแรกการสร้างและพัฒนาผู้นำ ต้องให้เขาคิดเป็น ทำได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างขบวนให้ต่อเนื่องและเรื่องสำคัญที่อยากจะเสนอให้ขบวนองค์กรชุมชนของเราได้ทำคือประการที่หนึ่งทำอย่างไรให้เรื่องการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชนของเราเป็นเรื่องขบวนการ Movementประการที่สองการพัฒนาคนในขบวนควรเป็นแนวราบ ไม่ใช่แนวดิ่ง เป็นผู้คนหลากหลายที่อยู่ในชุมชน ตำบล จังหวัด ไม่จำกัดผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่คน คิดแบบขบวนชุมชน และอาจจะมีแนวดิ่งบ้างผสมผสานกันไปประการที่สามเรื่องการพัฒนาคนและความสามารถไม่ใช่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ต้องทำเรื่องนี้ให้อยู่ในทุกเนื้อหา ทุกเรื่องที่ทำอยู่ เช่น จะสร้างคนผ่านสภาอย่างไร จะพัฒนาคนผ่านเรื่องที่ดินอย่างไร ให้ผ่านจิตสำนึก การสร้างทุนชุมชนที่เป็นทุนร่วมของเรา เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ให้มากที่สุดอย่างไรประการที่สี่ทำให้คนสละความเชื่อในเรื่องการเป็นผู้รับที่ดี ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับฟัง เราสามารถเป็นผู้เสนอ ไม่ใช่ผู้สนอง ทุกเรื่องที่ทำต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์และจะต้องมีการยอมรับซึ่งกันและกัน ประการที่ห้าเราจะทำคนของเราที่โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ มีวุฒิภาวะ เชื่อมั่นในวิถี เชื่อมั่นในขบวนได้อย่างไร ไม่ใช่เชื่อว่าชาวนาเป็นผู้ล้าหลัง ซึ่งชาวนาเป็นผู้สร้างอาหารให้กับโลก มันล้วนมีความเท่าเทียมและมีสำคัญทั้งสิ้น หากเรามีความเชื่ออย่างนี้ จัดกระบวนการไปอย่างนี้ น้ำหนักก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเรื่องขบวนเป็นเรื่องของมิติวิถี ที่อยู่ในเนื้อหา

         somsuk-230156 ส่วนที่สองใช้กิจกรรมทั้งหลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เช่น เรื่องการจัดการน้ำ เรื่องภัยพิบัติ เรื่องทุน เป็นต้น มีวิธีคิดให้สัมพันธ์กับขบวน สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งระยะสั้ง กลาง และยาว ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเราสร้างความรู้ของเราเองเราเป็นเจ้าของ และเกิดชุดความรู้ใหม่ เกิดการพัฒนาคนใหม่

          ส่วนที่ ๓ มีการแลกเปลี่ยนแนวราบและเรียนรู้จากของจริง เวลาชาวบ้านจากหลายพื้นที่มาแลกเปลี่ยนกัน มักได้ความรู้ใหม่ๆ ต้องนำความรู้แนวราบมาเทียบเคียง มาวิเคราะห์ ใช้ของจริง ใช้รูปธรรม และใช้ความรู้เข้าไป เอาประเด็นเดียวกันมาแลกเปลี่ยนกัน ไปดูงานกัน เพื่อสร้างวิธีคิดในรูปแบบต่างๆ และต่อเนื่องสร้างความรู้ ความสามารถของคนในพื้นที่ให้เกิดขึ้น ทุกอย่างจะเริ่มมีดุลมากขึ้น

          “ประเด็นของเราคือเมื่อสร้างขบวนแล้ว เราจะให้คนอื่นมาทำในสิ่งที่เราอยากทำอย่างไร การประสานงาน การหาทรัพยากร การสร้างพื้นที่เพิ่ม ทำให้เป็นเรื่องปกติ นำคนที่มีความรู้ ความสามารถกลับคืนมาให้หมด ซึ่งการสร้างคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นกลุ่มคนที่มีพลังในการพัฒนา เราจะทำให้เข้มแข็ง มีคุณภาพอย่างไร”

          ส่วนที่ ๔ พัฒนาคนในพื้นที่ระดับตำบลและที่จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม โดยมีการหนุนเสริมจากสำนักงานภาคเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป

          ส่วนที่ ๕ เป็นพื้นที่เรียนรู้ ในกระบวนเหล่านี้ให้พื้นที่ทั้งหมด เรื่องทั้งหมด เป็นพื้นที่เรียนรู้ เป็นเวทีเรียนรู้ เกิดกระบวนการให้คนของเรามีคุณภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาความรู้ใหม่ เป็นการพัฒนาใหม่ ที่มีความเข้มแข็ง และเป็นตัวของตัวเอง 

