เมื่อวันที่ 22-24 มกราคม 2556 เครือข่ายภาคประชาสังคมภาคอิสานตอนบน โซนตะวันตก หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู และจ.เลย ที่ประกอบด้วย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอิสาน, ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจ.เลย, ประชาสังคมจ.เลย, เครือข่ายอนุรักษ์ป่าภูหินเหล็กไฟ จ.เลย, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอิสาน, สภาองค์กรชุมชนจ.อุดรธานี, เครือข่ายพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต จ.อุดรธานี, ประชาสังคม จ.อุดรธานี, ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ จ.อุดรธานี, ขบวนสื่อจ.อุดรธานี, สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน, กลุ่มวิจัยความอยู่ดีมีสุข, มหาลัยราชภัฏอุดรธานี, สถาบันพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย, สถาบันส่งเสริมศักยภาพชุมชน, สหพันธ์เยาวชนอิสาน มูลนิธิบ้านนิจจานุเคราะห์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ประชุมหารือการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม ณ บ้านไม้ริมโขง รีสอร์ท อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คน
ดร.อรุณศรี อื้อศรีวงศ์ คณะทำงานประชาสังคมภาคอีสานตอนบน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมหารือในครั้งนี้ว่า เพราะวันนี้บ้านเมืองกำลังมีความเปลี่ยนแปลง ที่จะมากระทบกับพี่น้องในภาคอิสานตอนบน เราต้องมีการเตรียมตัว เตรียมคน ให้เห็นประเด็นทิศทางการพัฒนา พัฒนาเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคีทุกภาคส่วน เปลี่ยนวิธีคิดเปิดหัวใจค้นหาทางเดินไปข้างหน้าร่วมกัน
ครั้งนี้เราจะมาร่วมประเมินสถานการณ์รอบนอกก่อนเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ว่าจะกระทบกับเราอย่างไร นอกจากนั้นเราจะร่วมกันทบทวนภายในถึงบทบาทภาคประชาสังคมที่ผ่านมา วิเคราะห์ฐานทรัพยากร ปัญหาและความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่และแนวโน้มในอนาคต เชื่อมโยงสร้างความร่วมมือการเป็นภาคีหุ้นส่วนในระดับภาคและจังหวัด กำหนดประเด็นร่วมหรือพื้นที่กลางที่จะเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วมให้เกิดรูปธรรมในการทำงาน มุ่งสร้างประชาสังคมโมเดลอิสานตอนบน และเราจะหนุนขบวนองค์กรชุมชน ให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเท่าทัน และสร้างความร่วมมือเป็นภาคีหุ้นส่วนในระดับภาคและจังหวัด รวมถึงการเชื่อมกับภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป
ประชาคมอาเซียน ผลกระทบ และการเตรียมรับมือ
อ.ชุมพล เลิศรัฐการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ม.ราชภัฎอุดรธานี กล่าวถึงผลกระทบด้านบวกและด้านลบของการเป็นประชาคมอาเซียน โดยให้ข้อมูลว่า แนวคิดในการรวมประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย อ.ปรีดี พนมยงค์ ที่ในสมัยนั้นโลกยังคงอยู่ในยุคสงครามเย็น ประกอบกับการมีปฏิญญากรุงเทพที่คำนึงถึงผลประโยชน์และการสร้างความเข้มแข็งร่วมมือในภูมิภาคเพื่อสันติภาพ จึงมีการก่อตั้งสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการพัฒนาความร่วมมือเรื่อยมานับจากปี คศ.1967 จนนำมาสู่การประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียนเมื่อปี คศ.2003 และมีความชัดเจนยิ่งขึ้นจากการประชุมที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2007 ที่อาเซียนจะร่วมมือกันในสามด้าน คือ ด้านการเมืองความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมวัฒนธรรม
