เมื่อวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนและเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกลาง 9 จังหวัด ร่วมกับ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานภาคกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดสัมมนา สรุปบทเรียนกองทุนสวัสดิการชุมชนคนภาคกลางปี 2555 ณ โรงแรมโกลเด้นโกลด์ (เขาใหญ่) รีสอร์ท แอน สปา ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน
เพื่อนำเสนอรูปธรรมความสำเร็จการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนและการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชนกับกองทุนสวัสดิการสังคม รวมถึงทิศทางแนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการชุมชนภาคกลาง 9 จังหวัด ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้แทนกองเลขาร่วมจากภาครัฐ และภาคประชาชน คณะกรรมการสวัสดิการจังหวัด และเจ้าหน้าที่พอช. โดยมีนายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นประธานเปิดงาน และรับมอบแนวทางการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชนกับกองทุนสวัสดิการสังคมสู่ประชาคมอาเชี่ยน
นายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและมีความประทับใจในความสำเร็จของการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ที่มีหลักประกันความมั่นคงของคนในชุมชน ตนเคยทำงานอยู่กรมประชาสงเคราะห์มานานและเห็นว่าการทำงานแบบสงเคราะห์ไม่ยั่งยืน เมื่อมาเห็นการทำงานของภาคประชาชน เห็นการมีส่วนร่วมและสิ่งที่ชาวบ้านคิดมีประโยชน์มาก เห็นว่าที่ผ่านมาภาครัฐเชยมากตามชาวบ้านไม่ทัน และเมื่ออาจารย์ไพบูลย์เข้ามาบริหารในช่วงปี ๒๕๕๐ มาปฏิรูประบบแนวคิด กระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงเห็นความสามารถของชุมชน ตามด้วยการหนุนเสริมของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีความเข้มแข็ง และดูแลสมาชิกกันเองตั้งแต่เกิดจนตาย นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลมาเป็นเครือข่ายระดับจังหวัด เครือข่ายระดับภาค และประเทศ
ด้านขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชนกับกองทุนสวัสดิการสังคมสู่ประชาคมอาเซี่ยน รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนและท้องถิ่นจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาทางสังคมสามารถดำรงชีวิตและพึ่งตนเองได้ เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทิศทางของการจัดสวัสดิการสังคม ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจึงเข้าสู่รูปแบบการจัดสวัสดิการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้งานสวัสดิการชุมชนเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ความมั่นคงในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาที่ยั่งยืนส่งผลต่อลูกหลานในอนาคต ทั้งด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การจัดการเรื่องที่ดิน เศรษฐกิจชุมชน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประชาคมอาเชี่ยน เพื่อขยายการเรียนรู้ระหว่างชุมชนได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนของเศรษฐกิจพอเพียง จะมีผลต่อการปรับระบบการพัฒนาของประเทศไทยให้สมดุลยิ่งขึ้น เป็นระบบการพัฒนาที่ผสมผสานพลังของท้องถิ่นกับกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยยึดหลักประชาธิปไตยในการดำเนินการ นั่นคือ ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ นายวิทัศน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีแนวทางที่จะจัดกระบวนให้ทีมของพม.แต่ละจังหวัด เข้ามาหนุนเสริม ทั้งกำลังคน งบประมาณ และงานวิชาการ โดยทำงานกันแบบบูรณาการเพื่อให้มีความพร้อมในการพัฒนาขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคมสวัสดิการอย่างยั่งยืน
ทิศทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
ด้านการทบทวนเจตนารมณ์ อุดมการณ์ และทิศทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ด้วยเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการเคลื่อนขบวนสวัสดิการชุมชนคนภาคกลางโดยมีผู้แทนกองเลขาร่วมภาครัฐ และภาคชุมชนร่วมแลกเปลี่ยน
โดยมีการทบทวนบทเรียนพื้นที่รูปธรรมการพัฒนาสวัสดิการชุมชนจังหวัดที่เป็นกรณีตัวอย่างจังหวัดจัดการตนเอง 3 จังหวัดคือ ชัยนาท สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี ขยายผลสู่ 9 จังหวัด บนพื้นฐาน“ฟื้นฟูวิถีชีวิต สังคมแห่งการให้ เอื้ออาทรแบ่งปัน”
นายมานพ สิงห์ดวง คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจ.สุพรรณบุรี เล่าถึงรูปแบบการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนระดับโซน กับการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนสมาชิกกองทุนทั้งหมด 48 กองทุน สมาชิกจำนวน 16,004 คน จากประชากรทั้งจังหวัด จำนวน 845,850 คนเงินกองทุนรวมทั้งหมด 16,410,139 บาทจำนวนหมู่บ้านเข้าร่วม 416 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 1,007 หมู่บ้าน และงบประมาณสมทบกองทุนจากโครงการฯ ปี 53 – 54 จำนวน 5,364,275 บาท ซึ่งส่งผลการเปลี่ยนแปลง คือ เกิดการสมทบงบประมาณจากองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นและมีทักษะการทำงานแบบมีส่วนร่วม ระหว่างชุมชน/หน่วยงานภาคีเพิ่มยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญ คือ คนยากคนจนได้มีสวัสดิการดูแลตนเอง คนในชุมชนได้เรียนรู้ระบบการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีส่วนร่วม ท้องถิ่น ท้องที่ เกิดความสัมพันธ์ใหม่และความร่วมมือเป็นอย่างดีที่เอื้อประโยชน์ในการทำงาน