ออกแบบวิธีคิดและสร้างคนคุณภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในภาวะสังคมใหม่

          นายแก้ว  สังข์ชู ประธานอนุกรรมการร่วมเสริมสร้างขีดความสามารถ กล่าวว่า อยากให้นำสิ่งที่ทำมานั้นมาผสมผสานและออกแบบกัน เพื่อให้เกิดความเข้มข้นและแหลมคมมากขึ้น เหมือนถางป่า หากไม่หมั่นลับมีดหรือลับความรู้ ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน เห็น ๑๑ ภาคมีความตั้งใจและมุ่งมั่นมาก เราไปอย่างถูกทางและถูกทิศ สิ่งที่มีปัญหาอยู่บ้าง อย่างเรื่องการสื่อสาร หรือความไม่เข้าใจ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทำงานเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย ถ้าเราไม่หมั่นพูดชี้แจงให้เขาเข้าใจเราผิด ถ้าเราสามารถพูดกับคนที่เขาไม่รู้ ตั้งคำถามมากๆ ให้เขาเข้าใจ เหล่านี้จะเป็นพลังในการทำงานร่วมกับเราได้มาก

         kaew-230156 เราต้องการผลิตคนที่มีคุณภาพ ที่มีจิตสำนึก ในการเป็นผู้นำนำการเปลี่ยนแปลง เป็นการนำตนเอง และนำชุมชนตนเองด้วย ซึ่งกระบวนการออกแบบเราออกแบบไปแล้วส่วนหนึ่ง แกนนำที่เข้าร่วมกิจกรรมต้องมาจากพื้นที่และต้องมีประเด็นในพื้นที่มาเคลื่อน เมื่อได้หลักสูตรและแนวคิดแล้วต้องลงไปทำต่อในพื้นที่ เราไม่ควรติดกับกับงานประเด็น และต้องสร้างคนภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในภาวะสังคมใหม่ มีการตั้งคำถามกับคน และทีมอย่างมีเหตุมีผลและมีเป้าหมาย

          “ถ้าเราสามารถนำสิ่งต่างๆ มาจัดการร่วม เช่น เรามี พ.ร.บ. เรามีกิจกรรม นำมาสู่การจัดการใหม่ ปัญหาของเรา คือ วิธีคิด เราจะสร้างคนเหล่านี้เพื่อให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ไม่จำยอมในสิ่งเดิมที่ว่า อะไรก็ได้ ธุระไม่ใช่ เรื่องนี้จะไม่อยู่กับผู้นำการเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป้าหมายของเราต้องวางหลักสูตรในพื้นที่จริง ให้ความรู้สร้างปัญญา และเขาจะนำปัญญามาสร้างความรู้ต่อไป”

คิดแบบเดิมไม่ได้เมื่อสังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน สอนวัวในไถ เน้นทำในพื้นที่ 

          นายจินดา  บุญจันทร์ อนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแสดงความคิดเห็นว่าเรามักพูดถึงโลกาภิวัตน์คือการเปิดเสรีอาเซียน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสถานการณ์คนแก่ไม่ยอมตาย ชุมชนในปัจจุบันมีความเป็นชุมชนเมืองมากขึ้น สภาพคือความเป็นชุมชนขยายออก ตอนนี้ทุกอำเภอมีพี่น้องมาอยู่กันอย่างแออัด สิ่งที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่าคนเปลี่ยนไปแล้วjinda-230156 ถ้าความสัมพัน์ของคนเปลี่ยน เราจะมาออกแบบการศึกษาให้เหมือนเดิมก็ไม่มีประโยชน์หรือกรณีลุงประยงค์ บอกว่ามาทำเกษตรยั่งยืนกันเถอะ ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว เพราะคน ๔-๕ แสนครอบครัวไม่มีที่ดิน และแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพ การแย่งชิงทรัพยากรสูง พี่น้องก็เหมือนกันรายได้สูง แต่ค่าครองชีพสูง ค่าครองชีพที่ไม่จำเป็นกลายเป็นเรื่องจำเป็น เรารู้อะไรบ้าง นี่คือความจริง เราจะมาพัฒนาคนหรือแกนนำแบบไม่รับรู้ไม่ได้

