ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2556 มีกิจกรรมรวมพลังนักศึกษา ประชาชน ประชาสังคม สะท้อนการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ปลา ป่าแร่ ในจังหวัดเลย ที่วัดโพนชัย อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งประชาชนชาวเชียงคาน ภาคประชาสังคม จ.เลย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เครือข่ายพลเมืองปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิดเพื่อรักษาฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และสุขภาวะภาคอีสาน ร่วมกับ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น กว่า 300 คน ร่วมกันจัดกิจกรรมค่ายศึกษาวิถีชีวิตคนเมืองเลยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐระดับภูมิภาคจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง การทำเหมืองแร่
สืบเนื่องจากการขึ้นลงผิดปกติของแม่น้ำโขง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศจีน และส่งผลกระทบต่อวิถีการทำมาหากิน ทั้ง เกษตรริมโขง การประมงพื้นบ้าน ตลิ่งพัง ทำให้เกิดน้ำท่วม และน้ำโขงแห้งขอด ตลอดจนกระทบกับการท่องเที่ยว การค้าชายแดน อำเภอเชียงคานนับเป็นเมืองหน้าด่าน ที่จักได้รับผลกระทบสูงสุด เนื่องจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเขื่อนไซยะบุรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานเพียง 200 กม. และแผนการก่อสร้างเขื่อนสะนะคาม ของจีน ห่างจากปากแม่น้ำเหือง อ.ท่าลี่ จ.เลย เพียง 10 กม. นอกจากนี้ การทำเหมืองแร่ กว่า 240 เหมืองครอบคลุมพื้นที่กว่า 66,566 ไร่ ได้สร้างปัญหาให้กับคนเมืองเลย กระทบการปลูกพืช สุขภาพผู้คน แม่น้ำหลายสาย ป่าไม้ถูกทำลาย ถนนหนทางได้รับความเสียหาย จนเกิดการประท้วงของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องทั้งกรณีเหมืองทองคำ เหมืองทองแดง เป็นข่าวคึกโครม แต่ไร้ซึ่งการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ
ผศ.ดร.ฟ้ารุ่ง มีอุดร นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “การนำนักศึกษาจำนวน 150 คนเพื่อลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนคนเมืองเลยครั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ข้อเท็จจริง ปัญหา แนวทางการแก้ไขในทัศนะของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในวิชา ห้องปฏิบัติการทางการจัดการการพัฒนาสังคม (Cockpit of Social Development Management) และคาดหวังว่า จะเกิดการสื่อสารเรื่องนี้ในวงกว้าง และเกิดเครือข่ายนักศึกษาเพื่อการพัฒนาสังคมในอนาคตอันใกล้”
เช่นเดียวกับ นายชาญณรงค์ วงศ์ลา ประธาน สภาองค์กรชุ
มชนตำบลเชียงคาน ผู้ประสานงานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน หรือ คสข. ได้แสดงความกังวลและเหตุที่จัดงานครั้งนี้ว่า “ผลกระทบจากเขื่อนจีน และการทำเหมืองแร่ในจ.เลย ต่อพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่พวกเรากังวลมาก ชาวเชียงคานเป็นเมืองหน้าด่านที่ได้รับผลกระทบสูงสุด จากการทำงานวิจัยไทบ้านเมื่อปีที่ผ่านมา การขึ้นลงผิดปกติของแม่น้ำโขง ได้ส่งผลกระทบต่ออาชีพหาปลา การเกษตรริมโขง ตลิ่งพัง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาวบ้านที่ค้าขายริมโขงและธุรกิจโฮมเสตย์ การท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องของจังหวัดเลย เช่น ภูกระดึง ภูเรือ ต้องได้รับผลกระทบแน่ ซึ่งตัวเลขการท่องเที่ยวเชียงคานที่สมาชิกกลุ่ม 37 ครัวเรือนในเขตบ้านน้อย ต.เชียงคานได้บันทึกไว้ตลอดปี 2554 มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองเชียงคานถึง 610,618 คน เฉลี่ย 977 คน/วัน มูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 42,000-336,000 บาท ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาหนึ่งที่คนเลย คนเชียงคานได้รับผลกระทบ ไม่รวมสภาพภูมิทัศน์ สิ่งแวดล้อมที่เสียหาย จากการที่รถขนแร่ในเขตพื้นที่เหมืองเหล็กในตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลบุฮม ต.เขาแก้ว วิ่งผ่านเมืองเชียงคาน เมืองท่องเที่ยวที่คนทั้งโลกรู้จักกันดี ดังนั้น การจัดงานครั้งนี้ เราคาดหวังเพื่อให้สาธารณะได้รับทราบว่า เชียงคาน เมืองเลย แม่น้ำโขงกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เลวลง และหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เชียงคานก็จะเป็นเพียงภาพในอดีต แม่น้ำโขงแห้งขอด จะมีใครอยากมาเที่ยวชมความสวยงาม เขื่อนไซยะบุรีอยู่ห่างเชียงคาน 200 กม. จะสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าเขื่อนจีนที่อยู่ห่าง 1500 กิโลเมตรแน่นอน” ชาญณรงค์กล่าวทิ้งท้าย
นายวีระพล เจริญธรรม ภาคประชาสังคมจังหวัดเลย ได้ให้ความเห็นว่า “ชะตากรรมของคน
เมืองเลยแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผลกระทบจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบล้างผลาญ รอบเดียวจบ ทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มอุตสาหกรรมภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว ภาพพจน์เมืองเลย เมืองแห่งการท่องเที่ยว แมกไม้สายลมแสงแดด ดอกไม้สวย น้ำใส กำลังเปลี่ยนเป็นเมืองแห่งการทำเหมืองแร่ ซึ่งคนเมืองเลยและประชาชนทั่วไปที่เคยมาท่องเที่ยวต่างรู้ดี ตัวเลขทางเศรษฐกิจของคนเพียงบางกลุ่มเพิ่มขึ้น แต่สุขภาวะของคนเมืองเลย กลับแย่ลง เป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนต้องร่วมกันกำหนดอนาคต ซึ่งภาคประชาสังคม จ.เลย ได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนในการดำเนินการปกป้องผืนแผ่นดินถิ่นเกิดมาอย่างต่อเนื่อง”
นายพิชัย ศรีใส เครือข่ายพลเมืองปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิดเพื่อรักษาฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และสุขภาวะ ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “นโยบายการพัฒนาระดับภูมิภาคที่กระทบกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงาน จำเป็นที่ภาคส่วนต่างๆต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ ทั้ง นักวิชาการ นักกฎหมาย สื่อมวลชน และที่สำคัญ ต้องช่วยกันทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเครือข่ายฯ ได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือดังกล่าวนี้ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจ ที่ส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆในพื้นที่ได้เรียนรู้และหาทางออกร่วมกัน นักศึกษาที่จะเป็นกลุ่มคนสำคัญในอนาคตจะได้พบชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบตัวเป็นๆและช่วยกันตี่แผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดในพื้นที่ช่วยกัน”
คลิกดาวน์โหลดกำหนดการและสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ที่โทร. 089-8416528 หรืออีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.