นางจรรยา ชำนาญมะเริง คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจ.ชัยนาท เล่าว่า มีรูปแบบการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนระดับอำเภอ เริ่มสนับสนุนสวัสดิการชุมชนในรูปแบบกองทุนผู้สูงอายุ มีความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องชุมชน ช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงของชุมชนฐานราก ในจ.ชัยนาทมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล จำนวน 59 กองทุน มีสมาชิกกองทุนฯ จำนวน 26,471 คน จากประชากรจังหวัดชัยนาท จำนวน 334,934 คน คิดเป็น 7.9 % จากประชากรทั้งหมด ได้รับการสมทบงบประมาณ 63,076,014 บาท ซึ่งสิ่งที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ ภาคประชาชนมีคุณภาพชีวิต และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน ทำให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการฟื้นฟูทุนทางสังคม และเปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่สามารถจัดตั้ง และพัฒนาคุณภาพสวัสดิการชุมชนอย่างทั่วถึง และสามารถบูรณาการงานสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในท้องถิ่น และมีแนวทางการปฏิบัติ เป็นไปในทิศทางเดียวกันภายในจังหวัดชัยนาท
นายธนพล ศรีใส คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสิงห์บุรีกล่าวถึง รูปแบบเครือข่ายเชื่อมโยงระดับจังหวัดกับการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนสิงห์บุรี ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 14 ก.พ. 2548 ที่ผ่านมาประชาชนขาดความเชื่อมั่นจากแกนนำชุมชนในทุกระดับ ประกอบกับภาครัฐบางหน่วยงานมองว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นองค์กรเถื่อน เพราะไม่มีหน่วยงานของรัฐรับรองและ 5 ปีต่อมา ในปี 2552 เกิดกองทุนสวัสดิการครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 39 กองทุน ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้ว 43 พื้นที่ แต่ถ้าระบบเขตการปกครองจะมีเพียง 39 กองทุน ซึ่งมีการขอรับการสมทบงบประมาณ จำนวน 12,723,170 บาท สิ่งที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือ เกิดการเชื่อมโยงการทำงานและประสานความร่วมมือมีการบริหารจัดการที่ดีและการติดตามประเมินผลแบบเสริมพลัง โดยการลงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมกระบวนการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน มีการพัฒนาศักยภาพแกนนำ คณะกรรมการ และสมาชิกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการบูรณาการงบประมาณ ในการพัฒนาศักยภาพกับคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดให้มีความเข้มแข็ง
นางมนัสนันนท์ ศุภพิทักษ์สกุล ผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุพรรณบุรีแลกเปลี่ยนว่ามีการพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนมากยิ่งขึ้น มีภาคีท้องถิ่นให้การหนุนเสริม มีหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุน มีภาคประชาชนที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รวมถึงภาคธุรกิจที่จะมาเป็นล้อที่สี่ในการที่จะมาหนุนเสริม ยิ่งทำให้เห็นพลังของสวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืนมากขึ้น หากทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการขับเคลื่อน สวัสดิการชุมชนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญสู่การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนต่อไป
ด้านนายชัยวิชญ์ภณ ตังกิจ ผู้จัดการสำนักงานภาคกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวถึง ทิศทางแนวทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนว่า หลักสำคัญคือการร่วมคิดไม่แยกกันทำงานและมีเป้าหมายเดียวกัน คือการให้อย่างมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและพร้อมที่จะเคลื่อนขบวนงานพัฒนาในระดับจังหวัดในหลายๆเรื่อง เช่นจัดการภัยพิบัติโดยให้รัฐบาลสนับสนุน ที่มากกว่าการสมทบ โดยตั้งเป้าหมายร่วมในการหนุนเสริมทำงานอย่างเข้าถึงและเข้าใจ นับเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะร่วมกันเคลื่อนขบวนต่อไป” นายชัยวิชญ์ภณ กล่าวทิ้งท้าย
ด้านเป้าหมายของการขับเคลื่อนสวัสดิการภาคกลาง ในปี 2556 คือ ขยายกองทุนใหม่ตามความพร้อมของพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนเดิม สร้างการเชื่อมโยงทั้งระดับชุมชน ตำบล จังหวัด จนถึงระดับภาค โดยเฉพาะการเติมเต็มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและช่วยเหลือกันในระดับภาคเพื่อการพัฒนาความเข้มแข็งร่วมกันต่อไป
ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี สระบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และสุพรรณบุรี มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้วรวม 479 กองทุน มีสมาชิกรวม 175,763 คน เงินกองทุนรวม 187,346,755.32 บาท จัดสวัสดิการให้กับสมาชิกที่ครอบคลุมเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย การจัดการภัยพิบัติและอิ่นๆแล้ว 36,654 ราย (หมายเหตุ สมาชิก 1 คนสามารถรับสวัสดิการได้หลายประเภท) รวมเงินที่จ่ายสวัสดิการแล้ว 35,001,913 บาท ทั้งนี้ได้รับการสมทบงบประมาณจากรัฐบาลแล้วแล้ว จำนวน 357 กองทุน รวมงบประมาณที่ได้รับการสมทบ 65,378,860 บาท และมีการขึ้นทะเบียนองค์กรสวัสดิการชุมชนกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดแล้วจำนวน 172 กองทุน เกิดการยกระดับการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การจัดสวัสดิการชุมชนจำนวน 26 ศูนย์การเรียนรู้กระจายใน 9 จังหวัด