          สิ่งที่ต้องทำคือ ทำที่พื้นที่ งานเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ภาษาใต้พูดว่า สอนวัวในไถ นั่นคือบางครั้งมันไม่เป็นหลักสูตร หรือออกเป็นตัวชี้วัดไม่ได้ แต่มันสามารถสร้างความรู้สึกร่วม ว่าเราจะต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ คนทำซ้ำๆ ในภารกิจร่วมหรือจิตสำนึกร่วมที่เรียกว่าอุดมการณ์ การพัฒนาแกนนำต้องทำในแนวนอน และต้องมีแนวตั้งเป็นตัวพยุง ผสมผสานกัน มีการจุดประกาย นั่นคือกระจายไปสู่ภาค ให้ภาคกลับไปคิดตามวิถีวัฒนธรรมของเขา ไม่ใช่มานั่งคิดหลักสูตรกันที่ตรงกลาง แต่น้ำหนักต้องเป็นแนวนอน

          “ผลสำเร็จของการพัฒนาผู้นำคือ คนไม่รู้ได้รู้ คนที่ไม่ทำไปทำ เพื่อให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้น เราจึงจะได้ชัยชนะ เราต้องกล้าทำในสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ปรากฏนาม หรือไม่ได้ออกสื่อ เราต้องจุดเทียนในที่มืด เราชอบจุดเทียนในที่สว่างและต้องให้ชาวบ้านจุดเอง”

สร้างประวัติศาสตร์แนวใหม่“สมองถึง ใจถึง มือถึง” คือ การจัดการตนเอง

          นายสุรินทร์  กิจนิตชีว์ ประธานร่วมคณะทำงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน เสนอข้อคิดเห็นว่า กลุ่มผู้นำหรือบุคคลเหล่านี้ถือเป็นสถาปนิกทางสังคม เขาต้องการสร้างสังคมใหม่ ประเทศไทยใหม่ ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ มีความสุขร่วมกัน นี่เป็นนวัตกรรมเชิงความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก สำหรับตนมีข้อสังเกตุอยู่ ๓ ประเด็น คือ

          ประเด็นแรกวิธีคิดในเรื่องการเคลื่อนขบวนของเรา การสร้างผู้นำชุมชน ถามว่าเป็นเรื่องของใคร ถ้าเราบอกว่าเป็นเรื่องของเรามันเป็นเรื่องการจัดการตนเอง เป็นการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง และโยงมาสู่ขบวน โยงมาสู่บริบทของท้องถิ่น ภาครัฐ พอช. เข้าไปหนุนในด้านงบประมาณ บุคลากร องค์ความรู้ เขาก็เป็นเพียงแค่ฝ่ายหนุนเสริมให้เราเข้มแข็ง ให้บรรลุเจตนารมณ์ของเราที่มาจากการตัดสินใจร่วม และที่เรามาในครั้งนี้เราจะนำไปสู่การสื่อสารระหว่างกันอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมสร้างประเทศไทยอย่างไร นี่คือการสร้างประวัติศาสตร์แนวใหม่ใช่หรือไม่ อนาคตประเทศไทยอยู่ในกำมือของภาคประชาชน

          ประการที่สองการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ได้หลักสูตร ได้วิทยากรกระบวนการ ได้การมีส่วนร่วมของผู้นำรุ่นใหม่รุ่นเก่า หลักสูตรของเราต้องตอบโจทย์ว่าเราจะสร้างผู้นำของเราอย่างไร กำหนดเป้าหมายอย่างไรเขาจึงจะเป็นผู้นำได้ เขาขาดอะไร แล้วเขาจะร่วมขบวนได้อย่างไร รวมถึงการสรุปบทเรียนที่ต้องมีความสมบูรณ์ครบถ้วน

         surin-230156 เราพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นของชุมชนท้องถิ่น เป็นขบวนภาคประชาชน ต้องไปสร้างให้ขบวนชุมชนหรือองค์กรชุมชนเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโลกทัศน์ กบาลทัศน์ ต้องสร้างหัวใจ(เสริมใยเหล็ก) ต้องมั่นคง เด็ดเดี่ยว สิ่งที่เราทำได้คือ  ๓ H  สมองถึง(Head) ใจถึง(Heart) มั่นคง เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชน มีแรงบันดาลใจ และมือถึง(Hand) นี่คือการจัดการตนเอง