เป็นที่แน่นอนว่า AEC จะเข้ามากระทบกับประเทศไทยทั้งด้านบวกและลบ เราควรเตรียมความพร้อมด้านการค้าการลงทุน และด้านบริการ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรบุคคล ด้านการศึกษา และด้านแรงงาน แต่หากลองย้อนมองการพัฒนาที่มุ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตัวเลขจีดีพี รายได้ประชาชาติไม่เคยคิดเรื่องความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติ คน 20 % เป็นเจ้าของทรัพย์สินรายได้ 80% กลับกัน คน 80% เป็นเจ้าของ 20% เมื่ออาเซียนเข้ามาคนรากหญ้าจะเป็นอย่างไร อาจมีการผันตัวออกจากภาคเกษตร คนรากหญ้าต้องเตรียมตัวออกไปสู่ภาคบริการ หรือออกไปต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่เดิมแล้วอาจเพิ่มมากขึ้น ประชากรเกษตรต้องรีบหาทางออก
และเส้นทางคมนาคม East west Corridors จะส่งผลกระทบ ซึ่งขณะนี้กำลังกระทบอย่างถนนที่จะผ่านหน้า ม.เกษตรศาสตร์ ที่จะมีถนนยกระดับความสูง 30 เมตร และที่อื่นๆที่ถนนตัดผ่านด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นผลกระทบรูปธรรมที่เกิดจากโครงการด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และโครงการอื่นๆ อย่างแม่โขงคอมมิสชั่น ACMECS 2003 ที่จะเชื่อมการพัฒนาใน 3 ลุ่มน้ำ (อิรวดี เจ้าพระยา แม่น้ำโขง) โครงการทวายที่จะมีขนาดใหญ่กว่ามาบตาพุดแหลมฉบังนับสิบเท่า สิ่งแวดล้อมจะกระทบ คนจะพลัดที่นาพาที่อยู่ ในทางกลับกันทวายก็เป็นโอกาสของคนไทยด้วย ซึ่งบริษัทอิตาเลี่ยน-ไทยก็ชนะการประมูลเป็นผู้ก่อสร้างพัฒนาโครงการนี้
อ.ชุมพล ให้ข้อมูลต่อว่า ระบบนิเวศในภาวะปกติสุขในแม่น้ำโขง ขณะนี้ทางตอนเหนือที่กำลังกลายเป็นเขื่อนเพื่อพลังงาน และการคมนาคมบนลำน้ำโขง หรือการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาวที่กระทบคน ต้องอพยพกว่าสองแสนครัวเรือนกระทบการเพาะปลูก คนร่อนทองในแม่น้ำโขงหมดอาชีพ การพัฒนาอาจทำให้ปลาหลายชนิดสูญพันธ์ กระทบเกษตรกรที่พึ่งน้ำ พึ่งปลาริมฝั่ง
เพราะอาเซียนต้องการพลังงาน บางประเทศจึงกั้นเขื่อนขายไฟฟ้า ในอนาคตจะมีเขื่อนเกิดขึ้นในประเทศจีน ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มากกว่า 300 เขื่อน ประเทศเพื่อนบ้าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งธงจะเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานไฟฟ้า โดยสร้างเขื่อนทั่วประเทศ อนาคตลาวจะเป็นประเทศที่ร่ำรวย ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่ใส่ใจดูผลกระทบ ไม่น่าเชื่อว่าการสร้างเขื่อนในจีนจะกระทบถึงทะเลสาบในเขมร ให้ตื้นเขินมากขึ้น และขยายพื้นที่กว้างมากขึ้น
การขึ้นลงผิดปกติของน้ำ บางครั้งเราจะพบว่าแม่น้ำโขงแห้งขอด อย่างที่หน้าจ.บึงกาฬ แห้งจนเดินข้ามได้ และกระทบภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานทั้งภาค ที่มีลำน้ำสาขาแม่น้ำชี แม่น้ำมูล จะเกิดความแห้งแล้งรุนแรง น้ำท่วมรุนแรงซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่จะนำไปสู่การเป็นทะเลทราย ข้างหน้าอันตรายร้ายแรงรออยู่ อ.ชุมพล กล่าว
แนวคิดพื้นฐาน แนวคิดประชาสังคม
