
เมื่อปี ๒๕๔๖ รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เริ่มจัดทำสองโครงการด้านที่อยู่อาศัยที่สำคัญสองโครงการคือโครงการบ้านมั่นคงและโครงการบ้านเอื้ออาทร ทั้งสองโครงการยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ ๑๐
โครงการบ้านมั่นคงรับผิดชอบโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)เริ่มดำเนินการใน๑๐ โครงการแค่ประมาณ ๑,๕๐๐ ครัวเรือน ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคงดำเนินการใน ๒๘๖ เมือง มีชุมชนแออัดที่เข้าร่วมจำนวน ๑,๗๒๒ ชุมชน ดำเนินโครงการมาสะสม ๙๐๑ โครงการ มีครัวเรือนที่รับประโยชน์ ๙๔,๔๒๑ ครัวเรือนและกำลังขยายไปรูปแบบการทำงานไปยังเมืองต่างๆทั่วเอเชีย

โครงการบ้านมั่นคงพยายามแก้จุดอ่อนของการแก้ปัญหาสลัมและที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองในอดีตที่ผ่านมา โดยปรับกระบวนทัศน์และรูปแบบการทำงานใหม่ (Paradigm shift) ทั้งหมดมากมายหลายประการคือ
ประการแรก เปลี่ยนจากลักษณะที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการมาเป็นชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของปัญหาดำเนินการ พอช.จะไม่หาที่ดิน ไม่ก่อสร้าง ไม่ขายบ้าน แต่โอนเงินสนับสนุนไปให้องค์กรชุมชน(ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์เคหะสถาน)ดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นตอนของการสำรวจข้อมูลชุมชน ครัวเรือน กำหนดทางเลือกการปรับปรุงชุมชน ออกแบบบ้าน ออกแบบชุมชน ไปจนถึงการก่อสร้างบ้าน ด้วยความเชื่อว่าที่ว่าหน่วยของรัฐที่มีกำลังคนจำกัดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันการขยายตัวของสลัม ตราบใดที่ไม่ยอมให้ชุมชนเจ้าของปัญหามาแก้ปัญหาของตนเองและตัวชาวบ้านคนจนเมืองก็ยืนยันว่า เขาเป็นคนจน แต่ไม่ใช่คนพิการ เป็นคนไม่มีบ้าน แต่ไม่ได้ไม่มีความหวัง (Homeless but not hopeless)โครงการบ้านมั่นคงยืนยันในหลักการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนกลางอย่างแท้จริง (Community -driven development)
ประการที่สองเปลี่ยนจากการที่ชาวบ้านกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้านมาเป็นการให้เงินอุดหนุนสาธารณูปโภคและให้เงินสินเชื่อกับชาวบ้านโดยตรง ชาวบ้านเป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างสาธาณูปโภคกับอะไร อย่างไร ในส่วนของสินเชื่อนั้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ ๔ ต่อปี ผ่อนส่งในระยะเวลา ๑๕ ปีและกู้ได้ทั้งเรื่องบ้านและที่ดินไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย พอช.จะให้กู้ในนามกลุ่ม ไม่ให้กู้รายบุคคล ก่อนการกู้เงิน ชาวบ้านคนจนเมืองทุกคนต้องออมทรัพย์จนได้เงินอย่างน้อย ๑๐% ของเงินที่จะกู้ โครงการส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหะสถานที่จะเป็นองค์กรชุมชนทำหน้าที่บริหารจัดการชุมชนไปอย่างน้อย ๑๕ ปี (ตามระยะเวลากู้เงิน)
ประการที่สาม เปลี่ยนจากการทำโครงการนำร่อง เป็นการทำทั้งเมือง (City-wide scale) มีการสำรวจสลัมทั้งเมือง แล้ววางแผนว่าจะแก้ปัญหาที่ชุมชนไหนก่อน แล้วลงมือดำเนินการ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายว่าจะแก้ปัญหาสลัมทุกแห่งในเมืองนั้น เพื่อไปสู่เมืองที่ปลอดสลัม (City without slums) ในที่สุด