          ประการที่สามการจัดการตนเอง จุดเปลี่ยนในพื้นที่ของเรามีทั้งระดับตำบล จังหวัด และภาค เชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นขบวน มีการสรุปบทเรียนกัน และการจัดการตนเองจะต้องมี ๓ องค์ประกอบ คือ (๑.) ความรู้ ไม่ใช่ความเคยชิน และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลในพื้นที่นั้นๆ และสร้างองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราเอง (๒.) การขับเคลื่อนเชิงขบวนหรือเครือข่าย คือ การจัดทัพ และ (๓.) การผลักดันสู่ระดับนโยบาย ในหลากหลายประเด็นให้เป็นประเด็นสาธารณะต้องเป็นเสียงของภาคประชาชน ที่เป็นเสียงเดียวกัน

          “การพัฒนาคนที่เราเริ่มต้นยังขาดความสมบูรณ์อยู่บ้าง เราต้องนำสิ่งที่เรามาแลกเปลี่ยนกันไปปรับปรุงและพัฒนา หลักสูตรในพื้นที่ควรตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ได้จริง เช่น ปัญหาหนี้สิน ภาคประชาชนลดหนี้สินได้หรือไม่ เศรษฐกิจชุมชน/เศรษฐกิจพอเพียง ตอบโจทย์ได้หรือไม่ เด็กท้องไม่พร้อม ติดเกมส์ การขับเคลื่อนภาคประชาชนสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่ การขับเคลื่อนขบวนองค์กรชุมชนอย่างเป็นขบวนต้องมีการเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ เป็นต้น”

นำความรู้ มาสู่การแก้ไขปัญหา

          พ่อคำเดื่อง  ภาษี  ประธานร่วมคณะทำงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา จะเห็นว่า ๑๑ ภาคไปคิดหลักสูตรขึ้นมาหลากหลายมาก บางภาคเห็นปัญหาอยู่ บางภาคแก้ไขได้หรือทำได้ จะทำอย่างไรให้ความรู้ที่ภาคต่างๆ เรียนรู้มานั้นนำkomdaug-230156มาสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ตอนนี้เหมือนเราไปเก็บเห็ดป่าที่มีหลากหลายมาก เราจะนำมาทำอะไรดี หลักสูตรของท้องถิ่นต้องอิงหลักสูตรกลางสิ่งที่เราทำแล้วเราก็ต้องเก็บรวบรวมขึ้นมา เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทั้งตัวเราเอง หรือคนอื่นได้นำไปทำ เพราะจะไม่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน สิ่งที่เราสรุปกันเราต้องเรียนรู้กันไป

          “เมื่อเราไปในทางนี้ เราต้องมั่นใจว่าเราต้องทำ เพราะคนอื่นทำไม่ได้ และสิ่งที่เราทำนั้น ถ้าทำแล้วเกิดความสงสัยย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่สงสัยเลยเป็นเรื่องที่น่ากลัว และสิ่งที่ทำต้องมีเป้าหมายผมยังไม่เห็นหลักสูตรไหนที่สำเร็จในสังคมไทย รวมทั้งหลักสูตรที่นำมาก็ไม่สำเร็จตายตัว เช่น จ.บุรีรัมย์ สิ่งที่จะทำให้พัฒนาไปได้นั่นคือพื้นที่ของเราต้องอุดมสมบูรณ์ ต้องมีความมั่นคงมั่งคั่งไปด้วยทรัพยากร และยั่งยืน ซึ่งระบบกูกับมึงมักจะเป็นระบบที่ไม่สำเร็จ เราต้องคิดนอกกรอบ รวมถึงการลงขันกันในเรื่องการพัฒนาคนระหว่างหน่วยงานและขบวนชุมชน เพราะต่อไปนี้ต้นทุนของเราจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่น เงินทุน ทรัพยากร รวมถึงชีวิตของเราเองก็ตาม”

ทั้งนี้ขบวนองค์กรชุมชน ๑๑ ภาค มีการวางเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในขบวนองค์กรชุมชนในปี ๒๕๕๖ ดังนี้

 

ภาค

เป้าหมาย

แนวทาง

เหนือ

การสร้างพลังกำกึ๊ดใหม่ในการพัฒนา

๑. พัฒนาการจัดการแผนพัฒนาชุมชน แผนพัฒนาจังหวัดที่มีส่วนร่วม

๒. การเชื่อมโยงกลไกการทำงานในเชิงโครงสร้างอำนาจ

๓. การสร้างสำนึกรักบ้านเกิด

ภาคใต้

 

พัฒนาคนในพื้นที่ตำบล และประเด็นต่างๆ

๑. คุณภาพใหม่ ความสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงของคณะทำงาน

๒. การเปลี่ยนแปลงการเชื่อมโยงนำไปสู่รูปธรรมพื้นที่

๓. ผลักดันสู่นโยบายของรัฐ

๔. สร้างแกนนำคนรุ่นใหม่

๕. มีพื้นที่ต้นแบบ ๓ ระดับ

ภาคกลางและตะวันตก

 