นายคณิน เชื้อดวงผุย คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว่าแนวคิดพื้นฐาน แนวคิดประชาสังคม Civil Society เป็นแนวคิดของตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่รัฐกับประชาชนไม่ได้แยกจากกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ชนชั้นกลางกล้าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐ ในทางกลับกันรัฐเองก็มีบทบาทน้อยลง จึงเกิดพื้นที่สาธารณะและชนชั้นกลางที่ตื่นตัวเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น สำหรับบ้านเรา เริ่มมีพัฒนาการและภาพรวมขององค์กรภาคประชาสังคมในไทยระหว่างปี 2524-2539 แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการทำงานพัฒนาชนบทโดยวิพากษ์รัฐและแพร่หลายขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และในช่วงปี 2539-2542 เป็นช่วงที่ภาครัฐระดมช่วงชิงวาทกรรมประชาสังคมไปใช้ในการจัดตั้งประชาคมระดับต่างๆ อีกช่วงคือ 2542-ปัจจุบันเป็นช่วงที่การสร้างประชาสังคมทั้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนและภาครัฐที่กลมกลืนกัน แต่การสร้างของภาครัฐค่อนข้างมีบทบาทที่ชัดเจนกว่า
หากลองวิเคราะห์แนวคิดประชาสังคมในไทย จะพบว่ามี 3 กลุ่ม แนวคิด กลุ่มที่ 1 ต้องการรวมพลังทุกภาคส่วนในสังคมรวมทั้งรัฐเอกชน เป็นแนวสมานฉันท์ กลุ่มที่ 2 นักรัฐศาสตร์ ที่มองเรื่องการต่อสู้เรียกร้องคานอำนาจกับภาครัฐ การเมือง ภาคธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งมองว่าความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องหาทางออกอย่างอารยะ และกลุ่มที่ 3 เป็นประชาสังคมแบบจัดตั้งจากภาครัฐโดยตรง ของมหาดไทย การรวมตัวขององค์กรรัฐ เอกชน ประชาชน ร่วมกันแก้ปัญหา มีระเบียบกติกาที่ชัดเจน โดยหลักคือเป็นได้ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน ประชาชน ที่มาร่วมกันแก้ปัญหาร่วมกัน
นายคณิน ให้ข้อมูลต่อว่า จากผลการศึกษาภาคประชาสังคมใน 3 จังหวัดคือ ขอนแก่น กาฬสินธ์ และมหาสารคาม พบว่าองค์กรสาธารณประโยชน์จะถูกจัดตั้งโดยรัฐเกือบ 97% มีเพียง 3% ที่จัดตั้งโดยชาวบ้านและภาคเอกชน ซึ่งประเด็นการทำงานของภาคประชาสังคมจะมีมากที่สุดในด้านเกษตรมาก รองลงมาเป็นองค์กรที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ การศึกษา เด็กเยาวชนไล่ลงมาตามลำดับ น้อยที่สุดคือภูมิปัญญาวัฒนธรรม เป็นองค์กรที่จดทะเบียน 34 % ไม่จดทะเบียบ 66% กิจกรรมส่วนใหญ่ขององค์กรภาคประชาสังคมจะเป็นเรื่องการอบรม ดูงานสัมมนา รณรงค์ จัดอภิปราย
ส่วนมากต้องการพัฒนาศักยภาพคนทำงาน การสร้างแรงบันดาลใจ การเขียนพัฒนาโครงการ ออกแบบโครงการ การระดมทุน การทำรายงาน ทักษะการผลิตสื่อ และที่องค์กรภาคประชาสังคมมีความต้องการการหนุนเสริมมากที่สุดคือการอบรมแนวคิดเชิงระบบ การวางแผนยุทธศาสตร์ การหาแหล่งทุนสนับสนุน การสื่อสารสาธารณะ การเชื่อมโยง การพัฒนาทักษะการผลิตสื่อ ฯลฯเป็นต้น
ส่วนเงื่อนไขที่ทำให้รวมตัว ก็เพื่อแก้ปัญหาสังคมชุมชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่
ปัญหาอุปสรรคสำคัญ คือไม่สามารถสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจถึงการทำงาน สังคมมีความเชื่อถือค่อนข้างน้อย และขาดพลังคนทำงานรุ่นใหม่ ในองค์กรภาคประชาสังคมที่เกิดขึ้นมากมาย บ้างแตกเป็นองค์กรเล็กๆ ทุนที่ได้รับไม่สนับสนุน NGos ในด้านการบริหารจัดการ องค์กรเหล่านี้ต้องการพัฒนาบุคคลากรในด้านต่างๆ ทักษะด้านการปฏิบัติงานและพัฒนาทรัพยากร การพัฒนาด้านความสัมพันธ์กับสังคม การสื่อสารกับภายนอก นายคณิน กล่าว
ฐานทรัพยากร ปัญหา และความเหลื่อมล้ำ กับประชาสังคม
นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน กล่าวถึง “ฐานทรัพยากร ปัญหา และความเหลื่อมล้ำ” โดยกล่าวว่า การขับเศรษฐกิจในแบบทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้น ไม่มีชีวิตผู้คนอยู่ในนั้น การเจริญเติบโตทางเงินตราไม่สามารถวัดประโยชน์สุขทางสังคมไม่ได้ ที่ดินที่มีอยู่มีคนถือครองที่ดินอยู่แล้ว เกษตรกร 26 ล้านคน 1.5 ล้านครัวเรือนมีที่ดินไม่พอทำกิน ในขณะที่ ส.ส.กลับมีที่ดินจำนวนมาก อีกด้านหนึ่งมูลค่าจากภาคเกษตรก็มีเพียง 7% ของ GDP และภาคเกษตรก็ไม่สามารถรองรับแรงงานจำนวนมากได้ทั้งปี ซ้ำภาคเกษตรหมดบทบาทการเป็นกระดูกสันหลังของชาติลง นโยบายรัฐเรื่องข้าวที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ตนมองว่าไม่สร้างผลกระทบได้เท่าการทำตลาดนัดสีเขียวที่จ.สุรินทร์ได้ ที่นั่นชาวบ้านได้เสาร์ละ 4 พันบาท รายได้มั่นคงเพิ่มขึ้น และยังเป็นอาหารปลอดภัย คนบริโภคปลอดภัยผ่านการซื้ออาหาร ใครทำอาหารปลอดภัยอนาคตจะไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ตอนนี้ที่มหาสารคามกำลังขยายได้ 10 จุด ซึ่งสร้างผลกระทบที่มากกว่า
นายอุบล กล่าวต่อว่าปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง ที่มากสุดคือเรื่องที่ดิน เพราะบ้านเราไม่ได้อยู่บนฐานคิดของการกระจายการถือครองที่ดิน สิ่งที่รัฐคิดอยากจัดระบบที่ดินใหม่ มีกฎหมายที่ดินหลายประเภทแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับคนจนไร้ที่ดินได้ เพราะที่ดินกลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยม และเพราะที่ดินเป็นทรัพยากรธรรมที่มีอยู่อย่างจำกัด ฉะนั้นการสร้างหลักประกันให้คนมีที่ดินทำกินจึงเป็นทางออกของสังคม
ความเหลื่อมล้ำก่อให้เกิดลิดรอนอิสระภาพของมนุษย์ในด้านทรัพยากรที่ดิน การแย่งยึดที่ดินมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจการเงินมีความเสี่ยงมากขึ้น นักเศรษฐศาตร์บางคนเสนอให้เอาที่ดินเป็นหลักประกัน แทนที่ทองคำเพราะความผันผวนน้อยกว่า การออกบัตรสินเชื่อเกษตรกรแทนที่จะช่วยกลับเป็นโอกาสทางการตลาดของผู้จำหน่ายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และสารเคมี ความแข็งแรงของพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องผนึกกำลังกันไว้ในระยเร่งด่วน และมีเป้าหมายเพื่อปฏิรูประบบกฏหมายเป็นธงระยะยาว
สำหรับบทบาทภาคประชาสังคมนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ ในการขยายพลังของการแก้ไขปัญหา เพราะประชาสังคมเป็นกลไกความร่วมมือของหลายฝ่ายที่จะเข้ามาช่วยขยายฐานความรู้ ความเข้าใจ กับปัญหาในพื้นที่ ให้เกิดการขยายตัวของแนวร่วม คนจำนวนมากจะส่งผลต่อการแก้ไข เพราะโดยธรรมชาติของคู่ขัดแย้งรัฐกับชาวบ้าน ต้องการบุคคลที่ 3 ที่ 4 มารับฟังและหาทางออกร่วม
อีกบทบาทของประชาสังคมก็คือการขยายผลความสำเร็จรูปธรรมสู่วงกว้าง กระจายการรับรู้ สร้างเอกภาพในการรับรู้ของเครือข่ายและสังคม การยอมรับเข้าร่วมจะเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะเริ่มต้นสร้างจุดคานงัดในปัญหาต่างๆของพื้นที่ เอาเนื้อหามาสร้างแนวทาง สร้างกรอบแก้ปัญหา สนับสนุนสร้างกลไกการปรึกษาหารือกับกลุ่มกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาต่อไป นายอุบล กล่าว
ทั้งนี้ การเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคมในภาคอิสานตอนบน ของ 4 จังหวัด อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู และหนองคายจะขยายวงกลุ่มองค์กรต่างๆ ภาคีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดมาร่วมกันปรึกษาพูดคุยและขยับสร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนให้มีวงกว้างต่อไป