นอกจากนั้น โครงการยังมีแนวทางสำคัญอื่นๆอีกคือ การทำงานร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งเทศบาล องค์กรพัฒนาเอกชน มหาวิทยาลัย ฯลฯ การทำงานพัฒนาแบบองค์รวม ไม่ใช่ทำเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย แต่ยังส่งเสริมเรื่องพลังงานทางเลือก สวัสดิการชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านอื่นๆ
ปัญหาสลัมเป็นปัญหาสำคัญของโลก ยิ่งพัฒนาเท่าไหร่ ยิ่งมีเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ สลัมก็มีมากขึ้นเท่านั้น คุณสมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยพอช.และเลขาธิการมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเซีย(ACHR: Asian Coalition for Housing Right) ระบุว่าในเอเชียมีคน ๘๐๐ ล้านคนอยู่ในสลัม และการแก้ปํญหาแบบเดิมๆอย่างที่ทำกันมานั้นรับรองได้ว่าไม่สามารถตามทันการขยายตัวของสลัมและยิ่งทำให้ชุมชนอ่อนแอ เพราะรอรับแต่การช่วยเหลือจากรัฐ ACHR จึงได้ใช้รูปแบบและแนวคิดของบ้านมั่นคงในประเทศไทย ขยายการทำงานออกไปยัง ๑๖๗ เมืองใน ๑๘ ประเทศของเอเชีย คือเขมร อินโดนีเซีย เนปาล พม่า เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียตนาม ศรีลังกา มองโกเลีย ฟิจิ อินเดีย ลาว ปากีสถาน จีน ญี่ปุ่น บังคลาเทศ มาเลเซียและอาฟกานิสถาน มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น ๖,๘๗๒ กลุ่ม มีเงินออมรวมกันกว่า ๖๗๒ ล้านบาทในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมานั้น มีผู้นำชุมชน ข้าราชการและนักวิชาการต่างประเทศสองสามร้อยคนมาดูงานโครงการนี้ในประเทศไปเป็นประจำทุกปี บางมหาวิทยาลัยในต่างๆประเทศเป็นแขกประจำของโครงการที่จะจัดนักศึกษามาดูงานทุกๆปี
หนึ่งทศวรรษของประสบการณ์บ้านมั่นคงในประเทศไทย บอกเราหลายอย่างเหลือเกิน เช่นว่า
- คนจนเมืองออมทรัพย์ได้แน่นอน เพราะปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์ในโครงการมีเงินรวมกันกว่า ๒๓๖ ล้านบาทบางชุมชนออมรายเดือน บางแห่งออมรายสัปดาห์และบางแห่งออมรายวัน ตามสภาพเศรษฐกิจของสมาชิก
- คนจนเมืองสามารถเป็นผู้บริหารโครงการมูลค่าหลายสิบล้านบาทได้ ถ้ามีการสนับสนุนที่เหมาะสมและให้โอกาสชาวบ้านทำงาน
- เมื่อคนมีบ้านและที่ดินที่มั่นคง คนจะพัฒนาเรื่องอื่นๆทุกเรื่อง เพราะมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ๗๐ แห่ง จัดการสิ่งแวดล้อมเมือง ๖๘ แห่ง พัฒนาออาชีพกว่า ๕๑ แห่ง จัดการเรื่องสุขภาพกว่า ๘๑ แห่ง พัฒนาบ้านกลางในสมาชิกกว่า ๖๙ แห่งและพัฒนาพลังงานทางวเลือก ๗ แห่งเป็นต้น
- ผู้หญิงเป็นกำลังสำคัญของโครงการบ้านและแออมทรัพย์ มีผู้นำหญิงในโครงการมากกว่า ๓๕,๐๐๐ คน
- บ้านที่ชาวบ้านสร้างเองราคาถูกกกว่าจ้างช่างรับเหมา ๔๐-๕๐%
- การแก้ปัญหาสลัมทั้งเมืองเป็นไปได้แน่นอน เพราะปัจจุบันเกือบ ๓๐๐ เมืองทำงานตามแนวคิดนี้
- ฯลฯ
และสุดท้าย เป็นการพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนกลางนั้น เป็นไปได้แน่นอน เพราะคนสลัมทั่วประเทศพิสูจน์เรื่องนี้มาเป็นปีที่สิบแล้วและคนสลัมในเอเชียจำนวนมากกำลังทำเช่นนี้ด้วย
สิบปีที่ผ่านมานั้นโครงการบ้านมั่นคงแก้ปัญหาให้คนจนเมืองมีความมั่นคงที่อยู่อาศัยกว่า ๙๐,๐๐๐ ครัวเรือน แต่ผลการสำรวจในปี ๒๕๕๑ พบว่าประเทศไทยมีคนจนที่เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยกว่า ๗๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน หนทางสร้างเมืองที่ปลอดสลัมนั้นยังอีกยาวไกล.....แต่เป็นไปได้แน่นอน