๑. พัฒนาศักยภาพผู้นำในขบวนฯ และเจ้าหน้าที่ให้มีจิตสำนึก ความคิดเชิงยุทธศาสตร์

๒. ค้นหาและพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นทายาทงานพัฒนา

๑. กำหนดความสามารถแกนนำในแต่ละระดับและกำหนดแนวทางการพัฒนา

๒. กำหนดหลักสูตรการพัฒนา

๓. พัฒนาศักยภาพ

๔. ติดตามผลการปฏิบัติการ

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สร้างพัฒนายกระดับเส้นทางความคิดผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่น

๑. ผลักดันให้มีการพัฒนาคนในขบวนประเด็นกล่องานโดยการจัดกระบวนการเรียนรั้ในแต่ละจังหวัด

๒. มุ่งเน้นการเสริมหลักคิด

๓. มุ่งเน้นการเสริมหลักคิดทฤษฎี การวิเคราะห์ และการปฏิบัติการไปพร้อมๆ กัน

๔. มุ่งหนุนเสริมผู้นำที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดิม และยกระดับอย่างต่อเนื่อง

๕. การติดตามประเมินแบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคกรุงเทพฯ และตะวันออก

๑. เปิดเวทีแลกเปลี่ยนสัญจร

๒. สัมมนาเชิงปฏิบัติการ

๑. การพัฒนาคนกลไก

๒. การพัฒนาเนื้อหา

          ๑.) วิเคราะห์สถานการณ์ทางออกสังคมไทยสถานการณ์โลก

          ๒.) การบริหารจัดการที่ดี ระบบข้อมูล ระบบการเงินบัญชี ระบบการประชุม ระบบการสื่อสาร

          ๓.) สิทธิชุมชน

         wanchai รศ.ดร.วันชัย ธรรมสัจการ ทีมประเมินโครงการประสิทธิภาพประสิทธิผล โครงการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชน กล่าวว่าเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะทำให้คนเปลี่ยนความคิด และมีทัศนะเปลี่ยน และต้องเป็นความคิดชอบ คิดดี จากการสังเกตุการณ์ขอจัดลำดับความสำคัญ คือ กลุ่มภาคอีสาน , ภาคใต้ , ภาคเหนือ , กลางและตะวันตก เรียงลำดับลงมาจากความคิด ซึ่งนักวิชาการเคยกล่าวไว้ว่าความคิดเป็นนามธรรม ถ้าคนมีความคิดทางปัญหาสูงนั่นคือมีความคิดเปลี่ยนในทางปฏิบัติสูง  ส่วน ภาค กทม. ปริมณฑลและตะวันออก เป็นกลุ่มไฟแรง มีแรงฮึดในการปฏิบัติสูง ต้องขัดเกลา ติดความคิดเข้าไปให้มาก งานจึงจะสำเร็จ

          ในชุมชนวันนี้ทุกท่านที่มาไม่ได้รับทุนจาก พอช. เท่านั้น มีหน่วยงานอื่นๆ เข้าไปมากมายในพื้นที่ของ ทำอย่างไรให้เกิดการบูรณาการโครงการและงบประมาณทำอย่างไรให้มีการสะสมความรู้ อาจจะมีการถอดบทเรียน การบันทึก ไปในทุกๆ เวทีการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่อยากให้ความรู้หายไปแล้วเริ่มกันใหม่ อยากเห็นปัญหาเพื่อนำมาพัฒนาสู่ความสำเร็จ

          “อยากนำความคิดของคน ม.๖ มาเป็นแนวทาง ที่ว่าการพัฒนาคนต้องมีกระบวนการ ๘ ขั้นตอน ของพ่อคำเดื่อง ภาษี คือ ๑. อารมณ์ที่พัฒนา ๒. ความรู้สึก ๓.การรับรู้ ๔. ความคิด ๕.ทัศนะ ๖.จุดยืน ๗.โลกทัศน์ ๘. อุดมการณ์”

          ในการนี้ตัวแทนจากขบวนองค์กรชุมชน สำนักงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน และสำนักงานภาค ๑๑ ภาค ของ พอช. จะนำข้อเสนอดังกล่าวมาดำเนินการและพัฒนาหลักสูตรทั้งในระดับพื้นที่และหลักสูตรกลาง โดยครอบคลุมทุกประเด็นงานและสอดคล้องกับความต้องการของขบวนองค์กรชุมชนต่อไป

 ld2-230156 ld3-230156 ld4-230156

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter